
รัฐบาลแห่งชาติ
รัฐบาลแห่งชาติ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
ข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติของ “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการให้คัดเลือกนักการเมืองที่ดีและเก่งมาทำงานร่วมกันเพื่อประเทศชาติ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
โดยให้เหตุผลเรื่องการเดินหน้าปฏิรูปให้สำเร็จเรียบร้อยและเป็นไปตามโรดแม็พ และให้ฉายาว่าเป็น “ครม.ดรีมทีม”
ความจริงแล้วข้อเสนอ “รัฐบาลแห่งชาติ” มีมาทุกครั้ง เมื่อเกิดความขัดแย้งและความสุ่มเสี่ยงทางการเมือง โดยภาพของรัฐบาลแห่งชาติที่ทุกคนเข้าใจตรงกันคือ เป็นรัฐบาลที่รวมทุกฝ่ายมาอยู่ด้วยกัน โดยที่ไม่มีฝ่ายค้าน และมีนายกฯ ที่เป็นคนกลางที่สามารถรวมทุกฝ่ายได้
เมื่อมีข้อเสนอนี้ “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” อย่าง “ประวิตร วงษ์สุวรรณ” บอกว่ายังไม่ได้ยินข้อเสนอนี้ ส่วนจะมีการบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ให้ไปถามกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่ผู้ร่าง
หากเราไปดูในรัฐธรรมนูญที่ออกแบบเอาไว้เบื้องต้น แม้จะไม่มีกำหนดชัดเจนว่าให้มีรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ และเงื่อนไขแห่งและช่องทางของการเกิดถูกกำหนดเอาไว้ให้มีในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ประการแรกคือ การกำหนดระบบเลือกตั้งเพื่อให้ไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งครองคะแนนความนิยมหรือได้เสียงข้างมากในสภา (เว้นเสียแต่ทั้งสังคมพร้อมใจกันเทคะแนนให้เป็นประวัติการณ์) ซึ่งแปลว่า หากใครต้องการที่จะเป็นรัฐบาลก็ต้องวิ่งหากพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาล และจะทำให้เกิดรัฐบาลผสม ที่สำคัญคือ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีข้อจำกัดว่าพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลจะมีพรรคใดบ้างหรือมีจำนวนเท่าไหร่ รัฐบาลผสมที่ว่าอาจจะเป็นรัฐบาลผสมทั้งสภาก็เป็นได้
ส่วนนายกฯ คนกลางก็มีความเป็นไปได้ เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้จำกัดว่า นายกฯ ต้องเป็น ส.ส. แต่เพียงแค่ให้แต่ละพรรคเสนอรายชื่อผู้ที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมาถึงพรรคละ 5 คน ซึ่งแปลว่า หัวหน้าพรรคอาจจะไม่ได้เป็นนายกฯก็ได้ และคนที่จะได้เป็นนายกฯอาจจะเป็นคนอยู่ที่ 5 ในพรรคใดพรรคหนึ่ง หากเป็นที่ยอมรับของนักการเมืองที่จะร่วมรัฐบาลผสม
จึงไม่แปลกที่อาจจะมีพรรคใดพรรคหนึ่งเสนอรายชื่อใครบางคนเข้ามาในบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรค และหากเข้าเงื่อนไขที่เหมาะสม ผู้นั้นก็อาจเป็นนายกฯ ในสถานการณ์นั้น
คำว่ารัฐบาลแห่งชาติ จึงเป็นไปได้ในทางทฤษฎี และไม่เฉพาะกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่านั้น หากแต่ฉบับอื่นก็เกิดได้เช่นกัน เว้นแต่ตัวนายกฯ ที่ฉบับนี้เปิดทางกว้างกว่าที่ผ่านมา
แต่สิ่งที่ทำให้รัฐบาลแห่งชาติเกิดไม่ได้ ก็เพราะเป็นเรื่องที่ฝืนความเป็นจริงอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลแห่งชาติหมายถึงรัฐบาลที่ไม่มีฝ่ายค้าน ทุกคนในสภาเออออห่อหมกไปในทางเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงของระบอบประชาธิปไตยแล้ว การคิดเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ
และการเป็นฝ่ายค้านก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน เพราะเมื่อแข่งขันกันในการเลือกตั้ง ย่อมมีนโยบายในการทำงานที่ต่างกันเพื่อชิงความนิยมจากประชาชน และเมื่อชนะหรือแพ้เลือกตั้งก็เปิดโอกาสให้ผู้ชนะมีสิทธิบริหารและผู้แพ้ก็เป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบ
“รัฐบาลแห่งชาติ” จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในภาวะ “ปกติ” เว้นแต่เรายังไม่พ้นจากภาวะ “เผด็จการ” เท่านั้น



