ข่าว

 เก็บคนรวย..ช่วยคนจน..พ้นทรมาน

เก็บคนรวย..ช่วยคนจน..พ้นทรมาน

18 ธ.ค. 2558

เก็บคนรวย..ช่วยคนจน..พ้นทรมาน : คมคิดจิตอาสา โดยดลมนัส กาเจ

           จากที่คุณแม่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เข้ารักษาในโรงพยาบาลที่ต้องรักษาด้วยเคมีบำบัด ฉีดคีโมเมื่อปี 2548 เพื่อทำลายหรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ตามหลักวิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่สุดท้ายคุณแม่ต้องจากไปโดยไม่มีวันกลับ ทำให้ ภูมิรวิชัย ชัยภูริหิรัญกุล หนุ่มใหญ่จากเมืองอุดรธานี เริ่มสนใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น เพื่อให้พ้นจากโรคภัย โดยมองคุณแม่ของเขาเองที่รับประทานอาหารเน้นพืชผัก ผลไม้ที่ปลูกเอง และปลา แต่โรคร้ายยังคุกคามถึงชีวิต และเขายังคิดว่าการรักษาคนป่วยนั้นนอกจากจะใช้หลักวิชาการแพทย์แผนปัจจุบันที่เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว น่าจะมีการรักษาโดยวิธีการอื่นด้วยโดยเฉพาะบำบัดด้วยหลักธรรมชาติ

           หลังจากที่ศึกษาแล้ว ภูมิรวิชัย พบว่า ตามหลักวิชาการแพทย์ปัจจุบันให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ คือการเจ็บป่วยหากไม่ได้รับเชื้อโรคจากภายนอกมาสู่ร่างกาย การป่วยนั้นเกิดจากผิดปกติหรือความเสื่อมของเซลล์ร่างกาย ต้องรักษาอาการของโรคตามวินิจฉัยของแพทย์แผนปัจจุบัน ใช้หลักวิทยาศาสตร์ เน้นเทคโนโลยี ยาปฏิชีวนะ หรือเคมีบำบัด ส่วนหมอแผนจีนโบราณ บอกว่า การเจ็บป่วยเกิดจากหยินและหยาง พลังซึ่งคู่กัน หากเท่ากันจึงจะสร้างความสมดุล แต่ถ้าข้างใดข้างผิดเพี้ยนก็จะเกิดความไม่สมดุลของร่างกาย การรักษาต้องให้เกิดความสมดุลเกิดขึ้นด้วยการใช้มือจับชีพจรที่ข้อมือ หรือจับแมะ แล้วบอกอาการโรคและรักษาด้วยการฝังเข็ม

           ขณะที่แพทย์แผนไทยที่ระบุว่า การเกิดโรคนั้นมาจากความไม่สมดุลของร่างกาย การรักษาต้องใช้วิธีธรรมชาติบำบัด เพื่อปรับความสมดุลให้เกิดขึ้น โรคก็จะหาย โดยโรคเหล่านี้เกิดมาจากพฤติกรรมในการดำรงชีพ อาทิ อาหารการบริโภค อิริยาบถในการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งนั่ง ยืน นอน ที่เกินความพอดีนั่นเอง

           “ผมเสียแม่ไปคนหนึ่ง ทั้งที่เราเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุข แต่เท่าที่เห็นอยู่มีคนที่ยากจน พระ คนพิการ ที่เข้าไม่ถึงการบริการสุขภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะโรคหัวเข่าเสื่อม ปวดหลัง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคเกาต์ ความดัน โรคปวดหัวข้างเดียว หรือไมเกรน และอีกหลายโรค ไปหาหมอแผนปัจจุบันจ่ายยารักษาอาการได้แค่ระงับการเจ็บปวด หรือยับยั้งอาการ หลายโรคต้องกินยาต่อเนื่อง ไม่หายขาด ผมมองว่า ถ้าเรารักษาด้วยวิธีบำบัดธรรมชาติ ที่สามารถให้หายขาดได้ มีความเป็นไปได้ขนาดไหน ตรงนี้จุดประกายที่ทำให้ผมสนใจแพทย์แผนไทยขึ้นมา” ภูมิรวิชัย ย้อนอดีตก่อนที่จะมาตั้งศูนย์พัฒนาแพทย์แผนไทย เลขที่ 84 ย่านถนนหทัยราษฎร์ ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ในวันนี้

           ภูมิรวิชัย บอกว่า เดิมทีเขาไม่คิดจะเป็นหมอรักษาคนป่วยอย่างทุกวันนี้ เนื่องเพราะช่วงที่คุณแม่ป่วยนั้น เขาเป็นจิตอาสา ช่วยงานด้านศาสนา ที่วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ในโครงการช่วยชาติ กับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เมื่อครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ ด้วยการจัดกิจกรรมหารายได้ที่ต้องบินลัดฟ้าไปยังเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ในระหว่างนั้นมีโอกาสไปเรียนรู้ด้านแพทย์แผนไทย และไปเรียนรู้การนวดของเยอรมันด้วย พร้อมกับการศึกษาตามตำรา และเว็บไซต์ โดยตั้งใจว่าจะอาสารักษาพระที่อาพาตอยู่จำนวนมาก รวมถึงผู้พิการ และผู้ที่ยากจนที่ไม่สามารถเข้าการบริการด้านสาธารณสุข

