
'อ๋อง'วีกฤษฏิ์ ลุยตลาดสินค้าดีไซน์เก๋ สนองไลฟ์สไตล์คนมือง
'อ๋อง'วีกฤษฏิ์ ลุยตลาดสินค้าดีไซน์เก๋ สนองไลฟ์สไตล์คนมือง : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่องวันวิสา โรจน์แสงรัตน์ ภาพอนันต์ จันทรสูตร์
มีโอกาสคลุกคลีในวงการเฟอร์นิเจอร์มาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังมีโอกาสช่วยงานในด้านการขายและควบคุมการผลิตด้วย นั่นเพราะทางบ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานผลิตไม้ ซึ่งเป็นวัตถุดิบส่งต่อให้โรงงานเฟอร์นิเจอร์ ทำให้หนุ่มเท่วัย 31 ปี “อ๋อง” วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์ คร่ำหวอดอยู่กับเฟอร์นิเจอร์มาเนิ่นนาน แต่เมื่อไม่ถูกใจงานด้านการขายเท่าไหร่นัก หลังจากจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต หลักสูตรนานาชาติ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาจึงบินลัดฟ้าไปร่ำเรียนด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เอกการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ในสถาบันการออกแบบชื่อดังของประเทศอิตาลี พร้อมคว้ารางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้วยผลงานโคมไฟ ซึ่งได้เข้าร่วมโชว์ในงานเฟอร์นิเจอร์ ดีไซน์ วีค ที่เมืองมิลาน
หลังจากเดินทางกลับประเทศไทย หนุ่มอ๋องตัดสินใจลุยงานด้านเฟอร์นิเจอร์อย่างจริงจัง โดยสั่งนำเข้าเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านคุณภาพสูงจากโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ภายใต้ชื่อแบรนด์ “เฮย์” ซึ่งโด่งดังและได้รับความนิยมอย่างมากในแถบสแกนดิเนเวียน มาให้ลูกค้าคนไทยที่ชื่นชอบสินค้าสไตล์นี้ทั้งในส่วนของเฟอร์นิเจอร์และแอคเซสเซอรี่ได้เลือกชมเลือกช็อปกันอย่างจุใจ ภายในร้านนอร์ส รีพับบลิค บริเวณไอเดีย อเวนิว 3 ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ โดยเขายังรั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท วีกฤษฏิ์ โฮม แอนด์ ลิฟวิ่ง จำกัด ในฐานะผู้นำเข้าแบรนด์ดังกล่าวด้วย
ในวันเปิดตัวร้านอย่างเป็นทางการ บอสหนุ่มเปิดฉากเล่าให้ฟังว่า เฮย์เป็นแบรนด์ที่คนในวงการเฟอร์นิเจอร์รู้จักเป็นอย่างดี ในแถบยุโรปมีขายทุกประเทศ ในเอเชียก็มีที่โตเกียว โซล เซี่ยงไฮ้ ส่วนที่ไทยเป็นที่ล่าสุด เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับที่ซิดนีย์ สำหรับบ้านเรา นอร์ส รีพับบลิค นำเข้าเป็นเจ้าเดียวในประเทศไทย
"ที่ทางร้านเลือกนำเข้าแบรนด์นี้สิ่งแรกเลยคือชอบการออกแบบเก๋ๆ ของเขา บวกกับคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจนคือ “ต้องการให้งานดีไซน์เข้าถึงทุกคน” เมื่อตัดสินใจเลือกแบรนด์นี้แล้วจึงเดินทางไปเจรจาด้วยตัวเอง และได้รับความไว้วางใจให้นำเข้า ทางโน้นเขาคงมองว่าเราชื่นชอบแบรนด์ของเขาอยู่แล้ว ซึ่งการจะเป็นพาร์ทเนอร์กันก็ควรรู้จักความเป็นตัวตนของแบรนด์ และเข้าใจคอนเซ็ปต์จริงๆ เพราะแบรนด์นี้เขามีการจัดวางไม่เหมือนแบรนด์อื่นๆ เห็นปุ๊บจะรู้ทันทีว่าเป็นเฮย์ และถ้าวิธีคิดของเราต่างออกไป เราจะไม่สามารถนำเสนอได้ตามที่เขาต้องการ" ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงเล่าที่มา
