ข่าว

นพดล ปัญญาวุฒิไกร : เปิดโลกมืดผ่านภาพถ่าย

นพดล ปัญญาวุฒิไกร : เปิดโลกมืดผ่านภาพถ่าย

23 ธ.ค. 2558

นพดล ปัญญาวุฒิไกร : เปิดโลกมืดผ่านภาพถ่าย : คมคิดจิตอาสา กอบแก้ว แผนสท้าน.....เรื่องธนาชัย ประมาณพาณิชย์....ภาพ

           จากความเชื่อมั่นใน “ศักยภาพของความเป็นมนุษย์” และการไม่ยอมจำนนกับคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ของกลุ่มคนผู้รักการถ่ายภาพกลุ่มเล็กๆ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ได้ก่อให้เกิดโครงการดีๆ เพื่อเด็กด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งหลายคนเมื่อได้ยินชื่อโครงการในครั้งแรกเป็นต้องร้อง หาาา!!!...ออกมาด้วยความแปลกใจระคนไม่ค่อยเชื่อถือว่าจะเป็นไปได้ เพราะสิ่งที่คนกลุ่มนี้กำลังทำนั่นคือ การเปิดคอร์สสอนถ่ายภาพให้แก่เด็กผู้พิการทางสายตา ภายใต้ชื่อ “โครงการ...หัวใจถ่ายภาพ” โดย “กลุ่มถ่ายภาพเพื่อการแบ่งปัน PICT4ALL.com” ซึ่งมี “อ.ฉุน” นพดล ปัญญาวุฒิไกร เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ

           อาจสงสัยว่าสอนคนตาบอดถ่ายรูป สอนได้หรือ??? สอนอย่างไร??? “อ.ฉุนของน้องๆ ผู้พิการทางสายตา” เล่าให้ฟังว่า ตอนที่ตัดสินใจว่าจะทำโครงการนี้ ในช่วง 2-3 เดือนแรกที่ยังหาวิธีการไม่ได้ กระทั่งตัดสินใจทดลองเป็นคนตาบอดอยู่ 3 วัน โดยไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ ที่ไม่เคยไป ปรากฏว่าไม่ต้องคิดอะไรเลยมีวิถีทางออกมาเองหมด จากไม่เคยไปที่ตรงนั้นเลยแต่พอได้ยินเสียงคนชงกาแฟโบราณเราถือไม้เท้าไปถ่ายรูปเขาได้โดยไม่ต้องมีคนพาไป นั่นหมายความว่า พอถึงเวลานั้นประสาทสัมผัสด้านอื่นจะชดเชย แทนการมองเห็นให้เอง จากข้อทดลองตรงนี้ทำให้หมดข้อสงสัยแล้วว่าเราจะสอนคนตาบอดให้ถ่ายภาพในสิ่งที่มองไม่เห็นได้อย่างไร ประเด็นต่อมาคือว่า แล้วคนตาบอดควรจะถอยกี่ก้าวถอยอย่างไร ถือกล้องอย่างไร โฟกัสสิ่งของที่จะถ่ายได้อย่างไร ตรงนี้ได้ อ.ภูวพงษ์ ผจญอริพ่าย อาจารย์ที่สอนถ่ายภาพมาตลอด 20 ปี ได้มาร่วมมาคิดค้นโดยนำเอาวิทยาศาสตร์การถ่ายภาพมาเขียนร่วมกับประสบการณ์ที่ทดลองกันจนค้นพบสูตรคือ การวัดระยะโดยใช้การ “ก้าวเดิน” แทนการใช้หน่วยวัดเป็นเมตร ส่วนเรื่องทิศทางการถ่ายภาพจะใช้ “เสียง” แทนการมองเห็นด้วยตา ขณะที่เรื่องราวในการถ่ายภาพก็ใช้ความรู้สึกจากการ “สัมผัส” และจินตนาการส่งความรู้สึกด้วย “หัวใจ”

