
"ทีดีอาร์ไอ"แนะเก็บภาษีอัตราเดียวหวังสกัดปัญหาคอร์รัปชั่น-กันเลี่ยงจ่ายภาษีที่ดิน
"ทีดีอาร์ไอ" หนุนจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ชี้ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ พร้อมเสนอแนวคิดให้จัดเก็บในอัตราขั้นต่ำและเป็นอัตราเดียวกันทุกประเภทที่ดิน เลี่ยงปัญหาการคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ และการหนีภาษีของประชาชน
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงแนวคิดการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ของประชากร ที่กระทรวงการคลังมีแผนจะผลักดันให้มีผลบังคับใช้ว่า เห็นด้วยกับหลักการจัดเก็บภาษีที่คิดจากมูลค่าทรัพย์สิน แต่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับอัตราในการจัดเก็บว่าควรเป็นอัตราเดียว ขณะที่ข้อเสนอของกระทรวงการคลัง คือ จัดเก็บใน 3 อัตรา ตามลักษณะของการใช้พื้นที่ เช่น ที่ดินเชิงพาณิชย์ ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย และ ที่ดินเพื่อการเกษตร ซึ่งการจัดเก็บหลายอัตรามองว่าอาจก่อให้เกิดปัญหาหลายด้าน เช่น การคอรัปชั่น และ การหลีกเลี่ยงภาษีของประชนภาษี เป็นต้น
"เมื่อปรับเป็นอัตราเดียวแล้ว จะไม่เกิดปัญหา เพราะการจัดเก็บหลายอัตรา จะทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี เกิดการวิ่งเต้น และการคอรัปชั่นของผู้จัดเก็บ เพราะจะมีการนำดุลพินิจมาใช้พิจารณาว่าจะจัดเก็บในลักษณะใด อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง" นายนิพนธ์กล่าวและว่า อัตราภาษีที่ใช้ควรกำหนดเป็นอัตราขั้นต่ำ แต่เปิดกว้างให้ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บในอัตราที่สูงได้ โดยมีเงื่อนไขว่า หากท้องถิ่นใดจัดเก็บในอัตราต่ำ รัฐบาลกลางก็จะสนับสนุนเงินงบประมาณให้น้อย หากจัดเก็บได้ในอัตราสูง รัฐบาลกลางก็จะสนับสนุนงบประมาณในอัตราสูงเพื่อสร้างแรงจูงใจในการจัดเก็บภาษีของท้องถิ่น
นอกจากนั้น ก่อนที่ร่างกฎหมายภาษีที่ดินจะมีผลบังคับใช้ ผู้ที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อให้การจัดเก็บภาษีดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง ส่วนการประเมินราคาที่ดินควรสะท้อนราคาที่แท้จริงมากกว่าในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทีดีอาร์ไออยู่ระหว่างศึกษาว่า ภาระภาษีในปัจจุบันตกอยู่กับประชาชนกลุ่มใด โดยจะเจาะลึกไปถึงโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ที่มองว่าล้าสมัยมากและถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บางบริษัท รวมทั้งจะศึกษาถึงแนวทางการขยายฐานภาษีด้วย เพราะยอดจัดเก็บภาษีในปัจจุบันอยู่แค่ระดับ 20% ของรายได้ประชาชาติเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมาก หากสามารถเก็บได้มากกว่านี้ ก็จะมีเงินงบประมาณช่วยเหลือสังคมได้มากขึ้น
ทั้งนี้ การศึกษาในเรื่องดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยหัวข้อการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งไทยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศละตินอเมริกา



