
บัญชีนายกฯ 'เจตนาดีหรือวาระซ่อนเร้น'
20 ธ.ค. 2558
คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : บัญชีนายกฯ 'เจตนาดีหรือวาระซ่อนเร้น' : โดย...โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่น
เคาะออกมาเรียบร้อยแล้วสำหรับที่มา “นายกรัฐมนตรี” โดยนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจาก ส.ส.ก็ได้ แต่ต้องมาจากการเลือกในสภาผู้แทนราษฎร โดยบุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นนายกฯ ต้องได้รับเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ในสภา
ทั้งนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังกำหนดว่า ในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองแต่ละพรรคต้องเสนอชื่อ “บัญชีนายกฯ” ไม่เกินจำนวน 5 คน โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต้องสมัครใจและให้ความยินยอม แต่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นหรือไม่ก็ได้ และแต่ละพรรคการเมืองจะเสนอบัญชีนายกฯ “ซ้ำกันไม่ได้” โดยถือเอาตามที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนหลัง ซึ่งการที่ไม่ให้พรรคการเมืองเสนอ “บัญชีนายกฯ” ซ้ำกันในการเลือกตั้ง ก็เพื่อไม่ให้เกิดการ “ฮั้ว” ของพรรคการเมืองในทางการเมือง และหลังเลือกตั้งเสร็จ ได้ให้สิทธิพรรคการเมืองที่ได้จำนวน ส.ส.ร้อยละ 5 ของจำนวน ส.ส.ที่มีทั้งหมดเสนอชื่อบุคคลจาก “บัญชีนายกฯ” เข้าสู่ที่ประชุมสภาให้ลงคะแนนเลือกเป็นนายกฯ โดยพรรคการเมืองจะเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ ซ้ำกันต่อสภาได้
ทั้งนี้ด้วยเหตุที่พรรคการเมืองสามารถเสนอ “บัญชีนายกฯ” ได้ถึง 5 คน ทำให้มีการมองว่า กรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีวาระซ่อนเร้นเปิดช่องให้ “ผู้มีอำนาจ" เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีผ่านทางพรรคการเมือง ทั้งที่บุคคลนั้นไม่ได้เป็น ส.ส. หรือคนของพรรคการเมืองนั้นเลย
นอกจากนี้ยังมีการยกตัวอย่างว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา หากประชาชนเลือกพรรคการเมืองใด ก็แสดงว่าประชาชนต้องการให้ผู้สมัคร ส.ส.ที่เป็นหมายเลข 1 ของพรรคการเมืองนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นแม้ว่าในการเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคสามารถเสนอ “บัญชีนายกฯ” โชว์แก่ประชาชนได้ถึง 5 คน แต่เวลาประชาชนตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งก็จะดูที่ตัวบุคคลที่พรรคการเมืองนั้นเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในลำดับแรกเท่านั้นว่าเป็นใคร แต่ด้วยเหตุที่พรรคการเมืองสามารถมี “บัญชีนายกฯ” ได้ถึง 5 คน ทำให้เมื่อถึงเวลาเลือกบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีในสภา พรรคการเมืองอาจเสนอชื่อบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในลำดับที่ 1 ของ “บัญชีนายกฯ” โดยไปหยิบเอาบุคคลที่มีรายชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในลำดับที่ 3 หรือ 4 หรือ 5 ซึ่งอาจเป็น “คนนอกผู้มีอำนาจ” ที่สอดแทรกเข้ามาและไม่ใช่หัวหน้าพรรคหรือคนสำคัญของพรรคการเมืองนั้น จึงเป็นการบิดเบือนไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ลงคะแนนเลือกตั้ง
อีกทั้งระบบเลือกตั้งที่จะนำใช้คือ ระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่เอื้อให้แก่พรรคเล็กและพรรคขนาดกลาง แต่ทำให้พรรคการเมืองใหญ่มีเสียงลดลง ซึ่งจะทำให้เกิด “รัฐบาลผสมหลายพรรค” และเมื่อเป็น “รัฐบาลผสม” ก็มีความเป็นได้มากที่จะไปเอา “คนนอกผู้มากด้วยบารมี” มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อค้ำยันรัฐบาลให้มีเสถียรภาพ ดังนั้นการที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้พรรคการเมืองเสนอ “บัญชีนายกฯ” ได้ถึง 5 คน จึงสอดรับกันพอดีกับการให้ “คนนอก” เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี
ด้าน “พรรคการเมือง” ต่างก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่ให้พรรคการเมืองต้องมี “บัญชีนายกฯ” โดยให้เหตุผลว่า ปกติเวลาพรรคการเมืองหาเสียงในการเลือกตั้ง คนก็รู้อยู่แล้วว่า ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ลำดับแรก เป็นคนที่พรรคการเมืองเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีจึงไม่มีความจำเป็นต้องมี “บัญชีนายกฯ” หรือหากจะมี “บัญชีนายกฯ” พรรคการเมืองมีเพียงชื่อเดียวก็พอแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องมีถึง 5 ชื่อ เพราะชื่อลำดับที่ 2-5 ถึงมีก็คงไม่ได้ใช้ เนื่องจากในความเป็นจริงเวลาเลือกนายกฯ พรรคการเมืองก็คงเสนอชื่อคนลำดับที่ 1 เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
แต่สำหรับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ให้เหตุผลที่ให้มี “บัญชีนายกฯ” ว่า มีข้อดี คือ การที่ให้พรรคการเมืองเปิดเผยบัญชีรายชื่อคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีให้ประชาชนรับรู้ตั้งแต่แรก ก็จะเป็นการป้องกันเวลาเลือกตั้งเสร็จพรรคการเมืองไปเอา “ไอ้โม่ง” มาเป็นนายกฯ เพราะต่อไปนี้คนที่จะเป็นนายกฯได้ต้องอยู่ใน “บัญชีนายกฯ” ที่พรรคการเมืองแสดงต่อประชาชนไว้ตั้งแต่ตอนเลือกตั้งเท่านั้น
“อุดม รัฐอมฤต” โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และยังเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วย บอกว่า “บัญชีนายกฯ” ไม่ได้บังคับว่า ต้องมี 5 คน ดังนั้นพรรคการเมืองใดจะเสนอ “บัญชีนายกฯ” เพียงชื่อเดียวก็ได้หรือจะเสนอ สองชื่อ สามชื่อ ได้ทั้งนั้น แต่ต้องไม่เกิน 5 ชื่อ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและการตัดสินใจของพรรคการเมืองนั้นเอง
“เหตุผลที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้เสนอ “บัญชีนายกฯ” ได้ถึง 5 ชื่อก็เพราะว่า ที่ผ่านมาเราใช้นายกรัฐมนตรีเปลือง ส่วนมากอยู่ได้ช่วงระยะเวลาสั้นๆ น้อยคนที่จะอยู่ได้ครบอายุสภา พรรคการเมืองจึงจำเป็นต้องมีตัว “นายกฯ สำรอง” เอาไว้ หากเกิดกรณีนายกรัฐมนตรีต้องพ้นสภาพไป เช่น ลาออก ขาดคุณสมบัติ เสียชีวิต พรรคการเมืองก็สามารถหยิบเอาชื่อของคนที่สำรองไว้ใน “บัญชีนายกฯ” ขึ้นมาเสนอต่อสภาเพื่อให้เลือกเป็นนายกฯ ได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับในอดีตที่ไม่มี “บัญชีนายกฯ” เวลานายกฯ ต้องพ้นสภาพไป ก็มีการไปหยิบเอา “ไอ้โม่ง” มาเป็นนายกฯ แต่ต่อไปนี้ป้องกัน “ไอ้โม่ง” ได้ เพราะต้องเอาคนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีนายกฯ เท่านั้น ส่วนที่พรรคการเมืองใด จะเสนอชื่อนายกฯ ใน “บัญชีนายกฯ” เพียงชื่อเดียวนั้น ถามว่าพรรคการเมืองนั้นจะยอมเสี่ยงหรือไม่ เพราะหากนายกฯ ของพรรคการเมืองนั้นต้องพ้นสภาพไป แต่พรรคการเมืองนั้นไม่มีชื่อนายกฯสำรองไว้ ก็เป็นการเปิดช่องให้นายกฯ มาจากพรรคการเมืองอื่น เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองไปเลย
นอกจากนี้การที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมี “บัญชีนายกฯ” นั้น เป็นการทำให้พรรคการเมืองมีภาระหน้าที่ที่ต้องคัดเลือกคนที่มีคุณภาพ มีความสามารถ มาอยู่ใน “บัญชีนายกฯ” เพื่อแสดงต่อประชาชนในเวลาเลือกตั้ง มิเช่นนั้นประชาชนก็ไม่เลือกพรรคการเมืองนั้น จะเห็นได้ว่า เรื่อง “บัญชีนายกฯ” ไม่ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์อะไรเลย มีแต่ได้”