           "การถ่ายภาพบุคคลเด็กจะขออนุญาตสัมผัสตัวผู้ถูกถ่ายภาพโดยการจับบริเวณหัวไหล่เพื่อวัดระดับความสูง ซึ่งคนตาบอดจะทราบว่าผู้ถูกถ่ายจะอยู่ในท่ายืนหรือท่านั่งก็จากการวัดระดับความสูงของหัวไหล่ จากนั้นจะถอยหลังนับก้าวให้ได้ระยะห่างที่เหมาะสมโดยทั่วไปแล้วการถ่ายภาพจำนวน 1-2 คน จะนับระยะห่างประมาณ 3-4 ก้าว เมื่อมีจำนวนคนมากขึ้นจะนับเพิ่มคนละ 1 ก้าว และเมื่อได้ระยะห่างที่เหมาะสมแล้ว คนตาบอดจะขอเสียงจากผู้ถูกถ่ายภาพอีกครั้งเพื่อปรับทิศทางและตำแหน่งอย่างแม่นยำหลังจากนั้นจึงบันทึกภาพ ทั้งนี้ สำหรับในเรื่องเทคนิกการถ่ายภาพเราจะเน้นว่าเด็กต้องทำได้ด้วยตัวเองทั้งหมด โดยให้เด็กไปสัมผัสเรียนรู้สิ่งที่ต้องการถ่ายว่าคืออะไร และนี่คือกุศโลบายที่เราไม่ต้องการชี้นำเด็กว่ามุมนี้สวยมุมนั้นควรถ่าย เพราะนั่นคือโอกาสในการเรียนรู้โลกของเด็กๆ ขณะเดียวกันการสัมผัสยังจะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงกับสิ่งใกล้เคียงหรือสิ่งตรงกันข้าม ทำให้เด็กมีจินตนาการ เช่น มะนาวกับส้ม หรือ ส้มกับส้มโอ เป็นต้น และที่สำคัญจากการสัมผัสกับคนโดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ มันคือการส่งทอดความรัก เด็กๆ จะได้ความรู้สึกตรงนี้ขึ้นมา กระทั่งเกิดการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันหล
ักการสอนจึงเน้นไปที่เด็กต้องทำด้วยตัวเองทั้งหมด เปลี่ยนการ์ด เปลี่ยนแบต ปุ่มถ่ายรูปอยู่ตรงไหนถ่ายรูปแล้วจะแสดงภาพปุ่มแสดงภาพอยู่ตรงไหน ส่วนกรณีการถ่ายรูปของเด็กตาบอดเราเน้นให้ใช้โหมดออโต้ทั้งหมด" โต้โผกลุ่มถ่ายภาพเพื่อการแบ่งปันเล่าถึงวิธีการสอนถ่ายภาพสำหรับผู้พิการทางสายตา

           ...“หัวใจถ่ายภาพ” ไม่ได้แค่หมายถึงการที่คนตาบอดมีความสามารถในการถ่ายรูปได้สวยงามเท่านั้น เพราะการได้ภาพถ่ายที่สวยงามเป็นเพียงผลพลอยได้จากการใช้หัวใจในการเข้าถึงเด็ก สิ่งที่เป็น “หัวใจ” ของ “หัวใจถ่ายภาพ” คือการปลูกต้นไม้ดอกไม้งามๆ ในหัวใจของเด็กๆ เหล่านี้ เพื่อที่สุดแล้วเด็กๆ จะมีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เห็นคุณค่าและศักยภาพที่มีอยู่ในตัว เพื่อพึ่งพิงและยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง สามารถตอบแทนสังคมเมื่อตัวเองมีโอกาสที่จะแบ่งปันให้ผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าตนด้วย...

