ข่าว

รายงาน-วิกฤติฝ่าคดี “สนธิ”

รายงาน-วิกฤติฝ่าคดี “สนธิ”

27 ก.ค. 2552

“ผมต้องใช้ดุลพินิจในการที่จะสังเคราะห์และรวบรวมข้อมูลของทุกฝ่าย ซึ่งไม่น่าจะใช้เวลานาน คาดว่าภายในต้นสัปดาห์ที่จะถึงนี้จะมีความชัดเจน ผมไม่อยากให้สังคมหลงประเด็น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือการทำให้คดีมีความคืบหน้า ได้คนผิดมาลงโทษ แต่ขณะนี้สังคมกลับไปสนใจเรื่อ

 นี่คือสุ้มเสียงของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ให้คำมั่นว่าภายในรอบสัปดาห์นี้ ปมคดีร้อน สังหาร สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเห็นความคืบหน้า

 นั่นเป็นเพราะในวันที่ 27 กรกฎาคม "นายกฯ มาร์ค" จะมีการประมวลสรุปเรื่องราวทั้งหมด หลังจาก พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน เข้ารายงานความคืบหน้าการไล่ล่าคนร้าย

 งานนี้จึงต้องรอวัดใจ "นายกฯ มาร์ค" ว่าจะหาทางออกกับปมปัญหานี้อย่างไร เพราะประเด็นปัญหาได้ขยายวงกว้างออกไปจนยากที่รัฐบาลจะควบคุมได้
 ถึงขนาดเกิดกระแสกดดัน ให้ปลด "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 หลังจากมีการตีคำพูดของ "พล.ต.อ.ธานี" เจ้าของสำนวนคดีลองสังหาร "สนธิ" ที่ออกมาระบุว่า การทำงานไม่ราบรื่นเพราะเจอตอ แถมมีไส้ศึก เกิดเกลือเป็นหนอนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกต่างหาก

 จนทำให้คคีลอบสังหาร "สนธิ" เกิดศึกพลังสี ขึ้นเพราะมีระดับบิ๊กสีเขียว สีกากี และสีเหลือง เข้ามาเกี่ยวข้อง

 และเมื่อนำจิกซอว์ทั้งหมดเข้าต่อกันก็ปรากฏให้เห็นความเชื่อมโยงของ ตัวละครในกลุ่มขั้วอำนาจใหญ่หลายกลุ่ม ที่เป็นตัวหนุนให้พรรคประชาธิปัตย์ มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งมีโครงข่ายผูกพันในอำนาจสีน้ำเงิน และสีเขียว

 การผนึกกำลังของพลังสีครั้งนี้ จึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ที่จะต้องตีให้ออก เพราะนาทีนี้รัฐบาลตกอยู่ในอาการกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก

 เพราะแต่ละกลุ่มขั้วอำนาจล้วนมีบุญคุณกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อย่างยิ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลให้ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ยังไม่กล้าฟังธงตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

 นั่นเพราะเครือข่ายขุมกำลังสีเขียวและสีกากี ยังคงเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือรัฐบาล งานนี้จึงต้องอาศัยความสามารถของ "อภิสิทธิ์" และ "สุเทพ" ในการบริหารความขัดแย้งของศึกพลังสีให้ได้

 เพราะหากรัฐบาลไม่สามารถฝ่าก้าวข้ามประเด็นความขัดแย้งนี้ได้ นั่นหมายถึงอายุของรัฐบาลจะหดลงตามไปด้วย

 ยิ่งในยามที่รัฐบาลเจอสารพัดมรสุม ยิ่งเป็นเรื่องยากในการที่พารัฐนาวาก้าวผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ ซึ่งคดีของสนธิ จะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

 ดังนั้นในรอบสัปดาห์นี้ รัฐบาลต้องเจอแรงบีบให้ต้องตัดสินใจอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นการประคอง "พล.ต.อ.ธานี" ให้สรุปสำนวนคดีได้ทันก่อนเกษียณอายุราชการตามที่ประกาศไว้

 ขณะเดียวกันต้องเจอแรงกดดันจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ปลด "พล.ต.อ.พัชรวาท" ซึ่ง "นายมาร์ค" ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

 เพราะหากปลด "พล.ต.อ.พัชรวาท" ก็ต้องส่งผลกระทบชิ่งไปถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

 ดังนั้นจากเงื่อนไขความขัดแย้งนี้ จะผลักดันให้พันธมิตรกลายเป็นศัตรูทางการเมืองของรัฐบาลประชาธิปัตย์ และเตรียมจองกฐินโจมตีรัฐบาลอย่างหนักหน่วงนับจากนี้เป็นต้นไป

 ล่าสุด "สุเทพ" ออกมายืนยันว่าได้ยื่นรายงานให้ "นายกฯ มาร์ค" ชี้ขาดพร้อมตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของ "ผบ.ตร." แล้ว

 สุดท้ายต้องจับตาว่ารัฐบาลจะฝ่าวิกฤติ คดีลอบยิงสนธิ นี้ไปได้อย่างไร แบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น และแฮปปี้กันทุกสี

 นอกจากนี้ในช่วงสุดท้ายของสัปดาห์นี้ รัฐบาลเตรียม "ตีปี๊บ" แถลงผลงานในรอบ 6 เดือน ซึ่งมีกำหนดในวันที่ 2-3 สิงหาคมนี้

 งานนี้จึงต้องจับตารูปแบบการตีปี๊บโชว์ผลงานของรัฐบาล โดยฝีมือของ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 โดยได้เสนอเรื่องผ่านนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการพิมพ์รูปเล่มฉบับเต็ม เพื่อจัดส่งให้แก่ ส.ส.และ ส.ว. และสื่อมวลชน และฉบับย่อด้วยภาษาที่กระชับสำหรับแจกจ่ายประชาชนทั้งประเทศ และแจกไปยังกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ ห้องสมุดทั่วประเทศ

 เรียกได้ว่างานนี้รัฐบาลยอมทุ่มทุนสุดๆ ในการประโคมด้วยการลงทุนจัดทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ออกไปทั่วประเทศ

 ในรูปของสื่อประชาสัมพันธ์และบิลบอร์ด มีการปรับกลยุทธ์ใช้โฆษณาผ่านวิทยุชุมชนและโฆษณาผ่านสปอตทีวี แบบถี่ยิบโดยเน้นวิทยุชุมชนและเคเบิลทีวี

 ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าการเผยแพร่ผลงานของรัฐบาลจะทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น เห็นข้อเท็จจริงมากขึ้น และสามารถบอกกับประชาชนได้ว่ารัฐบาลนี้ได้อะไรบ้าง

 ที่สำคัญรัฐบาลอาจจะถือโอกาส เป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์งานครบรอบวันเกิด "นายกฯ มาร์ค" ที่จะครบ 45 ปี ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ ท่ามกลางวิกฤติรัฐบาลอยู่ในช่วงขาลง

 เพราะแม้แต่ "เอแบคโพลล์" ยังออกมาเผยผลสำรวจความนิยมของประชาชนพบว่า "อภิสิทธิ์" กับ "ทักษิณ" ไล่บี้กันแบบสูสี เชือดเฉือนกันแค่ปลายจมูก

 ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แนวโน้มความนิยมชมชอบของประชาชนต่อ "ทักษิณ" กำลังเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ความนิยมชมชอบของประชาชนต่อ "อภิสิทธิ์" กลับลดลง

 โดยเฉพาะหลังจาก "บิ๊กเซอร์ไพรส์" ในงานวันเกิด "ทักษิณ" จบลงไปหมาดๆ แบบกินใจคนเสื้อแดงทั่วประเทศ
 รอบสัปดาห์นี้รัฐบาลจึงอยู่ในอาการน่าเป็นห่วงยิ่ง !
 
 บัญชา แข็งขัน