ข่าว

แก๊ง 'VOIP' ยึดเชียงใหม่ตุ๋นข้ามชาติ

แก๊ง 'VOIP' ยึดเชียงใหม่ตุ๋นข้ามชาติ

27 ก.ค. 2552

แก๊งอาชญากรรมข้ามชาติจากจีนยังคงใช้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางฉ้อโกงหลอกลวงข้ามชาติอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าที่ผ่านมาตำรวจไทยจะทลายแก๊งวีไอโอพี (VIOP : Voice Over Internet Protocol) อยู่ตลอดเวลาก็ตาม ล่าสุดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ปฏิบัติการกวาดล้างม

ก่อนหน้านี้ ชุดสืบสวน บช.ก.ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีหญิงสาวชาวจีนและไต้หวันจำนวนมากเข้ามาพักอาศัยอยู่ตามหมู่บ้านจัดสรรระดับ 5 ดาวหลายแห่งใน จ.เชียงใหม่ มีพฤติกรรมน่าสงสัยแตกต่างไปจากนักท่องเที่ยว นักเรียน และคนทำงาน โดยมักจะเก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในบ้าน จึงลงพื้นที่สืบสวนหาข้อมูลจนพบว่ามีบ้าน 5 หลังใน 5 หมู่บ้านชื่อดังมีชาวจีนพักอาศัยอยู่ จึงส่งทีมเข้าไปตรวจสอบ

 ชุดสืบสวนแฝงตัวเป็นพนักงานส่งน้ำดื่มเข้าไปสังเกตความเคลื่อนไหวภายในบ้านอยู่นานร่วมเดือนพบว่า บ้านแต่ละหลังจะมีหญิงสาวชาวจีนและไต้หวันพักอยู่ 10-15 คน และมีชายฉกรรจ์ดูแลหลังละ 2-3 คน แต่ละหลังเต็มไปด้วยโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่เกลื่อนกลาด วางระบบไม่ต่างจากคอลเซ็นเตอร์ขนาดย่อม ชุดสืบสวนเริ่มมั่นใจว่าอุปกรณ์ทั้งหมดมีไว้ใช้ฉ้อโกงข้ามชาติตามที่ได้รับการประสานงานจากทางการจีน

 อาชญากรเครือข่ายนี้จะใช้พนักงานสาวสุ่มโทรศัพท์ทางไกลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ที่ใช้เซิร์ฟเวอร์หลักในต่างประเทศ (วีไอโอพี) ไปยังประเทศจีนและไต้หวัน อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหลอกว่า ระบบคอมพิวเตอร์ธนาคารขัดข้องทำให้ยอดเงินในบัญชีของเหยื่อหายไป จากนั้นเว้นระยะไว้สักพักแล้วให้เพื่อนร่วมขบวนการอีกรายโทรศัพท์กลับไปแจ้งขั้นตอนการปรับยอดเงินให้กลับคืนตามเดิม เมื่อเหยื่อหลงเชื่อทำตามขั้นตอนเงินจะถูกโอนออกจากบัญชีเข้าไปยังบัญชีของมิจฉาชีพแก๊งนี้แทน

 นอกจากนี้ ยังใช้วิธีอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรของจีน หลอกเพื่อนร่วมชาติว่าจะคืนเงินภาษีให้ จนมีหลายรายหลงเชื่อยอมทำธุรกรรมหน้าตู้เอทีเอ็ม สูญเงินไปอีกเป็นจำนวนมาก เบ็ดเสร็จแล้วเพียงปีเดียวอาชญากรข้ามชาติแก๊งนี้สร้างความเสียหายเป็นเงินมากถึง 2.3 หมื่นล้านบาท   

 เมื่อได้พยานหลักฐานครบถ้วนแล้วชุดสืบสวนจึงขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าตรวจค้นบ้าน 5 หลังในเชียงใหม่ ระหว่างประชุมแบ่งกำลังเข้าตรวจค้น เย็นวันที่ 20 กรกฎาคม ชุดสืบสวนได้ควบคุมตัวชายชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนขับรถตู้รับส่งชาวจีนมาสอบปากคำ ทำให้ทราบว่า ยังมีบ้านอีก 6 หลังในหลายหมู่บ้านที่เครือข่ายนี้พักอาศัยและใช้เป็นฐานต้มตุ๋นเหยื่อข้ามชาติ เจ้าหน้าที่จึงขออนุมัติหมายค้นเพิ่ม

 กระทั่งเช้าตรู่วันที่ 21 กรกฎาคม ปฏิบัติการทลายเครือข่ายแก๊งฉ้อโกงข้ามชาติจึงเริ่มขึ้น โดยใช้กำลังตำรวจจากตำรวจทางหลวง ตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง รวม 80 นาย แบ่งเป็น 11 ชุด ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รอง ผบช.ก. เข้าตรวจค้นบ้านทั้ง 11 หลังพร้อมๆ กัน ได้แก่ หมู่บ้านกุลพันธ์วิวโครงการ 9, หมู่บ้านมัณฑนา, หมู่บ้านล้านนาวิว, หมู่บ้านธารดง, หมู่บ้านล้านนาธารา, หมู่บ้านลัดดารมย์, หมู่บ้านเดอะรีเจ้นท์ และหมู่บ้านกุลพันธ์โครงการ 10 ในเขต อ.สันทราย อ.หางดง และ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

 ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถจับกุมชาวจีน 103 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ยึดของกลางอุปกรณ์สื่อสารระบบวีไอโอพี โน้ตบุ๊ก 34 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 146 เครื่อง โทรศัพท์บ้าน 55 เครื่อง อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อุปกรณ์การดักฟังโทรศัพท์ โพยสคริปต์ภาษาจีนสำหรับใช้สนทนากับเหยื่อ และเงินสดสกุลหยวนและเงินไทยที่ซุกซ่อนอยู่ในตู้เซฟอีก 4 ล้านบาท โดยผู้ต้องหากลุ่มนี้มีนายหวัง อี้ จวน อายุ 43 ปี และนายยู้ กวาง ชิง อายุ 32 ปี ชาวไต้หวันเป็นหัวหน้าสั่งการ ส่วนผู้บงการใหญ่ที่นำพาคนกลุ่มนี้เข้ามาทำงานในประเทศไทย เจ้าหน้าที่เชื่อว่าอยู่ในประเทศจีน

 จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า หญิงสาวชาวจีนและไต้หวันจะได้รับการติดต่อให้เข้ามาทำงานเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ต่างทราบดีว่าเป็นเครือข่ายต้มตุ๋น แต่จากรายได้ 2.5 หมื่นบาทต่อเดือน บวกค่าคอมมิชชั่นจากยอดเงินของเหยื่อรายละ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่พักฟรีและโอกาสท่องเที่ยวข้ามประเทศ ทำให้หญิงสาวอายุ 18-25 ปี ยอมข้ามน้ำข้ามทะเลเข้าร่วมแก๊ง และเพื่อป้องกันการหลบหนีหรือเปิดโปง หัวหน้าเครือข่ายจะยึดหนังสือเดินทางของพนักงานทั้งหมดไว้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดถูกพนักงานสอบสวนตั้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนจะประสานส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่จีน

 พล.ต.ต.ปัญญา ให้ข้อมูลว่า เครือข่ายฉ้อโกงข้ามชาตินี้มีการทำงานอย่างเป็นระบบ แบ่งหน้าที่กันทำไม่ต่างจากองค์กรใหญ่ๆ มีฐานอยู่ในประเทศจีนและมีสมาชิกเป็นคนไทยเกือบ 40 คน ซึ่งใช้วิธีเดียวกันนี้คือโทรศัพท์จากจีนมาต้มตุ๋นคนไทย กระทั่ง บช.ก.ร่วมกับตำรวจจีนจับกุมคนไทยเหล่านี้ได้ทั้งหมด หลังการจับกุมครั้งนั้นทำให้เครือข่ายนี้ย้ายฐานเข้ามาอยู่ที่เชียงใหม่ เนื่องจากสามารถแฝงตัวอยู่ในเมืองท่องเที่ยวได้โดยไม่สะดุดตา และยังวางระบบสื่อสารได้สะดวก

 เอกพงศ์  ประดิษฐ์พงษ์