
'ละอ่อนฮักน้ำลาว' สู้วิกฤติภัยแล้ง
20 ธ.ค. 2558
เรื่องเล่าข่าวดัง : 'ละอ่อนฮักน้ำลาว' สู้วิกฤติภัยแล้ง : โดย...แมรี่ แบรดลี่
รอบปี 2558 ต่อเนื่องไปถึงปี 2599 สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้มีการคาดการณ์ว่า ไทยต้องประสบวิกฤติภัยแล้ง หลายพื้นที่จะต้องประสบภัยอย่างหนักจนไม่มีน้ำกินน้ำใช้ พื้นที่ภาคเหนือถูกคาดการณ์ว่า ในปี 2559 ที่จะมาถึงเพียงไม่กี่วันอาจต้องประสบภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปี เพราะในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาปริมาณฝนตกในพื้นที่ค่อนข้างน้อย ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อยจนเข้าขั้นวิกฤติ จนรัฐบาลต้องห้ามไม่ให้มีการทำนาปรัง และให้เกษตกรหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยในหลายพื้นที่ เพื่อสงวนน้ำในเขื่อนไว้สำหรับเป็นน้ำดิบใช้สำหรับอุปโภคบริโภค
เมื่อกว่าสิบปีก่อนพื้นที่ต้นน้ำแม่ลาว ต.แม่เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อาจต้องประสบวิกฤติภัยแล้งเช่นกัน ทั้งที่พื้นที่นี้เคยเป็นแหล่งน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์มาก่อน แต่เพราะมีการสัมปทานเหมืองแร่บริเวณนั้นทำให้พื้นที่ป่าหายไปในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทำให้สายน้ำแม่โถ แหล่งต้นน้ำของแม่น้ำลาว กลายเป็นสีแดงขุ่น ไม่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ จนปี 2548 ชาวชุมชนต้นแม่น้ำลาวจึงรวมตัวกันเพื่ออนุรักษ์ป่า ภายใต้ชื่อกลุ่ม “คนรักษ์ป่า” ก่อนจะมีการขยายเครือข่ายครอบคลุมไปในพื้นที่ 10 หมู่บ้านในย่านนั้น ตั้งเป็นเครือข่าย “ชุมชนรักษ์ป่าลุ่มน้ำลาว” ภายใน 2 ปี แสวงหาการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนร่วมกันพัฒนาดูแลรักษาทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า รวมถึงการบริหารจัดการน้ำชุมชน ด้วยการสร้างฝาย ทำแนวกันไฟ ปลูกต้นไม้เสริมป่า ทำให้ต้นน้ำอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี
“กว่า 10 ปีก่อนชาวชุมชนต้นแม่น้ำลาวประสบปัญหาน้ำแห้งขอดจนไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้ เดือดร้อนกันอย่างหนัก จนต้องรวมตัวกันแก้ปัญหา มีการชักชวนกันทำฝายชะลอความเร็ว ฝายดักตะกอน ฝายเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเมื่อทำสำเร็จชาวชุมชนก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ทำให้เรามีน้ำกินน้ำใช้มาถึงทุกวันนี้” นายอินแหลง ไทยกรณ์ ประธานเครือข่ายชุมชนรักษ์ป่าลุ่มน้ำลาว ให้ข้อมูล
กว่า 10 ปีมานี้เครือข่ายชุมชนรักษ์ป่าลุ่มน้ำลาว ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งต้นน้ำครอบคลุมพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ลาวทั้งหมด 258,605.875 ไร่ ใน 41 ชุมชน รวมเส้นทางน้ำ 291 ลำห้วย มีการบริหารจัดการน้ำชุมชน โดยการสร้างฝายภูมิปัญญา 2,528 ฝาย และเพิ่มน้ำสำรองจากฝายเก็บน้ำจำนวน 18 ตัว ในลำห้วยของชุมชนเครือข่ายฯ 41 ชุมชน มีการกระจายน้ำเข้าสู่ตัวเรือน โดยนำท่อต่อจากฝายสำรองน้ำไปกักเก็บที่ถังสำรองในชุมชนที่สามารถกักเก็บน้ำได้มากถึง 3 หมื่นลิตร มีระบบกรองน้ำดื่มเพื่อให้ประชาชนนำไปใช้ดื่มได้ตลอดทั้งปี และยังเหลือน้ำจากการอุปโภคบริโภคมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้าให้แต่ละครัวเรือน ซึ่งเป็นการบริหารจัดการน้ำได้อย่างครบวงจร
“ตอนแรกชาวบ้านไม่เข้าใจคำว่าอนุรักษ์ อนุรักษ์แล้วได้อะไร แต่วันนี้พวกเขาเข้าใจแล้วว่าการอนุรักษ์คืออะไร ผลประโยชน์จากการอนุรักษ์ได้อะไร อย่างทำฝายป่ามีความชุ่มชื้น ระบบนิเวศดีขึ้น เมื่อเกิดความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านได้รับผลประโยชน์คือ มีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องทั้งปี ไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ มีน้ำใช้ในการเกษตรทำให้เกิดรายได้ตามมา มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น” นายอินแหลง กล่าว