           กระทั่งสิ้นสุดโครงการช่วยชาติ ภูมิรวิชัยตัดสินใจปักหลักอยู่เยอรมัน เพื่อหาเงินรักษาคุณแม่ ด้วยการยึดอาชีพทำงานเป็นผู้จัดการในร้านอาหารไทยที่เยอรมัน พร้อมช่วยงานวัดไทยที่นั่นด้วย จนคุณแม่จากไป เขากลับมาพร้อมกับเงินก้อนหนึ่ง หลังจากที่จัดการเรื่องของศพคุณแม่แล้ว เขาเข้าอบรมแพทย์แผนไทยหลายหลักสูตร ได้รับประกาศนียบัตรทั้งระยะสั้น ระยะยาวหลายใบ และได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบการแพทย์แผนไทยจากสภาการแพทย์ไทยอีกด้วย

           ในที่สุดเขาตัดสินใจเปิดศูนย์พัฒนาแพทย์แผนไทย เพื่อรักษาโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของร่างกาย โดยเฉพาะโรคหัวเข่าเสื่อม เส้นเลือดตีบ ปวดหลัง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคปวดหัวข้างเดียวหรือไมเกรน รวมถึงโรคเกาท์ ความดัน และอีกหลายโรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อหรือโรคติดต่อ ด้วยธรรมชาติบำบัด อาทิ การนวด กด จับจุด ที่เป็นต้นเหตุของการเกิดความไม่สมดุลในร่างกาย และรักษาด้วยสมุนไพร ที่อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี เมื่อปี 2556 และในระหว่างนั้นได้ช่วยพระ คนพิการ และคนที่ยากจนจริงๆ ได้จำนวนหนึ่ง

           ภูมิรวิชัย บอกด้วยว่า หลังจากที่เปิดศูนย์พัฒนาแพทย์แผนไทย ที่จ.อุบลราชธานีได้ 1 ปี มีผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือแนะนำว่า จุดศูนย์กลางของผู้ป่วยที่มีจำนวนมากคือกรุงเทพฯและปริมณฑล ควรที่จะเปิดในกรุงเทพฯ มากกว่า เพราะทุกวันนี้คนหันมาดูแลสุขภาพ การรักษาที่ไม่ต้องการใช้สารเคมี จึงนั่งคิด และตัดสินใจมาเปิดศูนย์พัฒนาแพทย์แผนไทยแห่งใหม่ ย่านถนนหทัยราษฎร์ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เมื่อปี 2557 โดยที่เขาเป็นผู้อำนวยการเอง และรักษาด้วยตัวเองด้วย นอกจากนี้ยังมีทีมงานหมออีกส่วนหนึ่ง

           กระนั้นก็ตาม การเปิดกิจการ แม้ส่วนหนึ่งที่ ภูมิรวิชัย ตั้งใจจะช่วยเหลือคนยากจนจริงๆ โดยไม่คิดค่ารักษา แต่สำหรับผู้ที่มีความพร้อม หรือคนมีฐานะต้องคิดเงิน บางคนมีรายได้บ้างแต่ไม่มากนัก อาจจะคิดครึ่งราคา โดยที่ทีมงานจะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะและตามความเป็นจริง เพราะศูนย์มีค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนสูงพอสมควร

           “ผมภูมิใจมากที่ได้ช่วยคนจน คนพิการ และพระ ให้หายจากโรค และจากความทรมานได้ เพราะการเป็นโรคนั้นทรมานมาก แต่ก็ยังว่าทีมงานมีจำนวนจำกัด ช่วยเท่าที่จะช่วยได้ บางคนไปรักษาที่อื่นไม่หาย ทั้งผู้ที่ชื่อเสียงในวงการบันเทิง การเมือง ข้าราชการ ที่มาบำบัดรักษาที่นี่ บางคนมา 4-5 ครั้งก็หาย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการด้วย” ภูมิรวิชัย กล่าวอย่างมั่นใจ

           สำหรับวิธีการบำบัดรักษานั้น ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาแพทย์แผนไทย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี บอกว่า เริ่มจากวิเคราะห์ถึงสาเหตุว่า เป็นอะไร ที่มาอย่างไร จะรักษาได้หรือไม่ หากเกินความสามารถ และอาจไม่ปลอดภัย จะแนะนำด้วยวิธีอื่น แต่หากอยู่ในเงื่อนไขที่จะบำบัดรักษาได้ ต้องคุยถึงระยะเวลา ที่ผู้ป่วยจะรับได้หรือไม่ เมื่อตกลงกันแล้วจะรักษาตามคอร์สตามหลักสูตรที่เรียนมา บางครั้งต้องใช้เวลาอาจจะเกิน 10 ครั้ง (อาทิตย์ละครั้ง) ขึ้นอยู่กับอาการด้วย

           ภูมิรวิชัย ชัยภูริหิรัญกุล นับเป็นจิตอาสาคนหนึ่ง ที่เริ่มต้นจากการที่ได้ร่วมงานในโครงการช่วยชาติของหลวงตามหาบัว วันนี้แม้เขาจะเปิดกิจการศูนย์พัฒนาแพทย์แผนไทย ที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ทำการบำบัดรักษาโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของร่างกาย สำหรับคนจน คนพิการ และพระสงฆ์ ก็ยังยืนยันที่จะช่วยเหลือยินดีรักษาฟรีต่อไป