
ศอตช.เร่งตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์
ศอตช.เร่งตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ปมเรียกหักหัวคิว ย้ำชัดเงินก่อสร้างมาจากงบประมาณต้องใช้จ่ายตามระเบียบราชการ ชวลิตแนะน้อมนำพระวรธรรมพระสังฆราชแก้ปัญหาขัดแย้ง
ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) วันที่ 18 ธ.ค.58 นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการป.ป.ท.ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ ในประเด็นการเรียกรับค่าหัวคิวรูปหล่อบูรพมหากษัตริย์ ว่า ป.ป.ท.ร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ตรวจสอบประเด็นดังกล่าว โดยเริ่มตรวจสอบตั้งแต่ช่วงแรกๆที่มีการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อ ในขั้นตอนตรวจสอบพบว่าการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ มีการใช้งบประมาณจาก 2 ส่วน คืองบฯของทางราชการ และงบฯจากการบริจาค
พบว่าส่วนหนึ่งเป็นการบริจาคจากส่วนราชการต่างๆ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นงบประมาณของทางราชการจึงต้องใช้จ่ายในรูปแบบตามระเบียบราชการ ต่อมาพบว่าในขั้นตอนการจัดจ้างมีการหักค่าหัวคิว ซึ่งในทางราชการถือว่าผิดกฎหมาย ศอตช. จึงต้องเข้าไปตรวจสอบประเด็นการเรียกหัวคิวว่า เกิดขึ้นในช่วงใด ที่ไหน และมีพฤติการณ์อย่างไร หากเอกชนกระทำโดยพลการ หน่วยราชการมีหน้าที่ต้องแจ้งข้อหาดำเนินคดี แต่หากผลการตรวจสอบพบว่าเอกชนร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในการเรียกรับหัวคิวก็จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมกระทำผิดต้องรับผิดร่วมกับเอกชน ที่ผ่านมา ป.ป.ท.และสตง.ได้ขอเอกสารหลักฐานไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้ได้รับเอกสารตอบกลับมาแล้วจาก 3-4 หน่วยงาน หลังจากนี้จะเร่งรัดการตรวจสอบเอกสารทั้งหมดเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะพฤติการณ์ในการเรียกรับหัวคิว
พท.ออกแถลงการณ์ฉ.7จี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย เรื่องโครงการอุทยานราชภักดิ์ ฉบับที่ 7 โดยเห็นว่า การดำเนินการของรัฐบาลในประเด็นปัญหานี้ยังขาดความชัดเจน โปร่งใส และมีการกระทำที่อาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกด้วย พรรคจึงเรียกร้องต่อรัฐบาล
‘ชวลิต’แนะนำพระวรธรรมแก้ขัดแย้ง
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เพิ่งจะผ่านงานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีโอกาสได้อ่านพระนิพนธ์คำสอนแก่พุทธศาสนิกชน โดยทรงนำคุณธรรมทางศาสนามาใช้แก้ปัญหาความขัดแย้ง คุณธรรมสำคัญนั้นคือ อภัยและเมตตา ซึ่งตนเห็นว่า ถ้าฝ่ายบ้านเมืองนำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันก็จะเหมาะสมกับสังคมไทยที่เคยปฏิบัติ มิได้ใช้แต่หลักกฎหมายและหลักรัฐศาสตร์ในการแก้ปัญหาประเทศเท่านั้น แต่ใช้หลักศาสนามาพิจารณาแก้ไขปัญหาด้วย ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เมื่อย้อนไปดูพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2555 และวันที่ 1 มกราคม 2556 ทรงพระราชทานพรปีใหม่ มีสาระตรงกันทั้ง 2 วันสำคัญข้างต้นคือ ทรงอยากเห็นคนไทยมีคุณธรรม เมตตาอยู่ในจิตใจ ก็จะมีความหวังได้ว่า บ้านเมืองไทยไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็จะอยู่รอดปลอดภัย และดำรงมั่นคงต่อไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน ซึ่งทั้ง 2 พระองค์เป็นประมุขสูงสุดของประเทศทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร หากฝ่ายบริหารบ้านเมืองนำคำสอนของทั้ง 2 พระองค์มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับเหตุการณ์และสถานการณ์ของบ้านเมือง ก็จะสามารถคลี่คลายปัญหาบ้านเมืองได้ และน่าจะถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่ประชาชนอยากเห็นการริเริ่มจากรัฐบาลในการคลี่คลายปัญหา
นายชวลิต กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.58 ที่ผ่านมา นายสมพงษ์ สระกวี สปท. ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้นากยฯ ได้สั่งการให้แม่น้ำ 3 สายไปพิจารณาแนวทางสร้างความปรองดอง แม้จะดูเป็นข่าวเล็กๆ และเลื่อนลอย แต่ถ้าทุกภาคส่วน โดยเฉพาะรัฐบาลและคสช.ได้ย้อนกลับมาดูวัตถุประสงค์หลักที่ประกาศในวันยึดอำนาจ เมื่อ 22 พ.ค.57 ซึ่งอ้างว่าเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง ตนหวังว่า ถ้าเป็นโชคดีของคนไทยที่บ้านเมืองจะหลุดพ้นจากบ่วงความขัดแย้ง ก็ขอให้ผู้เกี่ยวข้องน้อมนำคุณธรรม เมตตา และอภัย มาประยุกต์ใช้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ขอให้เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่เป็นธรรม เป็นกลาง มองโลกกว้างไกลว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้ จะแก้ปัญหาโลกล้อมประเทศให้ได้อย่างไร เพื่อให้หลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากอย่างยิ่ง ถ้าเรายังไม่กลับมาสู่ระบบที่สอดคล้องกับประชาคมโลกโดยเร็ว



