
เลขาธิการสหประชาชาติหญิงคนแรก?
20 ธ.ค. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : เลขาธิการสหประชาชาติหญิงคนแรก? : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
“ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา” ครานี้ก็ถึงคราวงานเลี้ยงของบัน คี มูน ที่จะต้องเลิกราเมื่อครบวาระ 10 ปี ของการดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ 2 สมัยในสิ้นปี 2559 และเพื่อให้การผ่องถ่ายตำแหน่งเป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่มีอะไรติดขัด กระบวนการคัดเลือกเลขาธิการสหประชาชาติคนใหม่จึงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อไม่มีกี่วันมานี้
ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมานาน 70 ปี นับตั้งแต่องค์การโลกแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นมา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทั้ง 15 ประเทศ ประกอบด้วยสมาชิกถาวร 5 ประเทศและสมาชิกไม่ถาวรที่หมุนเปลี่ยนกันไปตามวาระอีก 10 ประเทศจะช่วยกันพิจารณาใบสมัครของผู้สมัครทุกคน ซึ่งจะสับเปลี่ยนเวียนกันไปตามแต่ละภูมิภาค ก่อนจะนำรายชื่อผู้ที่เห็นสมควรว่าจะได้รับเลือกให้ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ลงมติรับรองอีกครั้ง
แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริง สมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ โดยเฉพาะ 3 ประเทศตะวันตกทั้งสหรัฐ อังกฤษและฝรั่งเศส มักจะผูกขาดการเป็นผู้คัดเลือกเองผ่านการปิดประตูลับเจรจาต่อรองกันเป็นการภายใน โดยสมาชิกส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิรับรู้หรือให้ความเห็นใดๆ เลขาธิการสหประชาชาติทั้ง 8 คนจึงค่อนข้างอิงตะวันตก โดยเฉพาะบัน คี มูน ซึ่งมีเสียงร่ำลือลับหลังว่าเป็นเงาของผู้นำทำเนียบขาวในยูเอ็น
อย่างไรก็ดี กระบวนการคัดเลือกเลขาฯ ยูเอ็นคนใหม่ครั้งนี้กลับมีอะไรผิดแผกจากทุกครั้งที่ผ่านมา ถือเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญครั้งนี้ หนึ่งนั้นก็คือว่าที่เลขาฯ ยูเอ็นคนใหม่จะเป็นคิวของตัวแทนจากยุโรปตะวันออก ซึ่งแม้จะผละจากอ้อมอกที่เย็นเฉียบของค่ายหลังม่านเหล็กมาซบอกที่ชืดชาของค่ายตะวันตก ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าทั้ง 2 ค่ายคงยากจะมาชี้นิ้วบงการได้ง่ายๆ เหมือนที่แล้วๆ มา
ประการที่ 2 ก็คือมีการผลักดันให้เปลี่ยนรูปแบบการคัดเลือกว่าที่เลขาฯ ยูเอ็นคนใหม่ให้โปร่งใส เปิดกว้างและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยให้สมาชิกยูเอ็นทั้ง 193 ประเทศมีส่วนร่วมในการพิจารณาใบสมัคร รวมทั้งได้ฟังการแสดงวิสัยทัศน์ ของผู้สมัครแต่ละคน ข้อเสนอนี้ได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาและให้มีผลในทางปฏิบัติทันที ทั้งนี้ ตามมติของสมัชชาใหญ่ได้กำหนดคุณสมบัติเลขาฯ ยูเอ็นคนใหม่ว่า จะต้องมี “ความสามารถในการเป็นผู้นำและการบริหารจัดการที่ผ่านการพิสูจน์ มีประสบการณ์กว้างขวางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทักษะสูงด้านการทูต การสื่อสาร และสามารถพูดอ่านเขียนได้หลายภาษา”
