
กสทช.กังวลน้องใหม่ประมูล4จี เปิดให้บริการล่าช้า
20 ธ.ค. 2558
กสทช.กังวลน้องใหม่ประมูล4จี เปิดให้บริการล่าช้า
กรณีการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 4จี ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดขึ้น ได้สิ้นสุดลงแล้ว นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช.ให้สัมภาษณ์ทางสถานีวิทยุ อสมท ถึงราคาของ 4จี จะถูกลงหรือไม่ ว่า เทคโนโลยีราคา 4จี ถูกลงทุกปี เพียงแต่ว่าการประมูลที่ราคาสูงนั้น อาจทำให้ราคาถูกอาจจะช้าลง สมมุติว่าอาจจะถูกลงปีหนึ่ง 5-10 สตางค์ แต่ลดลงปีหนึ่ง 1-2 สตางค์ เพราะผู้ประกอบการอยากได้รายได้ไปชำระค่าคลื่น กสทช.จึงกำหนดว่า ผู้ที่ชนะการประมูลคลื่นทั้ง 1800 และ 900 ค่าเฉลี่ยของทุกแพ็กเกจต้องถูกกว่าค่าเฉลี่ยในปัจจุบัน หรือพูดง่ายๆ ว่า ขายเพื่อเอากำไรเพิ่มขึ้นไม่ได้
ขณะเดียวกันประชาชนเห็นว่าค่าเฉลี่ยคืออะไร มันจับต้องไม่ได้หรือโปรโมชั่นไหนกันแน่ เราจึงกำหนดให้มีโปรโมชั่นที่จับต้องได้ อย่างน้อยหนึ่งโปรโมชั่น ซึ่งผู้ให้บริการจะออกโปรโมชั่น 5 หรือ 10 โปรโมชั่นก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องมี 1 โปรโมชั่นที่คุณภาพไม่ต่ำกว่าเดิมและราคาต้องลดลง ฉะนั้นผู้บริโภคเคยซื้อของในราคาเท่านี้ ต่อไปของชิ้นนี้ต้องถูกลง รวมทั้งที่สำคัญของชิ้นนี้ห้ามขายเหมา
“ปัจจุบันเราจะเห็นว่า 3จี 4จี ใช้ได้ 1 กิก 2 กิก ใช้เท่าไหร่ก็ต้องจ่ายเท่านั้น ใช้เน็ต 100 เมกะไบต์ ก็ต้องจ่าย 100 เมกะไบต์ ซึ่งจะเป็นแพ็กเก็จสำหรับประชาชนทั่วไป แต่คนรวยอยากซื้อแพ็กเกจที่มีราคาแพง เราไม่ว่าทางผู้ให้บริการก็มีให้”
ส่วนคำถามที่ว่า ต่อไปนี้ประชาชนไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าโทรศัพท์แบบเหมาจ่ายอย่างในปัจจุบัน นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่พฤติกรรมการใช้งานของแต่ละคน เพราะใครใช้เยอะการจ่ายแบบเหมาจ่ายอาจจะคุ้มกว่า เช่น คนกินน้อยไปกินบุฟเฟ่ต์ก็ไม่คุ้ม เพราะจะเหลืออาหารต้องทิ้งไป แต่ถ้าคนกินจุ กินบุฟเฟ่ต์คุ้ม ก็แล้วแต่พฤติกรรมของแต่ละคนไป
สำหรับการเทียบอายุสัมปทานที่มีอยู่ 15 ปี กับราคาประมูล 1 แสนกว่าล้านบาท จะคุ้มค่าหรือไม่ นพ.ประวิทย์เห็นว่า ใบอนุญาตหนึ่งประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เท่ากับปีหนึ่งอยู่ที่ไม่กี่พันล้านบาท หากเทียบกับระบบสัมปทานเดิม มีส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐปีหนึ่งอยู่ในระดับหมื่นล้านขึ้นไป ซึ่งถ้าหารเฉลี่ยต่อปีจะเสียค่าส่งให้รัฐถูกลงกว่าเดิม ถือว่าคุ้มมาก
“ในระดับราคา เราเทียบราคาเฉลี่ยต่อเมกะเฮิรตซ์ของแต่ประเทศ คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ สูงสุดอยู่ที่ฮ่องกงประมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 60 กว่าบาทต่อประชากรต่อเมกะเฮิรตซ์ แต่ไทยอยู่ที่ 50 กว่าบาท ดูแล้วยังราคาถูกกว่า แต่ค่าเงินของฮ่องกงกับไทยต่างกัน ถ้าเทียบการซื้อไทยแพงกว่าฮ่องกง อีกทั้งฮ่องกงลงทุนแล้วมีกำไรกว่าไทยมากกว่าหลายเท่าตัว พูดง่ายๆ จ่ายค่าคลื่นแต่ได้กำไรมากกว่าไทย ดังนั้นของไทยต้องบอกว่า ผู้ที่ชนะการประมูลครั้งนี้ มีกำไรน้อยแน่นอน แต่ไม่ถึงขั้นขาดทุน หรือเพียงแค่ขาดทุนกำไรเท่านั้น”
ต่อข้อถามว่า กสทช.ได้กำหนดวันให้ทางเครือข่ายเปิดใช้บริการเมื่อใด นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า เป็นกลยุทธ์ทางด้านการตลาด ส่วนใหญ่แล้วผู้ให้บริการมักจะเร่งเปิดให้บริการ เพราะตอนนี้คนไทยใช้ 3จี 4จี กันมาก ถ้าไม่เปิดให้บริการ เราจะเห็น 3จี 4จี หมุนติ้วอยู่กับที่ ส่วนทรูมูฟเอชจะเริ่มให้บริการเมื่อไหร่ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้เร็ว เนื่องจากมีเสาอยู่แล้วก็นำอุปกรณ์ไปติดตั้งได้ง่าย ซึ่งน่าจะเปิดได้ 1-2 เดือนนี้
“แต่น่ากังวลบริษัทแจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด เพราะเป็นรายใหม่ ยังไม่มีเสา ก็ต้องไปติดตั้งเสาเหล็กและอุปกรณ์ ซึ่งจะใช้เวลานานมาก แต่เราคาดการณ์ว่า ถ้าบริษัทแจสสู้ราคาสูงได้ จะต้องมีแผนเด็ดอยู่ในใจ อาจจะทำพันธมิตรกับเครือข่ายมือถือรายเดิมไปติดอุปกรณ์ใหม่หรือพื้นที่ที่ไม่ติดอุปกรณ์ก็ขอโรมมิ่งคลื่นกับเครือข่ายมือถือรายเดิม จึงคิดว่าบริษัทแจสอาจจะเปิดใช้บริการไม่ล่าช้า ซึ่งก็อยู่ที่ว่าจะตกลงกับพันธมิตรได้เร็วแค่ไหน”
นพ.ประวิทย์ ระบุต่อว่า อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้สามารถทำได้ ตามกฎของ กสทช.ทำได้ แต่ห้ามนำคลื่นไปขายต่อ แต่สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันได้ การใช้เสาร่วมเราสนับสนุน และสนับสนุนการโรมมิ่งภายประเทศ เพราะว่าจะทำให้ประหยัดต้นทุนของประเทศได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปแข่งกันตั้งเสา เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด
“สำหรับเงินกว่าแสนล้านบาทที่ได้จากการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ รายได้ทั้งหมดเราต้องนำส่งรัฐ ซึ่งได้เพียงแต่ค่าใช้จ่ายในการจัดประมูล ซึ่งจะเห็นได้ว่า การจัดประมูลครั้งนี้เราประหยัดงบมาก” กรรมการ กสทช.ผู้นี้ กล่าวในตอนท้าย