วิกฤติภัยแล้งปีนี้ชาวชุมชนต้นน้ำแม่ลาวมีการจัดเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว คือ การคำนวณปริมาณการใช้น้ำของผู้คนในพื้นที่ว่าจำเป็นต้องใช้น้ำเท่าไหร่ มีการสำรองน้ำไว้อย่างเพียงพอ และมีมาตรการเข้มข้นในการขอความร่วมมือจากทุกคน ห้ามไม่ให้ปล่อยน้ำทิ้ง หากใครฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจะถูกปรับไม่ให้ใช้น้ำ
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่ายชุมชนรักษ์ป่าลุ่มน้ำลาว โดยการให้ข้อมูลความรู้ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการสำรวจพื้นที่ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสำรวจและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ รวมทั้งเก็บข้อมูลจัดทำแผนที่ทางอากาศ จนสามารถขอคืนพื้นที่มากกว่า 2,000 ไร่ จากผู้ที่บุกรุกผืนป่า กลับคืนสู่ชุมชน
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการน้ำเป็นประโยชน์กับคนในพื้นที่ในการประมวลข้อมูลเส้นทางของแหล่งต้นน้ำ โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมีบทบาทในการวิเคราะห์ปัญหา สังเกตทิศทางของแหล่งต้นน้ำ สังเกตระดับน้ำ และหาหนทางแก้ปัญหาร่วมกัน โดยนำเครื่องมือระบุพิกัด (จีพีเอส) เข้ามาสำรวจพื้นที่จัดทำแผนที่ให้มีการดำเนินการอย่างถูกต้องและกระจายไปยังหมู่บ้านต่างๆ เป็นต้นแบบให้แก่ชุมชนอื่นนำไปปรับพัฒนา
ปัจจุบันเครือข่ายชุมชนรักษ์ป่าลุ่มน้ำลาวนำเทคโนโลยีและเครื่องมือวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้สำรวจพื้นที่ในชุมชน ทำให้ทราบว่าแต่ละพื้นที่มีลำห้วย และเส้นทางน้ำอย่างไร มีการสร้างข้อมูลแผนที่และผังน้ำเพื่อประยุกต์ใช้วางแผนบริหารจัดการทรัพยากรเป็นการทำงานบนฐานข้อมูลและการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เช่น แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (จีไอเอส) เครื่องระบุพิกัด (จีพีเอส) นำมาประยุกต์ใช้ พร้อมกันนี้ยังแสวงหาแนวร่วมคนรุ่นใหม่ โดยการปลูกฝังค่านิยมให้แก่กลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่เห็นถึงความสำคัญของแหล่งน้ำและผืนป่า โดยจัดตั้งกลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ป่าและต้นน้ำ ภายใต้ชื่อกลุ่ม “ละอ่อนฮักน้ำลาว” ร่วมช่วยงานเครือข่าย โดยนำเทคโนโลยีไปสำรวจ เก็บข้อมูล จัดทำแผนที่เฝ้าระวังภัยพิบัติทางน้ำ โดยเก็บข้อมูลระดับน้ำต่อเนื่องทุกสัปดาห์และจะต้องรายงานผลอาทิตย์ละครั้ง โดยปัจจุบันมีสมาชิกแล้วกว่า 100 คน กระจายอยู่ใน 41 หมู่บ้าน ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ป่าต้นน้ำแม่ลาว
น.ส.นันทิชา โตนะโภ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเยาวชนละอ่อนฮักน้ำลาว บอกว่า กลุ่มเยาวชนมีบทบาทสำคัญในการรายงานการเฝ้าระวังภัยพิบัติทางน้ำและการเก็บข้อมูลแหล่งน้ำ ต้องสำรวจพิกัด (จีพีเอส) ในการจัดทำแผนที่วัดระดับน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลวิเคราะห์การจัดการเส้นทางน้ำ หรือต้องเข้าไปสร้างฝายเพิ่มบริเวณใด รวมถึงทำหน้าที่ตรวจวัดความชื้นในดิน ในอากาศ นำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่
ตัวแทนเยาวชนกลุ่มละอ่อนฮักน้ำลาวจะได้รับการฝึกอบรมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกี่ยวกับการสร้างโปรแกรมแผนที่ ซึ่งเป็นการฝึกอบรมเชิงลึกทำให้เยาวชนกลุ่มนี้สามารถตรวจวัดสภาพของดินและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
หลายปีมานี้ชาวชุมชนต้นแม่น้ำลาวรอดพ้นวิกฤติภัยแล้งมานานหลายปี และปีนี้แม้จะมีการคาดการณ์ว่า พื้นที่ภาคเหนือจะประสบวิกฤติภัยแล้งที่ค่อนข้างรุนแรง แต่สำหรับที่นี่มีความมั่นใจว่า ระบบการจัดการน้ำที่ดีของคนในชุมชนจะทำให้ที่นี้สามารถรอดพ้นวิกฤติภัยแล้งไปได้อีกปี ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จในการจัดการบริหารน้ำชุมชนอย่างดี ทำให้ประชาชน 2,740 คน จาก 881 ครัวเรือน รอดพ้นจากการขาดแคลนน้ำในวิกฤติภัยแล้ง
ปัจจุบันชุมชนลุ่มน้ำลาวยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ความสำเร็จของชุมชนให้ผู้ที่สนใจต้องการพัฒนาพื้นที่ของตนเองสามารถเรียนรู้น้อมนำแนวพระราชดำริและแนวทางการทำงานไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นด้วย
--------------------
(เรื่องเล่าข่าวดัง : 'ละอ่อนฮักน้ำลาว' สู้วิกฤติภัยแล้ง : โดย...แมรี่ แบรดลี่)