           ดังนั้นประโยชน์ที่แท้จริงจึงอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งแตกหน่อต่อยอดจากการกดชัตเตอร์ตามที่ "อ.ฉุน" นพดล เล่าว่า "มีประโยคหนึ่งที่เด็กผู้หญิงตาบอดแต่กำเนิดบอกหลังจากได้ทดลองถ่ายภาพว่า...ชีวิตนี้หนูไม่กลัวอะไรอีกแล้ว เพราะว่าอุปสรรคสำคัญที่สุดในชีวิตของหนูคือการมองไม่เห็น แต่หนูสามารถถ่ายภาพให้คนตาดีเอ่ยชมหนูได้...ในฐานะคนทำกิจกรรมเราคิดต่อว่าจะต้องมีอะไรที่มากกกว่าความสุข โดยอาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก นอกเหนือจากการพยายามทำให้เด็กเห็นคุณค่าในตัวเองโดยตัวเอง เราเริ่มจากการที่ว่าเขามองไม่เห็น อีกหน่อยเขาจะเล่าเรื่องได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเราจึงนำมาเชื่อมโยงกับการที่เด็กตาบอดใช้อักษรเบรลล์ หลังจากปริ๊นท์รูปเราก็เอาสติกเกอร์มาให้เด็กๆ เขียนเบรลล์บรรยายสั้นๆ เกี่ยวกับภาพแล้วติดหลังรูปไว้ เมื่อเวลาผ่านไปเขาจะเล่าเรื่องพวกนี้ได้ ถ่ายที่ไหน มีเรื่องราวอะไรบ้าง สามารถใช้ภาพถ่ายฝีมือของเขาเองเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนตาดีกับคนตาบอดเข้าด้วยกันได้ และจากตรงนี้ เราพัฒนาเด็กต่อไปสู่การเขียนบทจากหนึ่งบรรดทัดกลายเป็นหนึ่งย่อหน้า จากหนึ่งย่อหน้ากลายเป็นหนึ่งหน้ากระดาษ พอเริ่มเห็นว่าเด็กมีความส
ุขมีความสนใจในงานเขียน เราก็จัดค่ายเมื่อปี 2555 แล้วเชิญนักเขียนมาเป็นวิทยากร มาสอนวิธีการเขียน สอนวิธีการเล่าเรื่อง ให้เด็กทั้ง 28 คนทั่วประเทศมาเรียนรู้กับมืออาชีพ ก็เลือกเอาว่าใครอยากเขียนแนวไหนสารคดีบ้าง นิทานบ้าง แล้วแต่ความสนใจของเด็กแต่ละคน จากจุดนั้นเราก็ยังพัฒนามาเรื่อยๆ จนเด็กที่ถ่ายรูปเคยเขียนลงหนังสือพิมพ์ได้ค่าเรื่องด้วย นี่คือกระบวนการเรียนรู้ที่เราค่อยๆ ใส่เข้าไปให้เด็ก"

           แม้ว่าเป้าหมายที่วางไว้ยังจะไม่ปรากฏผลสำเร็จเต็มร้อยแต่ก็นับว่าพอจะมองเห็นเป็นรูปร่างให้ใจชื้นได้ว่าพวกเขาเดินมาถูกทางแล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของความฝันครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมของ “กลุ่มถ่ายภาพเพื่อการแบ่งปัน PICT4ALL.com” นั่นคือ การเบิกทางให้เด็กผู้พิการทางสายตามีโอกาสทางการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยภายใต้โครงการช้างเผือก

           “ตอนนี้เรามีความคิดว่าปีการศึกษาหน้า เราอาจจะติดต่อมหาวิทยาลัยที่มีคณะนิเทศศาสตร์ เชื่อมโยงกันว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าจะจัดให้มีการอบรมนักเรียนที่สนใจ และถ้าเป็นไปได้จะสามารถทำเป็นโครงการช้างเผือกได้ไหม ซึ่งในส่วนของมหาวิทยาลัยเองก็มั่นใจได้ว่าจะได้รับคนที่มีทัศนคติชัดเจนว่าอยากจะเป็นนักนิเทศจริงๆ เพราะว่าพอเขาทำในสมัยเป็นนักเรียนเด็กเหล่านี้จะมีโปรไฟล์ส่งได้ทันที ผมมองว่าเป็นการเปิดมุมมองสังคมว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นเพราะความคิดของคนในสังคมหรือเป็นเพราะข้อจำกัดของเด็ก แล้วเป็นการทำให้คนด้อยโอกาสกลายเป็นคนไร้โอกาส เพราะสังคมตัดโอกาสของพวกเขาเหล่านั้น ประการที่สองเด็กจะมีได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะในตอนนี้งานทางสายอาชีพของคนพิการค่อนข้างอับ แคบมาก ถ้าเราไม่เปิดมุมมองใหม่ๆ ขึ้นมา เปิดเรื่องราวใหม่ๆ ขึ้นมา เราก็ไม่สามารถทลายกรอบความคิดของคนลงได้”

           นอกจากได้ใช้องค์ความรู้ความสามารถของตัวเองแบ่งปันให้เด็ก ในมุมของครูอาสาก็ใช่ว่าจะไม่ได้รับ “ครูอาสาวัย 53 ปี” บอกว่าอย่างแรกคือได้พลังชีวิต เราได้เห็นได้รู้สึกตรงๆ โดยไม่ต้องอธิบายเลยคือ ความสุขจากการให้ ยิ่งใหญ่ยิ่งงอกงาม เราคิดว่าเราไปสอนเขาเราให้เด็ก แต่จริงๆ แล้วเราเองก็เป็นคนรับเช่นกัน ประการแรกพอเห็นเด็กเติบโตเราก็มีความสุข เห็นเด็กได้รับการชื่นชมเราก็มีความสุข เห็นว่าเขาสามารถนำสิ่งที่เราให้แก่เขาไปพัฒนาต่อเราก็มีความสุข จากการให้เพียงครั้งเดียวแต่เราได้รับไม่รู้กี่ครั้ง  ข้อสองการเปลี่ยนแปลงในตัวเองก็คือพลังอย่างหนึ่ง ครูอาสามาด้วยอีโก้ว่าจะมีความสุขมากถ้าได้สอนเด็กตาบอด แต่ยิ่งสอนอีโก้ยิ่งหาย เพราะว่าเด็กแต่ละคนวิธีแก้ปัญหาก็ไม่เหมือนกัน เช่นเด็กบางคนกดชัตเตอร์มือขวาไม่ได้ต้องใช้มือซ้ายเท่านั้น ครูอาสาก็ต้องรู้จักปรับ เราจะไม่พูดคำว่า “ไม่ได้” เราเคารพในความเป็นตัวของเขาถ้าเด็กถนัดมือซ้ายก็ต้องสอนให้เขาถ่ายมือซ้ายให้ได้ เราจะไม่ทำให้เด็กรู้สึกด้อยค่าลงไปอีก บางคนเด็กตาบอดแถมหัวก็เอียง เราจะไม่พูดว่าหนูถ่ายรูปไม่สวยเพราะหัวหนูเอียง ครูอาสาจึงกลายเป็นคนมีขันติ มีความอดทนในความแตกต่าง อดทนในสิ่งที่ท้าท
ายอยู่ตลอดเวลา ก็จะได้ประโยชน์ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ข้อที่สามครูอาสาได้เรียนรู้อะไรใหม่ตลอดเวลา ครูอาสาบางคนต้องไปเรียนเขียน อ่านเบรลล์ บางคนต้องไปเรียนบทละครเพิ่มเติม บางคนต้องไปเรียนเรื่องการพัฒนาเด็กด้วยซ้ำ

           ...ณ จุดนี้เราเพิ่งเห็นแสงสว่างที่ปลายทาง ยังไม่รู้ว่าระยะทางอีกไกลแค่ไหน และในระหว่างทางเรายังจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่เราเชื่อมั่นว่ากระบวนการสำคัญกว่าผลลัพธ์เพราะว่าทุกครั้งที่เราทำ เราได้ความสุข ได้การเรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากความผิดพลาด จากล้มเหลว จากความสำเร็จ ในระหว่างทางทั้งครูอาสาและเด็กก็ได้เรียนรู้ และเติบโต งอกงาม มาด้วยกันตลอดเวลา นี่คือของจริง ผลลัพธ์สุดท้ายจริงๆ เราจะมีความสุขเหมือนอย่างตอนนี้หรือเปล่า เราไม่รู้ที่แน่ๆ ตอนนี้เรามีแล้ว....