
อาชีพ-รายได้ในบัตรปชช.อีกยาว...
อาชีพ-รายได้ในบัตรปชช.อีกยาว... อธิบดีปกครองย้ำไม่ละเมิดสิทธิ-ข้อมูลไม่รั่ว : วัฒนา ค้ำชู (@wat_nna) สำนักข่าวเนชั่น
สิ้นเสียงของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เอ่ยในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ฟังได้ชัดเจนว่า ต้องการให้มีการบันทึกข้อมูลด้านต่างๆ เรื่องของรายได้ของประชากรคนไทยลงในฐานข้อมูลบัตรประชาชน ที่ปัจจุบันเรียกกันว่า “บัตรสมาร์ทการ์ด”
ล่าสุดยังได้จัดตั้งคณะกรรมการหลายคณะขึ้นมาดูแลเรื่องการบูรณาการฐานข้อมูลประชาชน และการบริการภาครัฐ ภายใต้จุดประสงค์สำคัญให้หน่วยงานส่วนราชการได้ไปปรับปรุงระบบฐานข้อมูลของตัวเองให้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เพื่อนำมารวบรวมเชื่อมโยงเป็นข้อมูลสะดวกต่อการจัดการช่วยเหลือประชาชนในทุกๆ ด้าน
แน่นอนเป้าใหญ่ย่อมสร้างความหวาดระแวงตื่นตระหนกเกิดขึ้นเป็นธรรมดากับชาวบ้านในทุกระดับชนชั้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า หน่วยงานส่วนกลางที่ทำหน้าที่บันทึกสารพัดข้อมูลของประชาชน ต้นทางแรกย่อมเป็นสำนักทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย “วิเชียร ชิดชนกนารถ” ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน ได้เอ่ยแนวทางการดำเนินการสานต่อนโยบายว่า ถือเป็นนโยบายที่ดีของนายกรัฐมนตรี ที่หวังดีอยากช่วยประชาชนให้ตรงจุด แม้ขณะนี้ทางสำนักทะเบียนยังไม่มีข้อมูล ยังไม่มีที่เป็นเรื่องรายได้ของประชาชน
ปัญหาดังกล่าวคงต้องเดินตามโรดแม็พ รอผลประชุมคณะกรรมการของแต่ละชุด แล้วค่อยตกผลึกหน่วยงานแต่ละด้านได้สรุปสำรวจประมวลผล แล้วสำนักทะเบียนรอแค่ดำเนินการเชื่อมโยงถ่ายโอนข้อมูลเข้าไปภายในบัตรสมาร์ทการ์ดเท่านั้น..ต่อไปประชาชนก็สามารถถือบัตรใบเดียวไปใช้บริการ
สำคัญสุดคือ การวางเป้าหมายการบันทึกข้อมูลประชาชนจะต้องทำให้แล้วเสร็จในปี 2560 เพื่อจะได้แยกแยะในการจัดงบประมาณของรัฐบาลได้อย่างเหมาะสม
หัวขบวนหลักในการขับเคลื่อนเป้าหมายให้สำเร็จ “ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต” อธิบดีกรมการปกครอง ได้ระบุเปรียบเทียบเป้าหมายที่จะต้องทำงาน ตอบโจทย์ปัญหาอุปสรรคที่สังคมเคลือบแคลงสงสัยในด้านที่สำคัญให้ฟังง่ายๆ เข้าใจตรงกันว่า ในส่วนของคณะทำงานครั้งนี้มีอยู่หลายคณะ ข้อมูลบุคคลเป็นหน้าที่ของคณะของกระทรวงมหาดไทย ที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานแม่งานครั้งนี้ แล้วหลักใหญ่ของการทำงานเป็นการนำข้อมูลทุกด้านมาบันทึกเป็นส่วนการทำงานของกรมการปกครอง แต่ต้องรอให้แต่ละหน่วยงานได้จัดข้อมูล สรุปข้อมูลแต่ละด้านเสร็จก่อน แล้วค่อยมาเชื่อมโยงข้อมูล หากเปรียบบัตรประชาชนที่ใช้เก็บข้อมูลก็เหมือนกับ “กุญแจดอกใหญ่” ที่ไขไปแล้วมีห้องข้อมูลต่างๆ แต่ละด้านของประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก
อธิบดีกรมการปกครอง เอ่ยต่อว่า ในการทำงานบันทึกข้อมูลทุกครั้งนี้มีการอ้างอิงตัวเลขบัตรประชาชน 13 หลักเสมอ เช่น การบันทึกข้อมูลบุคคลมีอายุ 60 ปี เพื่อรับสิทธิประโยชน์ ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเป็นผู้ไปจัดสำรวจมา หรือการกู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษาตร (ธ.ก.ส.) เรื่องนี้ต้องมีบุคคลค้ำประกันเอกสารต้องใช้เยอะ หากมีการใช้การบันทึกข้อมูล ต่อไปใช้แค่หลักฐาน.. “บัตรประชาชนใบเดียวก็ทำได้เลย”