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่ “บัญชีนายกฯ” มีได้ถึง 5 คน อาจเป็นการเปิดช่องให้มีการแฝงตัวของ “ผู้มีอำนาจ” เข้ามาได้นั้น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญผู้นี้มองว่า หากพรรคการเมืองใดมีการ “หมกเม็ด” เช่นว่านั้น ก็จะถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามในการเลือกตั้ง โจมตีและเปิดโปงให้ประชาชนทราบ ซึ่งจะส่งผลต่อคะแนนรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้นเอง
ด้าน “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า ระบบรัฐสภาทั่วโลก เป็นที่รู้กันว่า “หัวหน้า” พรรคการเมืองใหญ่ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้ง จึงไม่มีความจำเป็นต้องมี “บัญชีนายกฯ" กรรมการร่างรัฐธรรมนูญไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
“ถ้าในการเลือกตั้งมีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง 50 พรรค แต่ละพรรคส่งรายชื่อบัญชีีนายกฯ 5 คน ก็จะมีชื่อแคนดิเดตนายกฯ มากถึง 250 คน บางคนเป็นใครก็ไม่รู้ คนที่ได้รับการเสนอชื่อก็จะเป็น “จำอวดของโลก” และอาจต้องลง “กินเนสส์บุ๊ก” ว่า แคนดิเดตนายกฯ ไทยมีมากที่สุดในโลก”
สมบัติ ชี้ว่า การที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญคิดเรื่อง “บัญชีนายกฯ” ขึ้นมา ก็เพื่อเบี่ยงเบนให้ “คนนอก” มาเป็นนายกฯได้ โดยจุดเริ่มต้นของปัญหาก็มาจากการที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้ “นายกฯ” ต้องมาจาก “ส.ส.” ตั้งแต่แรก จึงต้องไปคิดหาวิธีการเพื่อให้ดูดีขึ้น เช่น บัญชีนายกฯ ว่าได้แสดงให้ประชาชนเห็นตั้งแต่ตอนเลือกตั้งแล้ว จึงมีความชอบธรรม แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง
“บัญชีนายกฯ อาจเป็นการเปิดช่องให้ “ผู้มีอำนาจซึ่งเป็นคนนอก” แฝงตัวผ่านพรรคการเมืองเข้ามาได้ตามที่มีการมองกัน แต่ผมเห็นว่าเป็น “ช่องนรก” มากกว่า เพราะไม่สามารถรอดสายตาประชาชนและสื่อไปได้ พรรคการเมืองที่ยอมให้ผู้มีอำนาจซึ่งเป็นคนนอกสอดแทรกเข้ามาใน “บัญชีนายกฯ” จะถูกโจมตีอย่างหนักและสุดท้ายก็ไปไม่รอด”
ขณะที่ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า การเมืองไทยพัฒนามาจนถึงจุดที่ประชาชนรู้ได้ล่วงหน้าว่า หัวหน้าหรือแกนนำของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง จึงไม่ควรย้อนไปใช้วิธีการเสนอชื่อคน 1-5 รายชื่อเป็นนายกฯ ไม่ว่าจะเป็น “คนนอก” หรือ “คนใน” ก็ตาม
“แสดงว่าตอนนี้ “ผู้มีอำนาจ” เขาคุยกับพรรคขนาดกลางและพรรคเล็กแล้ว และพรรคขนาดกลางและเล็กขานรับที่จะให้มีการฝากชื่อ “คนนอก” มาเป็นนายกฯได้ เพราะเขาไม่ต้องการลงเลือกตั้ง และการเลือกตั้งครั้งหน้า ระบบเลือกตั้งก็เอื้ออำนวยให้พรรคกลาง พรรคเล็ก จัดตั้งรัฐบาลผสม ในขณะที่พรรคใหญ่จะได้จำนวน ส.ส.ลดลง ผมไม่ได้รังเกียจ “คนนอก” มาเป็นนายกฯ แต่ต้องเป็นกรณีที่บ้านเมืองวิกฤติ แต่ไม่ใช่การมาด้วยวิธีการแบบนี้"
ทั้งหลายทั้งปวง การเปิดช่องให้ “คนนอก” เป็นนายกฯ ได้นั้น เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาและไม่ว่า กรธ.จะพยายามหาวิธีการใดๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรม เช่น บัญชีนายกฯ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนเชื่อถือโดย “สนิทใจ” ได้
--------------------
ที่มานายกฯ
1.ไม่ต้องเป็น ส.ส. เปิดช่อง “คนนอก”
2.พรรคการเมืองต้องมีบัญชีนายกฯ ไม่เกิน 5 คน
3.พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.ร้อยละ 5 เสนอชื่อบุคคลจาก “บัญชีนายกฯ” เข้าสู่ที่ประชุมสภาให้ลงมติเลือก
4.บุคคลที่ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภา
--------------------
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : บัญชีนายกฯ 'เจตนาดีหรือวาระซ่อนเร้น' : โดย...โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่น)



