
ปัญญาประดิษฐ์แบบสังคมประชาธิปไตย
19 ธ.ค. 2558
เวิลด์วาไรตี้ : ปัญญาประดิษฐ์แบบสังคมประชาธิปไตย
ความคิดของคนเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับศักยภาพของความคิดนั้นว่าเป็นของใคร เพื่อจะทำให้ความคิดนั้นมีพลังและประสบความสำเร็จได้มากเพียงใด ซึ่งในจุดนี้คนที่มีทรัพยากรต้นทุนมากกว่าผู้อื่นจะเป็นผู้ได้เปรียบ เช่นความคิดของนายอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เทสลา ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอิสระ ที่เชื่อว่า “ปัญญาประดิษฐ์” (Artificial Intelligent) หรือเอไอ นั้นควรเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือผู้คนได้จริง และไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ใช้ในวงแคบๆ เช่นอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธ เท่านั้น
มหาเศรษฐีรายนี้เชื่อในอุดมการณ์ที่ว่า ปัญญาประดิษฐ์ควรนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่นการคลี่คลายปัญหาอาชญากรรม หรือใช้ควบคุมรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ไม่เป็นเพียงแค่เรื่องจริงในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เอไอไม่สามารถกระจายไปอยู่ในชีวิตคนทั่วไปได้นั่นคือ เงินทุนในการพัฒนา ที่ต้องใช้ทรัพยากรชนิดนี้มากพอสมควรกว่าที่จะได้ระบบตรรกะที่สามารถเรียนรู้ คิด และตอบโต้กับสิ่งเร้า (รวมทั้งพฤติกรรมมนุษย์) ได้อย่างถูกต้อง
มัสก์พยายามผ่าทางตันนำเอไอกระจายไปอยู่ในมือคนทั่วไปให้ได้มากที่สุด ด้วยการร่วมมือกับเพื่อนผู้บริหารที่มีแนวคิดเดียวกันที่ทำธุรกิจอยู่ในซิลิคอน วัลเล่ย์ เช่น รีด ฮอฟมาน ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ลิงค์อิน (LinkedIn) ปีเตอร์ ธีล นักลงทุน บริษัทวาย-คอมบิเนเตอร์ ผู้ดูแลกิจการสตาร์ทอัพ และบริการเว็บเซอร์วิส ของอะเมซอน ตั้งบริษัทที่เรียกว่า “โอเพ่น เอไอ” ที่มีทรัพยากรการเงินเพื่อการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐประมาณ 35,000 ล้านบาท!!
โอเพ่น เอไอ ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า นับเนื่องจากการวิจัยของบริษัทไม่มีเงื่อนไขทางด้านการเงินมาเกี่ยวข้อง จึงทำให้มุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ที่จะมีต่อมนุษย์ได้มากขึ้น โอเพ่น เอไอ เชื่อว่าเอไอจะเป็นส่วนขยายของความต้องการของมนุษย์ เป็นจิตวิญญาณแห่งเสรีภาพ และมีการแจกจ่ายกันอย่างทั่วถึงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าจะยากที่จะหยั่งถึงว่าเอไอที่มีความฉลาดในระดับใดจึงจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์และก็ยากที่จะหยั่งรู้ว่าเอไอจะทำร้ายสังคมมนุษย์มากน้อยเพียงใดหากมีการใช้อย่างไม่ถูกต้องเช่นกัน
มัสก์ยังกล่าวย้ำเป็นประจำด้วยว่าตนเองจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอไอในฐานะผู้เฝ้าระวัง มากกว่าที่จะทำการค้าเอไอ ในฐานะสินค้าที่จะทำประโยชน์ให้กับตนเอง แม้ก่อนหน้านี้มัสก์จะเคยตั้งบริษัทพัฒนาเอไอที่ชื่อว่า “ดีพไมนด์” (DeepMind) ที่ในภายหลังถูกกูเกิล อิงค์ ซื้อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทในเครือ และเขายังเคยร่วมมือกับมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอเฟซบุ๊กอิงค์ กับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ลงทุนในบริษัทวิคาริอัส (Vicarious) ผู้พัฒนาการเรียนรู้ของเครื่องจักร เมื่อปี 2557
แต่มัสก์อธิบายว่าสิ่งเหล่านั้นคือการลงทุนรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ขณะที่ตนเองยังเชื่อมั่นว่าการพัฒนาเอไอ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบอาวุธทางทหารนั้นมีความร้ายแรงในการทำลายเทียบเท่ากับอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกันกับผู้เชี่ยวชาญในมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่หันมาเข้าร่วมทำงานในโอเพ่น เอไอ กับมัสก์ในเวลานี้
เขาสะท้อนให้เห็นว่าถ้ากองทัพพัฒนาเอไอในระบบอาวุธ จะทำให้การแข่งขันด้านอาวุธในโลกใบนี้จะหมดไป และจะมีการนำเอไอมาใช้ในอุตสาหกรรมอาวุธกันอย่างเอิกเกริก ทำให้เอไอกลายเป็นอาวุธสามัญธรรมดาคล้ายกับปืนคาลานิชคอฟส์
ถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือมัสก์มองว่าโอเพ่น เอไอ จะทำธุรกิจในลักษณะเดียวกันกับเฟซบุ๊ก และกูเกิล ที่นำเอไอ มาใช้ประโยชน์ให้กับสังคม ด้วยการเปิดให้สาธารณะใช้ซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์กันอย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นการสร้างและพัฒนาต่อยอดระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต เช่นเทคโนโลยีการเรียนรู้ภาษาเพื่อการแปลที่ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น การเลียนแบบถ้อยคำหรือจดจำภาษาของมนุษย์ รวมทั้งการสอนให้เครื่องจักรจดจำภาพได้ เพื่อสร้างเครื่องจักรที่สามารถช่วยเหลือมนุษย์ในชีวิตประจำวัน
ทั้งยังเชื่อว่าการป้องกันการใช้เอไอเป็นอาวุธ ก็คือการกระจายเทคโนโลยีนี้ออกไปให้กว้างไกลที่สุด แทนที่จะกระจุกตัวอยู่เฉพาะวงการทหาร เพื่อใช้กระแสสังคมเป็นผู้กำหนดทิศทางการใช้งานเอไอให้ถูกต้อง เหมือนกับการเลือกผู้แทนเข้าไปในสภาเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่สังคม ที่ถือเป็นหลักการพื้นฐานส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง
---------------------------------------
(เครดิตภาพ : AFP / www.flipboard.com)