เหตุนี้ นางซาแมนธา พาวเวอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็นซึ่งดำรงตำแหน่งประธานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประจำเดือนธันวาคม และโมเกนส์ ลิคเคตอฟ ประธานสมัชชาใหญ่เอ็นชาวเดนมาร์ก จึงได้ส่งจดหมายเวียนไปยังประเทศสมาชิกยูเอ็นทุกประเทศว่าด้วยกระบวนการคัดเลือกเลขาฯ คนใหม่ รวมทั้งเชิญชวนให้แต่ละประเทศส่งตัวแทนเข้าร่วมการคัดเลือกซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2559 ก่อนที่คณะมนตรีความมั่นคงจะเริ่มกระบวนการคัดเลือกในเดือนกรกฎาคม
ประการสุดท้ายซึ่งถือว่าสำคัญไม่ใช่น้อยก็คือขณะนี้มีขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้คัดเลือกผู้หญิงขึ้นมาเป็นเลขาธิการสหประชาชาติคนที่ 9 เนื่องจากตลอดช่วง 70 ปีที่ผ่านมามีแต่ผู้แทนชายเท่านั้นที่รับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ มาเรีย เอ็มมา เมเฮีย เอกอัครราชทูตโคลัมเบียประจำยูเอ็น ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่อยู่เบื้องหลังขบวนการผลักดันให้ผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นเลขาฯ ยูเอ็นคนใหม่ให้เหตุผลว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นเพื่อสร้างความเสมอภาคทางเพศและโอกาสที่เท่าเทียมกันของผู้หญิงซึ่งมีจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก และเพื่อสร้างระบบใหม่ที่มักจะผูกขาดโดยผู้ชาย
“แน่นอน ส่วนหนึ่งก็เพื่อความเสมอภาคทางเพศด้วยการยอมรับให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทบนเวทีโลกมากขึ้น แต่เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือให้การเลือกเลขาฯ ยูเอ็นคนใหม่มีความโปร่งใส เปิดกว้างและสอดคล้องกับมาตรฐานทั่วไปมากขึ้น” มาเรีย เมเฮีย เผยด้วยว่าตอนแรกมีผู้สนับสนุนแนวคิดของเธอน้อยมากแต่ขณะนี้มีกว่า 50 ประเทศที่สนับสนุน เพราะเห็นด้วยกัยหลักการที่จะให้การคัดเลือกเลือกเป็นไปด้วยความโปร่งใส เปิดกว้างและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ไม่ใช่การสมรู้ร่วมคิดหรือการฮั้วกันในหมู่คณะมนตรีความมั่นคงว่าต้องการใครเป็นเลขาฯ คนใหม่หมือนในอดีต ซึ่งไม่ใช่การคัดเลือกตามครรลองประชาธิปไตย
กลุ่มผู้สนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการสรรหาเลขาฯ ยูเอ็นคนใหม่มีทั้งนักการทูตทั้งอดีตและปัจจุบัน อดีตเจ้าหน้าที่ยูเอ็นและองค์การต่างๆ ให้ความเห็นตรงกันว่าการคัดเลือกครั้งนี้ไม่จำเป็นว่าท้ายที่สุดต้องเลือกผู้หญิงเข้ามาเป็นเลขาฯ ให้ได้ อย่างน้อยก็ขอให้ยินดีพิจารณาคุณสมบัติของผู้หญิงหลายคนซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งนี้
“นี่ไม่ใช่การลดมาตรฐานของผู้สมัครลง เพียงแต่เปิดกว้างมากขึ้น” จิลเลียน โซเรนเซน อดีตผู้ช่วยของอดีตเลขาฯ โคฟี อันนัน และขณะนี้เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของกองทุนสหประชาชาติและสมาชิกการรณรงค์ให้เลือกผู้หญิงมาเป็นเลขาฯ คนใหม่ให้ความเห็น ด้านมาเดลีน อัลไบรต์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐและอดีตทูตสหรัฐประจำยูเอ็นเผยเช่นกันว่าเธอสนับสนุนกระบวนการเคลื่อนไหวนี้มานานแล้ว จริงๆ แล้วผู้หญิงมีคุณสมบัติเหนือล้ำกว่าที่ต้องการด้วยซ้ำไป เนื่องจากพวกเธอหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากกว่าผู้สมัครที่เป็นผู้ชาย
กระนั้น แม้กระทั่งผู้ที่สนับสนุนสิทธิสตรีหลายคนต่างยอมรับว่ายังมีอุปสรรคสำคัญขวางหน้าอยู่มากมาย โดยเฉพาะการจะต้องมีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งภายในองค์กรโลก ซึ่งถ้าดูตามรูปการณ์นี้แล้ว โอกาสที่ผู้หญิงจะได้รับเลือกเป็นเลขาฯ หญิงคนแรกของยูเอ็นยังมีอยู่น้อย เพราะแม้กระทั่งประเทศที่มีผู้นำหญิงก็ใช่ว่าจะเห็นด้วยว่าการเลือกเลขาฯ ยูเอ็นคนใหม่จะต้องเป็นผู้หญิง
“เราอยู่ในยุคของความขัดแย้งหลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่แต่เฉพาะความขัดแย้งที่มีผลกระทบต่อผู้หญิงและครอบครัว เราจึงต้องการผู้หญิงที่จะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งเหล่านั้นรวมทั้งปัญหายุ่งยากต่างๆ” เมเฮียย้ำว่า โลกต้องการ “ความสร้างสรรค์ในแบบที่ต้องการเพื่อจะนำโลกเผชิญกับการท้าทายต่างๆ”
“เราไม่ได้สนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ แค่เสนอชื่อรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเหมาะที่จะพิจารณาในกระบวนการเลือกสรรเลขาฯ ยูเอ็นคนใหม่ และต้องการประกาศให้รู้ว่าจริงๆแล้วมีผู้หญิงจำนวนไม่ใช่น้อยที่มีคุณสมบัติเหมาะสม” จีน คราสโน ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเยลและผู้เชี่ยวชาญยูเอ็นให้ความเห็นในฐานะประธานกลุ่มรณรงค์เลือกเลขาฯหญิง และเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาอ้างว่าไม่รู้ว่าจะเลือกใคร เพราะไม่รู้ว่ามีผู้หญิงคนใดมีคุณสมบัติเหมาะสม
กลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องเลขาฯ ยูเอ็นหญิงจึงจัดทำบัญชีรายชื่อผู้หญิงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเกือบ 40 คน มีทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งอดีตและปัจจุบัน ผู้อำนวยการระดับสูงในยูเอ็นและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในองค์การต่างๆ
ในจำนวนนี้รวมไปถึงเฮเลน คลาร์ก อดีตนายกฯ นิวซีแลนด์ มิเชล บาเชเล็ต อดีตประธานาธิบดีชิลี ครีสทีน ลาการ์ด ประธานกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เซอร์เจียน เคริม อดีตประธานสมัชชาทั่วไปยูเอ็นและอดีตประธานาธิบดีมาเซโดเนีย อิรินา โบโกวา ผู้อำนวยการยูเนสโก ชาวบัลแกเรีย คริสตาลินา อิวาโนวา จอร์จีเอวา กรรมาธิการงบประมาณของสหภาพยุโรปชาวบัลแกเรีย เวสนา พูสิค รัฐมนตรีต่างประเทศโครเอเชียและอดีตประธานสมัชชาทั่วไปยูเอ็น ซึ่ง 3 คนหลังมาจากยุโรปตะวันออก จึงค่อนข้างมีสิทธิมากกว่าคนอื่น
แต่ทั้งหมดนี้ อยู่ที่ว่าสมาชิกยูเอ็นจะเห็นสอดคล้องกันหรือไม่ว่าถึงเวลาแล้วที่โลกจะมีเลขาธิการสหประชาชาติหญิงคนแรก
--------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : เลขาธิการสหประชาชาติหญิงคนแรก? : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



