
'วิชา'แนะชะลอจ่ายค่าโง่'คลองด่าน'
17 ธ.ค. 2558
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นจัดเสวนา 'คลองด่าน 2 หมื่นล้าน...ทำไมต้องเสียค่าโง่' ป.ป.ช.แนะรัฐบาลรอความชัดเจน 3 ปมก่อนจ่าย
17 ธ.ค. 58 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องศรีจุลทรัพย์ 1 อาคารศรีจุลทรัพย์ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ได้จัดงานเสวนา ภายใต้หัวข้อ “คลองด่าน 2 หมื่นล้าน...ทำไมต้องเสียค่าโง่” โดยมีวิทยากรร่วมงานได้แก่ นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นางนวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางสาวดาวัลย์ จันทรหัสดี ตัวแทนชาวบ้านผู้ปกป้องคลองด่าน และนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย)
นายวิชา กล่าวว่า ก่อนที่รัฐบาลนี้จ่ายค่าโง่ให้เอกชนในโครงการดังกล่าว ตนขอเสนอให้ดำเนินการตามกฎเกณฑ์ก่อนว่ามีอะไรบ้างต้องทำให้เกิดความชัดเจน ถ้ารัฐบาลจะรับเรื่องนี้ไปศึกษาว่าควรขยายเวลาหรือพูดคุยก่อนได้อย่างไรหรือไม่ เพราะมันมีเหตุผล 3 ประการที่ทำให้รัฐบาลต้องรอ คือ 1. ศาลชั้นต้นยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดหรือไม่ 2. การพิจารณาความรับผิดทางละเมิดกับเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน เรื่องนี้ยังต้องเข้าสู่กระบวนการของศาลปกครอง และ 3. กรณีเอกชนฉ้อโกงที่ดินสาธารณะแล้วนำมาขายให้กรมควบคุมมลพิษนั้น ยังไม่ชัดเจน
นายวิชา กล่าวว่า ยังมีเรื่องการวางท่อในโครงการดังกล่าวที่เพิ่มมาจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ซึ่งพบความผิดปกติ มีการเปลี่ยนแปลงโครงการจากเดิมจะวางท่อ 2 ฝั่ง คือด้านตะวันออกและตะวันตก มาวางรวมที่เดียวกัน ซึ่งกรณีนี้มีบริษัทเอกชนรายหนึ่งได้ประโยชน์ หลังจากเอกชนอีกรายได้ขอถอนตัวเพื่อไปรับงานเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน จึงถือว่าเป็นการเปิดทางให้ได้ประโยชน์ร่วมกัน หรือ วิน-วิน ซึ่งความเสียหายในส่วนนี้มูลค่ากว่าหมื่นล้าน จึงขอเสนอแนะต่อรัฐบาลว่า ถ้าในส่วนนี้ยังดำเนินการไม่ชัดเจน แล้วรัฐบาลจะไปจ่ายค่าโง่ให้เอกชนมูลค่า 2 หมื่นล้านได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม แม้มติ ครม.จะให้จ่ายค่าโง่ดังกล่าว แต่มติ ครม.สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ถ้ามติเดิมยังบกพร่อง ซึ่งเกิดจากการเร่งรีบตัดสินใจ ครม.อาจใช้กระบวนการศึกษาใหม่ เพื่อดูว่าต้นต่อที่แท้จริงเป็นอย่างไร และรัฐบาลควรรอความชัดเจนในคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันกับโครงการนี้ก่อนจะจ่ายค่าโง่ให้เอกชน
'รธน.40' ที่ว่าดี ไม่ช่วยยับยั้ง ทุจริต บิ๊กโปรเจกท์
นางนวลน้อย กล่าวว่า รัฐควรชะลอการจ่ายค่าเสียหายให้เอกชนไว้ก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจนในข้อกฎหมายที่กรมควบคุมมลพิษกำลังฟ้องเอกชนที่นำที่ดินมาหลอกขายให้รัฐ ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นศาลฎีกาแล้ว คงรออีกไม่นาน เพราะถ้ารัฐบาลจ่ายค่าโง่ให้เอกชนไปแล้ว ต่อมาศาลฎีกาตัดสินใจฝ่ายรัฐชนะคดี จะไปทวงเงินคืนกลับมาจากเอกชนอย่างไร โครงการนี้เดินหน้าต่อก็เจ๊ง ถอยหลังก็เจ๊งจึงต้องพิจารณาให้ดี เห็นว่าควรให้ผู้กระทำผิดต้องร่วมจ่ายค่าเสียหายทางสังคมที่เกิดขึ้นในฐานะที่ก่อให้เกิดความเสียหายนี้ โดยเฉพาะการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี 40 ซึ่งมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีมาก มีมาตรการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน รวมทั้งทำให้เกิดองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ปราบปรามคอร์รัปชั่น แต่โครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่านนั้นเกิดหลังรัฐธรรมนูญดังกล่าวบังคับใช้ และถือเป็นโครงการทุจริตที่ใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่ง มีการทุจริตทุกขั้นตอนอย่างไม่อายใคร เพราะผู้มีอำนาจจะทำอะไรก็ได้ จึงต้องกลับมาถามสังคมว่าจะจริงจังกับการแก้ปัญหาคอร์รับชั่นอย่างจริงจังเมื่อไหร่
ยังไม่มีหลักประกัน 'ค่าโง่คลองด่าน' ไม่เกิดซ้ำ
นายมานะ กล่าวว่า นวัตกรรมการโกงชาติยังดำรงอยู่ แม้ในช่วงนี้อาจจะนิ่งไป แต่พอมีการเลือกตั้ง ก็ยังไม่มีหลักประกันว่าเรื่องเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะไม่ว่ากฎหมายจะเขียนออกมาอย่างไร คนโกงก็สามารถสมรู้ร่วมคิดเอาชนะกฎหมายได้เสมอ แต่นั่นก็ไม่สามารถสู้ภาคประชาชนที่สามารถร่วมมือในการตรวจสอบ และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องกำหนดให้นโยบายสาธารณะของรัฐต้องมีมาตรการที่สามารถให้ประชาชนตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส นอกจากนั้น เราจะลงโทษคนเหล่านั้นได้อย่างไร ถ้าลงโทษทางกฎหมายไม่ได้ทุกคน ก็ขอให้มีการลงโทษทางสังคม ต้องมีการตีแผ่ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องทำโครงการนี้ให้เป็นแบบอย่างว่า ไม่ยอมก้มหัวให้นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจทางการเงิน ต้องดำเนินการหยุดยั้ง ลงโทษ และจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้เอาจริง
ชาวบ้านจี้รัฐรับผิดชอบหากจ่ายค่าโง่
นางสาวดาวัลย์ กล่าวว่า ถ้าศาลฎีกาตัดสินให้กรมควบคุมมลพิษเป็นฝ่ายชนะจากกรณีฟ้องร้องเอกชนที่นำที่ดินสาธารณะมาหลอกขาย รัฐบาลนี้ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ได้จ่ายค่าโง่ไปให้กับเอกชน และต้องติดตามนำเงินส่วนนั้นกลับคืนมาด้วย ไม่เช่นนั้น คนทุจริตจะไม่ได้บทเรียนจากการกระทำของตัวเอง