ดีไซน์และการผลิตของเฮย์มุ่งเน้นไปที่การสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงผู้คนได้ในระดับนานาชาติ ที่ปรากฏให้เห็นทั้งในรูปแบบของงานออกแบบสถาปัตยกรรม โดยผสมผสานเข้ากับการขับเคลื่อนทางแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ที่เป็นสองสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการออกแบบในยุคปัจจุบัน ซึ่งอยู่ภายใต้แนวคิดหลักที่ว่า สินค้าทุกชิ้นนั้น ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ต้องผ่านการดีไซน์ที่ดี มีการเลือกใช้วัตถุดิบชั้นเยี่ยม ในราคาที่จับต้องได้และสะท้อนให้เห็นจิตวิญญาณของงานออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียที่แท้จริง โดยไม่ลืมที่จะนำเสนอผ่านไอเดียของนักออกแบบรุ่นใหม่ ที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ความสดใหม่ ตลอดจนความสามารถในการคิดค้นเทคนิควิธีการผลิต การเลือกวัตถุดิบใหม่ๆ เข้ามาใช้ และรูปแบบการใช้งานสมัยใหม่ เพื่อให้เหมาะกับชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันมากที่สุด
"จุดเด่นของเฮย์เน้นนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพ และดีไซน์น่าสนใจแก่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในราคาที่่ทุกคนสามารถจับต้องได้ ซึ่งราคาขายที่ทางร้านตั้งไว้ก็ต่างจากที่โน่นเพียงเล็กน้อย และเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นที่คุณภาพในระดับเดียวกันแล้ว จะเห็นว่าราคาถูกกว่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว ที่จริงแบรนด์นี้คนไทยรู้จักกันมาก เวลาเดินทางไปประเทศแถบสแกนดิเนเวียนอย่าง นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ สวีเดน คนที่ชอบสไตล์นี้ก็มักจะซื้อกลับมาเมืองไทยกันเยอะ เพราะบ้านเรายังไม่มีของแบบนี้" บิ๊กบอส วีกฤษฏิ์ โฮม แอนด์ เล่าถึงจุดแข็งของแบรนด์
ในส่วนของสินค้าที่นำเข้ามาให้แฟนคลับคนไทยได้เลือกซื้อนั้น แยกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ส่วนแรกเป็นพวกเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน ในส่วนนี้บอสหนุ่มบอกว่ามีคอลเลกชั่นสวยๆ เก๋ๆ ออกมาเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ออกตามซีซั่นเหมือนกับเสื้อผ้า ใน 1 ปีก็จะมีราวๆ 4-5 แบบ โดยกลุ่มลูกค้าในเมืองไทยจะเน้นไปที่วัยทำงาน อายุประมาณ 35 ขึ้นไป ที่มีคอนโดมิเนียมเล็กๆ ตกแต่งแบบเก๋ๆ เพราะเฟอร์นิเจอร์ของเฮย์ จะมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป โดดเด่นด้วยดีไซน์เรียบคูล มาพร้อมสีสันสมัยใหม่ ผสานเข้ากับลูกเล่นและฟังก์ชันการใช้งานที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมือง มีให้เลือกทั้งโต๊ะทำงาน เก้าอี้ โซฟา อาร์มแชร์ โคมไฟ เครื่องครัว ฯลฯ โดยเราจะมีการจัดดิสเพลย์ไว้ตามมุมต่างๆ ของร้านด้วย เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นภาพการใช้งานจริงของสิ้นค้านั้นๆ ทั้งยังต้องมีการอบรมพนักงานให้รู้จักสินค้าแต่ละตัว เพื่อให้ข้อมูลแก่ลูกค้าได้อย่างชัดเจน
นอกจากคอลเลกชั่นเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ยังมีสินค้าใหม่ๆ เพื่อนำเสนอให้ผู้คนสนใจในชีวิตความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม และสิ่งที่เราเรียกว่า “บ้าน” ในยุคสมัยใหม่ ซึ่งล้วนแต่มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นพรม ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน แก้วกาแฟ ปากกา หรือแม้แต่ไม้แขวนเสื้อที่บางครั้งอาจถูกมองข้ามไป จึงนำมาซึ่งแอคเซสเซอรี่ที่ว่าด้วยของใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ปรับเปลี่ยนได้กับทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเขียน เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องครัว ของเล่น ที่ล้วนตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้คนรุ่นใหม่ ที่กำลังมองหาของใช้ที่มาพร้อมกับดีไซน์และจับต้องได้จริง โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนและหนุ่มสาวออฟฟิศ สินค้าที่เรานำเข้ามาจะมีคอลเลกชั่นออกมาใหม่ๆ ตลอด แต่ละปีมีมากถึงประมาณ 30 คอลเลกชั่น ซึ่งบอสหนุ่มจะต้องบินไปเลือกสินค้าด้วยตัวเองทุกครั้ง โดยคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าเป็นหลัก อย่างช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่นี้ก็จะเลือกสินค้าที่มีสีสันสดใสเหมาะจะมอบเป็นของขวัญได้
“ตอนนี้ที่ร้านมีของให้เลือกเยอะเลยครับ ช่วงนี้ผมจะเน้นของที่ซื้อเป็นของฝาก ของขวัญได้ ซึ่งชิ้นที่ถือเป็นไฮไลท์ซึ่งขายดีมากๆ คนเห็นจะรู้ทันทีว่าเป็นแบรนด์ของเราต้องยกให้ถาดคาเลโด้ เป็นถาดวางของโลหะเคลือบสีสามารถเลือกสีและปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ สะท้อนบุคลิกของเจ้าของได้เป็นอย่างดี และยังเหมาะที่จะเป็นของขวัญในทุกๆ โอกาสครับ” เจ้าของร้านแนะนำผลิตภัณฑ์ชิ้นเด่น
แม้จะเพิ่งเปิดร้านได้เพียงไม่กี่วัน แต่หนุ่มอ๋องมั่นใจว่าเดินมาถูกทางแล้ว เห็นได้จากยอดการซื้อที่ลูกค้าตบเท้าเข้ามาอุดหนุนกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จนเจ้าตัวเองยังประหลาดใจกับผลตอบรับที่ดีเกินคาด ในวันตัดริบบิ้นเปิดร้านอย่างเป็นทางการเป็นวันแรก ซึ่งความหวังว่าจะทำยอดให้แตะ 80 ล้านบาทต่อปี คงไม่ไกลเกินเอื้อมสำหรับเส้นทางธุรกิจที่เขารัก
ธุรกิจเริ่มต้นไปด้วยดี นั่นเพราะ “อ๋อง” วีกฤษฏิ์ ถือหลักในการทำงานง่ายๆ ในเรื่องของความซื่อสัตย์และจริงใจกับลูกค้า โดยเขาขยายความว่า ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ในราคาที่สมเหตุสมผล แต่ใช่ว่ามีหลักคิดแล้วธุรกิจจะราบรื่นไปเสียทุกสิ่ง เพราะปัญหายังคงมีเข้ามากวนใจเป็นระยะ ที่เห็นได้ชัดตอนนี้คือเรื่องของขั้นตอนของศุลกากรที่ค่อนข้างเข้มงวดอยู่แล้ว บวกกับโปรดักท์ที่นำเข้ามีหลากหลาย การนำเข้าจึงต้องผ่านหลายขั้นตอน แต่เมื่อมีการศึกษาขั้นตอนและวิธีการต่างๆ จนเข้าใจถ่องแท้แล้ว ปัญหาต่างๆ จึงค่อยๆ ลดลง และคลี่คลายไปในทางที่ดี ส่วนอีกหนึ่งปัญหาคือ สินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า
"สินค้าของเรามีค่อนข้างมาก และเป็นของดีไซน์เก๋ไก๋ที่ลูกค้าให้ความสนใจกันเยอะ บางชิ้นขายดีลูกค้าต้องการกันเยอะ แต่เรายังไม่มีพื้นที่ที่สามารถสต็อกของไว้เป็นจำนวนมากๆ ได้ เนื่องจากพื้นที่ของเราค่อนข้างมีจำกัด เวลาลูกค้าต้องการสินค้า เราก็ต้องออเดอร์ไปทางโน้นให้เขาส่งมาให้ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือนกว่าของจะถึงมือ ตรงนี้จึงต้องอาศัยว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์เราจริงๆ เพราะใช้ระยะเวลานานพอสมควร" บอสหนุ่มเล่า พลางชี้ชวนให้ชมสินค้าเก๋ๆ ภายในร้าน พร้อมบอกทิ้งท้ายว่า ในเดือนเมษายน 2559 ร้านจะเปิดอย่างเป็นทางการ ภายในศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุง



