
เลื่อนนัดฟังคำสั่งอุทธรณ์คดีสลายแดง
18 ธ.ค. 2558
เลื่อนนัดฟังคำสั่งอุทธรณ์ อัยการฟ้อง 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' คดีสลายม็อบ นปช.ปี 53 เหตุ อดีต ผอ.ศอฉ.ยังไม่ได้รับหมายศาล นัดอีกครั้ง 17 ก.พ. 59
18 ธ.ค. 58 ที่ห้องพิจารณา 906 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำ อ.4552/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีต ผอ.ศอฉ. เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา สืบเนื่องจากการออกคำสั่ง ศอฉ.ให้เจ้าหน้าที่ ขอคืนพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณ ถ.ราชดำเนิน และแยกราชประสงค์ ที่ชุมนุมตั้งแต่เดือน เม.ย. - 19 พ.ค. 53 ซึ่งการสลายพื้นที่การชุมนุมเกิดการปะทะกระทั่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
อย่างไรก็ดีเมื่อถึงเวลานัด นายอภิสิทธิ์ เดินทางมาศาล พร้อมทนายความ ขณะที่นายสุเทพ ไม่ได้เดินทางมา
โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ศาลได้ตรวจสำนวนแล้ว หมายที่ส่งไปทางไปรษณีย์ให้นายสุเทพ จำเลยที่ 2 นั้น ส่งไม่ได้ เนื่องจากไม่มีผู้มารับตามกำหนด ถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบนัดโดยชอบตามกฎหมาย จึงไม่อาจอ่านคำสั่งได้ในวันนี้ ดังนั้น ให้นัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์อีกครั้งในวันที่ 17 ก.พ. 59 เวลา 09.00 น. พร้อมให้แจ้งวันนัดให้นายสุเทพ จำเลยที่ 2 ทราบ หากไม่มีผู้รับให้ปิดหมาย และกำชับให้จำเลยทั้งสองมาศาล หากไม่มา ศาลจะสั่งตามที่เห็นสมควร
ภายหลัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกระแสข่าวนายสุเทพ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. จะออกไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ว่า เรื่องนี้เขาออกมาปฏิเสธกันหมดแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ ในชั้นสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ได้ต่อสู้ประเด็นการสอบสวนและดำเนินคดีว่า ไม่ได้เป็นอำนาจของดีเอสไอ ที่จะรวบรวมหลักฐานสรุปสำนวนฟ้องให้อัยการ แต่การสอบสวนเป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
และก่อนที่ศาลอาญา จะพิจารณาคดี ทั้งสองได้ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวด้วย ซึ่งศาลอาญาพิจารณาพฤติการณ์จำเลยทั้งสองตามคำฟ้องอัยการโจทก์แล้ว เห็นว่า แม้อัยการโจทก์ จะกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองได้ออกคำสั่ง ศอฉ.ที่ให้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ อาวุธและกระสุนจริง รวมทั้งพลแม่นปืนในการผลักดันผู้ชุมนุม หรือกระชับพื้นที่ หรือสลายการชุมนุม นปช. ในปี 2553 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 19 พ.ค. 53 โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวนั้นก็เกี่ยวพันกับการที่จำเลยทั้งสองใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ราชการในฐานะนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ผอ.ศอฉ.ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ด้วย ไม่ใช่การกระทำทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัวหรือนอกเหนือหน้าที่ราชการ
ดังนั้น จึงเป็นการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งราชการด้วย เป็นการกระทำกรรมเดียวที่ควรพิจารณาไปในวาระเดียว ซึ่ง ป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวน และหาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดก็ต้องยื่นฟ้องคดีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.ว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 66 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (1) และประกาศ คสช.ฉบับที่ 11/2557 และ 24/2557 ที่ ป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวนชี้มูลความผิดเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญา ดังนั้น จึงพิพากษายกฟ้อง
โดยภายหลัง อัยการโจทก์ ก็ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อ