ข้อกังวลการใช้ข้อมูลประชาชน ประเด็นร้อนหลายฝ่ายกังวลจะมีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือเอาไปใช้โดยพลการ “ผมยืนยัน ไม่มีการไปละเมิดสิทธิของบุคคลแน่ อย่างที่เปรียบให้ฟัง บัตรประชาชนมี 13 หลัก เป็นเหมือนกุญแจหลัก ทุกคนถือไว้ที่ตัวเอง แล้วข้อมูลแต่ละด้านก็เหมือนห้องเล็กรองไปอีก การจะเข้าไปเปิดต้องอาศัยแม่กุญแจ คือบัตรที่ทุกคนถืออยู่ แล้วเจ้าตัวต้องยินยอมให้ใช้บัตรประชาชนเสียบเข้าไปในเครื่อง ก่อนการใช้เพื่อเปิดดูข้อมูลเจ้าของต้องยินยอมให้บัตรจึงจะเปิดได้ แล้วข้อมูลในบัตรก็มี 2 ชนิด 2 ชั้น คือ ข้อมูลทั่วไป ที่มีการบันทึกเอาไว้บนบัตร เปิดเผยตรงตัว เช่น วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ และชนิดที่ 2 เป็นข้อมูลส่วนตัว ที่ข้อมูลแต่ละด้านก็เป็นข้อมูลส่วนตัว อย่างข้อมูลการศึกษา ข้อมูลการสมรส และข้อมูลรายได้ อาชีพ ตรงนี้ไม่เปิดเผย”
อธิบดีกรมการปกครองสรุปยืนยันชัดเจนว่า การบันทึกข้อมูลบัตรประชาชนคงเป็นบัตรใบเดิม สิ่งที่ทุกคนกังวลในนโยบาย การต้องนำข้อมูลประชาชนในส่วนที่เป็นข้อมูลส่วนตัวไปเผยแพร่ละเมิดสิทธิไม่มีแน่นอน เพราะมีระดับความลับเป็นชั้นส่วนตัว จะเข้าไปดูได้ต้องเจ้าของบัตรต้องให้ความยินยอม ยื่นแม่กุญแจที่ถืออยู่ให้เท่านั้น จึงจะทำได้
ความหมายเลข 13 หลัก บนบัตรประชาชน
หลักที่ 1 หมายถึง ประเภทบุคคล มี 8 ประเภท
ประเภทที่ 1 เป็นเด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527
ประเภทที่ 2 เด็กประเภทที่ 1 ที่แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลาภายใน 15 วัน หลังวันเกิด
ประเภทที่ 3 เป็นคนไทยหรือคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว แล้วมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2527
ประเภทที่ 4 เป็นคนไทยหรือคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว แต่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2527
ประเภทที่ 5 เป็นบุคคลคนที่ได้รับอนุมัติให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกรณีตกสำรวจ
ประเภทที่ 6 เป็น คนที่มาอาศัยอยู่ในไทยแต่ไม่ได้มีสัญชาติไทย เช่น ชาวเขาหรือชาวต่างชาติที่มาอยู่ชั่วคราว
ประเภทที่ 7 เป็นบุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ที่เกิดในไทย
ประเภทที่ 8 เป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวหรือได้รับการแปลงเป็นสัญชาติไทย หมายเหตุ..บุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีแค่ทะเบียนประวัติเล่มสีเหลือง ไม่มีการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้
หลักที่ 2-3 หมายถึง จังหวัดที่อยู่
หลักที่ 4-5 หมายถึง เขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้นๆ
หลักที่ 6-10 หมายถึง เลขประจำตัวในทะเบียนบ้านที่แต่ละเขตหรืออำเภอออกให้
หลักที่ 11-12 หมายถึง ลำดับที่ของบุคคลที่จัดลำดับว่าเป็นคนที่เท่าไรในกลุ่มของบุคคลประเภทนั้นๆ
หลักที่ 13 เป็นตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลข 12 ตัวแรก



