ข่าว

ชิง‘คลื่น900’เดือดทะลุ1แสนล้านบาทแล้ว

ชิง‘คลื่น900’เดือดทะลุ1แสนล้านบาทแล้ว

17 ธ.ค. 2558

สู้กันยิบตาสำหรับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ย่างเข้าสู่วันที่ 3 ราคารวมพุ่งสูงเกิน 1 แสนล้านบาทแล้วรอบการประมูลครั้งที่ 113 ยอดรวม 100,110 ล้านบาท

           การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เข้าสู่วันที่สามของการประมูลแล้วเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม โดยรอบแรกของวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นรอบที่ 109 ของการประมูลที่เริ่มเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา ยังคงมีผู้เสนอราคาแข่งขันการประมูลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดรวมค่าประมูลขยับขึ้นไปแตะ 97,534 ล้านบาท จากนั้นเมื่อจบรอบการประมูลครั้งที่ 113 เวลาประมาณ 10.30 น. ยอดรวมค่าคลื่นขยับขึ้นไปทะลุระดับแสนล้านบาท เป็น 100,110 ล้านบาท ด้วยการเคาะราคาประมูลทั้ง 2 ใบอนุญาต ที่ระดับราคา 49,250 ล้านบาทสำหรับคลื่นชุดที่ 1 ส่วนชุดที่ 2 ราคาขยับขึ้นไปที่ 50,860 ล้านบาท โดยมีการยืนยันว่าผู้เข้าร่วมประมูลทั้ง 4 ราย ยังคงอยู่ในการประมูลครบทั้งหมด

           จากนั้นการเคาะราคาประมูลยังไม่มีทีท่าจะจะยุติลงได้ จนเมื่อเวลา 18.00 น. การประมูลดำเนินไปถึงรอบที่ 135 ยังคงมีการเสนอราคาประมูลคลื่นความถี่ทั้ง 2 ชุด ชุดแรกขยับขึ้นไปที่ราคา 55,690 ล้านบาท ชุดที่ 2 ราคา 57,944 ล้านบาท รวมยอด 113,634 ล้านบาท รวมเวลาการประมูลที่ยาวนานมาแล้วถึง 57 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาการเคาะประมูล 45 ชั่วโมง และเวลาพัก 12 ชั่วโมง

           ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กรรมการ กสทช. ได้ออกมาร่วมลุ้นยอดมูลค่าการประมูลทะลุหลักแสนล้านบาท ในเวลา 10.30 น. ของวันที่ 17 ธันวาคม ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ในการประมูลคลื่นความถี่ของไทยที่ระยะเวลาการประมูลยืดเยื้อนานที่สุด และยอดการประมูลพุ่งเกินกว่าแสนล้านบาท

           พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) กล่าวว่า ราคาการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ทะลุหลักแสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต เป็นการเดินมาในหนทางที่ถูกต้อง ทำให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน โดย กสทช.จะเดินหน้าเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป

           พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม (ประธาน กทค.) กล่าวว่า ราคาประมูลที่ 100,110 ล้านบาท ถือเป็นราคาที่สูงมาก แต่ยังไม่ถึงระดับราคาสูงสุดที่เคยมีผู้เข้าร่วมประมูลในต่างประเทศเคยทำสถิติมาแล้ว นอกจากนี้ ยังมองว่าในปี 2020 จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ(ไอทียู) จะมีการนำเทคโนโลยี 5จี มาให้บริการในเชิงพาณิชย์ ซึ่งการจัดสรรคลื่นผ่านการประมูลในครั้งนี้ก็จะทำให้ผู้ประกอบการมีคลื่นความถี่รองรับเทคโนโลยี 5จี ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ด้วย และจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ควรมีคลื่นความถี่ที่ให้บริการรวมไม่ต่ำกว่า 50 เมกะเฮิรตซ์ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่การประมูลจะมีการแข่งขันด้านราคาอย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้มาซึ่งคลื่นความถี่นำมาประกอบกิจการโทรคมนาคม

           ทั้งนี้ การเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ในปี 2555 ได้ทำให้อันดับการพัฒนาด้านไอซีทีของประเทศไทยขยับขึ้นคราวเดียว 20 อันดับ และจากการที่ประเทศไทยมีการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ คาดว่าจะส่งผลให้ในอีก 2 ปีข้างหน้า อันดับการพัฒนาด้านไอซีทีของประเทศไทยจะเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน และคาดว่าในปี 2563 จะมีโอกาสในการพัฒนาขึ้นจะเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน แซงหน้าประเทศสิงคโปร์

           นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า การประมูลที่มีมาต่อเนื่องถึงวันที่สาม แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย

           เนื่องจากผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้เข้าร่วมการประมูลทั้ง 4 ราย มีต่างประเทศเป็นผู้ถือหุ้นร่วมด้วยทั้งสิ้น ได้แก่ 1.บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในกลุ่มเอไอเอส ซึ่งมีกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ร่วมถือหุ้น 2.บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด มีกลุ่มทุนจากนอร์เวย์ 3.บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด มีกลุ่มไชน่า โมบาย และ 4. บริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ มีกลุ่มทุนจากเกาหลี โดยการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งสิ้นสุดไปแล้ว และการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการขณะนี้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนรอบในระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อีกจำนวนมาก

           “การประมูลคลื่นความถี่ของ กสทช. ที่ผ่านมาจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งทางด้านการส่งออก นำเข้า ลงทุน และบริโภค เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าได้” นายฐากร กล่าว

           สำหรับผู้เข้าร่วมประมูลในวันนี้เริ่มร้องขอเสื้อผ้าเพิ่มเติม เนื่องจากอาจจะเตรียมมาไม่เพียงพอ โดยทางครอบครัวได้นำเสื้อผ้ามาให้ ซึ่งทาง กสทช.เองได้ตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนส่งเข้าไปยังห้องของผู้เข้าร่วมประมูล จนล่าสุดยังไม่มีผู้ร่วมประมูลรายใดออกจากการประมูล จะมีแต่ผู้เข้าร่วมประมูลบางรายที่ขอออกจากห้อง เนื่องจากติดภารกิจ ซึ่งสามารถออกไปได้ แต่จะไม่สามารถเข้ามาได้อีก นอกจากนี้ ก็มีการร้องขอไก่ทอดยี่ห้อดังเข้าไปรับประทาน นอกจากนี้ กสทช.จะมีการประชุมเพื่อเตรียมการรองรับการประมูลที่อาจจะยาวนานไปถึงวันที่สี่ ในวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ด้วย

           ส่วนเรื่องราคาการประมูลที่สูง ซึ่งมีข้อกังวลกันว่าจะมีส่วนกระทบกับต้นทุนในการประกอบกิจการโทรคมนาคมนั้น ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกรายที่เข้าร่วมมีการวางแผนและทำการศึกษามาอย่างดีแล้ว อีกทั้งรายได้จากกิจการโทรคมนาคมเกิดจากผู้บริโภคโดยตรง ต่างจากกิจการโทรทัศน์ที่รายได้มาจากการโฆษณา เชื่อว่าจะไม่ทำให้เกิดปัญหาในการประกอบกิจการหลังได้รับใบอนุญาต และสามารถรองรับหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ได้รับรู้และยอมรับไว้ก่อนแล้วว่าอัตราค่าบริการเมื่อเปิดใช้บริการจะต้องมีราคาถูกลงกว่าอัตราค่าบริการ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

           ด้านนายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ กรรมการ กสทช. กล่าวว่า จำนวนคลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ และการประมูลย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ กสทช.ได้นำมาประมูลในกิจการโทรคมนาคมเพิ่งมีเพียง 95 เมกะเฮิรตซ์ เท่านั้น และทั้งประเทศมีการใช้งานโดยรวมไม่ถึง 300 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งน้อยกว่าที่มีการใช้งานในต่างประเทศ ดังนั้นในการประมูลคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม กสทช. จึงคำนึงถึง 2 ส่วน คือ 1.การนำรายได้ส่งเข้ารัฐ และ 2.การทำให้ประชาชนได้ใช้บริการโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ได้ดูรายได้จากการประมูลเพียงด้านเดียว