
ถกทางออกพ.ร.ก.ร้อนประมงพื้นบ้านวอนใช้แนวทางพูดคุย
ถกทางออกพ.ร.ก.ประมงพื้นบ้านวอนใช้แนวทางพูดคุย : สมชาย สามารถรายงาน
กลายเป็นปัญหาร้อนระอุขึ้นมาทันทีหลังจากตัวแทนประมงพื้นบ้านในหลายจังหวัดเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อร่วมกับสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยก่อนจะยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)การประมง พ.ศ.2558 โดยระบุว่า รัฐบาลต้องการเอาใจอียู แต่สร้างปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประมงพื้นบ้าน พร้อมยืนกรานว่า หากรัฐบาลไม่ทบทวนจะเดินทางเข้ายื่นหนังสือฟ้องต่อยูเอ็นต่อไป
ขณะเดียวกันหากจับอาการของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะพบว่า นายกฯ ยืนกรานที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะมองว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจะสามารถแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมายที่หมักหมมมาหลายสิบปี อีกทั้งยังเป็นการทรัพยากรทางทะเลให้เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ได้อีกด้วย
แต่ขณะเดียวกัน พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 กลับเป็น “ตัวปัญหา” ในสายตาของชาวประมงพื้นบ้าน เนื่องจากมองว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวสร้างผลกระทบและข้อจำกัดมากมายในการทำประมง จึงจำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหว เพื่อให้รัฐบาลทบทวน พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว
มาถึงจุดนี้หากถามว่า อะไรคือแรงจูงใจทำให้ประมงพื้นบ้านต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว และพ.ร.ก.ฉบับนี้มีผลกระทบกับอาชีพประมงของพวกเขาอย่างไร
ทั้งนี้ ในส่วนของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประมงพื้นบ้านในการบังคับใช้ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2258 นั้น ต้องบอกว่า ณ วันนี้รัฐบาลยังไม่ได้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ โดยในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ยังอะลุ่มอล่วยให้แก่ประมงพื้นบ้าน
สอดคล้องกับความคิดเห็นของ “สะมะแอ เจะมูดอ” ประธานสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ที่เปิดเผยกับ “คม ชัด ลึก” ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประมงพื้นบ้านขณะนี้ยังไม่มากมายอะไรนัก เนื่องจากในแต่ละจังหวัดยังไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ แต่สาเหตุที่พี่น้องประมงพื้นบ้านออกมาเคลื่อนไหวนั้น เนื่องจากเกรงว่า เมื่อใดเจ้าหน้าที่ใช้พ.ร.ก.ฉบับนี้อย่างเด็ดขาดในอนาคต ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประมงพื้นบ้านมีแน่นอน
"ฉะนั้น การเคลื่อนไหวของประมงพื้นบ้านในครั้งนี้เป็นการแสดงเจตนารมณ์เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 เพื่อหาทางออกร่วมกันกับทางราชการ คือ กรมประมง ว่า ข้อกฎหมายแต่ละข้อที่มันมีผลกระทบต่อประมงพื้นบ้านจะมีทางออกอย่างไร เช่น การกำหนดให้เรือประมงพื้นบ้านทำประมงได้เฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดของตัวเอง ห้ามออกไปเกิน 3 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง ซึ่งในทางปฏิบัติจริงๆ ไม่ใช่ เพราะปัจจุบันการออกทำการประมงของประมงพื้นบ้านต้องออกไปไกลถึง 10 ไมล์หรือ 20 ไมล์ทะเล ขึ้นอยู่สภาพคลื่นลม และศักยภาพของเรือ หรือแม้แต่กระทั่งข้อกำหนดปลีกย่อย อย่างเช่น การขออาชญาบัตรเครื่องมือทำการประมง ที่กำหนดค่าธรรมเนียมไว้ค่อนข้างสูงเกินที่ประมงพื้นบ้านจะรับได้"
ส่วนความหลากหลายของการใช้เครื่องมือทำประมงต่อครอบครัวประมาณ 5-6 ประเภทนั้น ส่วนตัวมองว่าเนื่องจากเครื่องมือประมงแต่ละประเภทต้องใช้งานให้เหมาะสมตามฤดูกาล เช่น ในช่วงที่กุ้งมีมากจะใช้อวนกุ้ง ประมาณ 2-3 เดือน หลังจากนั้นช่วงปูที่มีมากต้องเปลี่ยนมาใช้อวนปู ซึ่งการใช้เครื่องประมงที่หลากหลายจะแตกต่างกับเรือประมงพาณิชย์หรือเรือประมงขนาดใหญ่ เช่น ถ้าเป็นเรือประมงอวนล้อมก็มีอวนล้อมอย่างเดียว ทำได้ทั้งปี เรือประมงอวนลากก็มีเครื่องมืออวนลากอย่างเดียว ทำได้ตลอดทั้งปี
“ตรงนี้ก็ต้องมาเจรจากันว่าจะลดลงได้หรือไม่ จะจ่ายแบบเหมารวมได้หรือไม่ เพราะมันกระทบกับประมงพื้นบ้าน ดังนั้นการออกกฎหมายลูกต้องมาดูรายละเอียดเหล่านี้กัน เพื่อไม่ให้กระทบกับคนที่หาเช้ากินค่ำ หาเลี้ยงครอบครัว ทางออกที่ดีสุดสำหรับปัญหานี้ก็คือการพูดคุยกันระหว่างประมงพื้นที่กับกรมประมง”
ประธานสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าจะพูดกันตรงๆ คือ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ต้องการเอาใจ สหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งก็ไม่ว่ากัน แต่อยากจะขอให้เกิดผลกระทบต่อพี่น้องประมงพื้นบ้านน้อยที่สุด เพราะจริงๆ แล้วการที่อียูท้วงติงเรื่องประมงผิดกฎหมาย มันไม่ได้เกี่ยวกับประมงพื้นบ้าน มันเกี่ยวกับการใช้แรงงานทาส การจับปลาที่ไม่มีแหล่งที่มา ซึ่งเป็นปลาขนาดใหญ่ เป็นปลาสำหรับป้อนโรงงาน
นั่นเป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นของประธานสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ในเรื่องการบังคับใช้พระราชกำหนดการประมงของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้านโดยตรง
กลับมาที่เรื่องร้อนกรณี “เรือประมงทำร้ายเจ้าหน้าที่” จังหวัดปัตตานีขณะปฏิบัติหน้าที่ ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่นายกรัฐมนตรียืนกรานจะต้องนำตัวคนกระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แหล่งข่าวจากประมงพื้นบ้านในพื้นที่ ระบุว่า ประมงที่ก่อเหตุเป็นเรือประมงที่ไม่ได้อยู่ในระบบ หรือพูดง่ายคือเป็น “ประมงผิดกฎหมาย” โดยก่อนหน้านี้กลุ่มชาวประมงผิดกฎหมายทำการประมงโดยใช้เรือประมงอวนรุน เมื่อมีกฎหมายออกมามาบังคับใช้ ทำให้อวนรุนเป็นเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย ห้ามนำมาใช้
“จากการบังคับใช้กฎหมาย ประมงกลุ่มนี้จึงเปลี่ยนมาใช้อวนลาก แต่ด้วยขนาดของเรือที่มีขนาดเล็ก ทำให้ไม่สามารถลากอวนออกไปไกลจากชายฝั่งได้ ประมงกลุ่มนี้จึงต้องเข้ามาลากอวนในพื้นที่ชายฝั่ง จึงผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้ทำ คนกลุ่มนี้ทำประมงผิดกฎหมายมานานแล้ว”
“ปรีชา บริเพ็ชร” หัวหน้าศูนย์บริการจัดการประมงทะเลปัตตานี กล่าวว่า สาเหตุที่เรือประมงเข้ามาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และทำลายทรัพย์สินทางราชการน่าจะเกิดจากความเครียด และอารมณ์ชั่ววูบ เพราะทางราชการประกาศการห้ามใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมายมาตลอด โดยความผิดของเรือประมงที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่มีทั้งใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย ทำประมงในเขตหวงห้าม
“คนกลุ่มนี้ลักลอบทำประมงผิดกฎหมายมาตลอด ในขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ออกตรวจลาดตระเวนมากขึ้น พร้อมกับการสร้างความเข้าใจมาตลอด โดยขณะนี้มีชาวประมงที่ก่อเหตุเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วจำนวน 4 คน ซึ่งการดำเนินคดีต้องว่ากันตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นคดีอาญาจึงไม่สามารถยอมความได้ โดยเบื้องต้นเขาสารภาพว่า ไม่ได้มีเจตนาทำร้าย แต่เป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ โดยเขาไม่ทราบว่า บทลงโทษทางกฎหมายมันรุนแรง เมื่อทราบเขาก็เสียใจ”
ส่วนการดำเนินการจับกลุ่มประมงที่ทำผิดกฎหมายนั้น เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะดำเนินต่อไป ขณะที่ทางจังหวัดยังมีแนวทางในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประมงที่มีเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย เช่น เปลี่ยนให้มาใช้เครื่องมือที่ถูกกฎหมาย โดยมีโครงการเปลี่ยนเครื่องมือการทำประมง ซึ่งกรมประมงกับทางจังหวัดกำลังดำเนินการอยู่ เพียงแต่ยังติดขัดในเรื่องความล่าช้าของงบประมาณ ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ทัน แต่ในแง่ของข้อมูลพบว่า มีประมงแจ้งความประสงคเปลี่ยนเครื่องมือการทำประมงเข้ามาแล้วกว่า 590 รายในขณะนี้”



