ข่าว

ประธาน3ศาลผ่าวิกฤติการเมือง

ประธาน3ศาลผ่าวิกฤติการเมือง

16 ธ.ค. 2558

ประธาน3ศาลผ่าวิกฤติการเมือง : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

            ขณะนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีแนวคิดที่จะเสนอให้ประธาน 3 ศาล คือ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด เข้ามา “ผ่าทางตัน" ทางการเมือง

            “ศรีอัมพร ศาลิคุปต์” ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลฎีกา มองว่า ต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายในการที่ให้ประธาน 3 ศาล ลงมาแก้วิกฤติการเมือง เพราะโดยหลักแล้ว การเมืองต้องแก้โดยการเมืองก่อน เช่น การอภิปรายไม่วางใจ, ยุบสภา, นายกฯลาออก และแนวคิดนี้เท่ากับให้ประธาน 3 ศาล เข้ามาทำหน้าที่เหมือนกับ "คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” (คปป.) ตามร่างของอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ตกไป

            เขายังเห็นว่า แนวคิดนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียจากการที่ให้ประธาน 3 ศาล ลงไปแก้วิกฤติการเมือง ข้อดีคือ ถ้าเกิดปัญหาวิกฤติจริง ก็เหมือนหม้อต้มน้ำที่มีแรงอัดจะระเบิด ก็็ปล่อยไอกดดันให้มันระบายออกไปได้ แต่ถ้าวิกฤติไม่จริง ปัญหาก็จะตกหนักที่ 3 ศาล ทำให้ 3 ศาลเข้าไปแทรกแซงการเมือง ดังนั้นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องไปคิดว่า อะไรเป็นเงื่อนไขว่าถึงเวลาที่ประธาน 3 ศาลต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาการเมืองแล้ว เช่น เกิดกรณีฝ่ายค้านและรัฐบาลขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ไม่มีการยอมกัน, ส.ส.ฝ่ายค้านลาออกหมดและไม่ยอมลงสมัครรับเลือกตั้ง, ยุบสภาแล้วพรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง, มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมืองก่อนการเลืองตั้ง

            “เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญวางไว้ ประธาน 3 ศาลก็เข้ามาแก้วิกฤติการเมืองได้ แต่ประธาน 3 ศาลไม่ควรใช้อำนาจโดยตรงในการชี้ “ทางออก” ของบ้านเมืองว่าเป็นอย่างไร เพราะอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของศาลได้ เนื่องจากในทางการเมืองมีเรื่องผลประโยชน์ มีคนได้-เสีย ในทางการเมืองอยู่ แต่ควรใช้ “อำนาจทางอ้อม” โดยประธาน 3 ศาล ต้องทำประชามติถามประชาชนว่าจะเอาอย่างไร ในสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องเขียนในร่างรัฐธรรมนูญให้ประธาน 3 ศาลสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ทำประชามติถามประชาชนได้ และผลการทำประชามติมีผลผูกพันให้ทุกฝ่ายต้องยอมรับ เช่น ถ้าผลการทำประชามติออกมาว่า ให้เลือกตั้งใหม่ ก็มีผลให้สภายุบทันที และเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ หรือให้ปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง หรือต้องการนายกรัฐมนตรีพระราชทาน หรือประชาชนไม่ให้เลือกตั้งใหม่ รัฐบาลก็อยู่ต่อไปได้ ซึ่งเมื่อผลประชามติออกมาอย่างไร ประธาน 3 ศาลก็สั่งไปตามนั้น” ศรีอัมพร กล่าว

            สำหรับ “ผู้เขียน” เห็นว่า อย่างไรก็ตามหากถามว่า ทาง “ศาล” ต้องการเข้าไปทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับ “การเมือง” หรือไม่ ตอบได้เลยว่า คงไม่ต้องการ เห็นได้จากก่อนหน้านี้ ที่ทาง “ศาล” เอง ได้ส่งสัญญาณว่า ไม่อยากเข้าไปทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหากรรมการองค์กรอิสระ เพราะ กรรมการองค์กรอิสระมีอำนาจทางการเมือง ใครๆ ก็อยากเป็น เมื่อคนของศาลเข้าไปเป็นกรรมการองค์กรอิสระก็หนีไม่พ้นที่จะถูกวิ่งเต้นล็อบบี้

            นอกจากนี้มีการมองว่า แนวคิดของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ประธาน 3 ศาลเข้ามาแก้วิกฤติการเมือง ก็เหมือนกับ “ตุลาการภิวัฒน์” ในอดีต ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเมือง เพราะไม่สามารถทำให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายยอมรับ แถมยังเป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ และเป็นการ “ลากศาล” ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทำให้ “สถาบันศาล” ขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของสาธารณชน อีกทั้งหน้าที่โดยตรงของ “ศาล” คือ การตัดสินคดีให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จึงไม่ใช่หน้าที่ของ “ศาล” ที่จะไปแก้ไขปัญหาทางการเมือง

            “คงเป็นแค่การโยนหินทางถาม เชื่อได้ว่าสุดท้ายแนวคิดนี้ จะตกไป”

เร่งสอบสวนข้อเท็จจริง :  บทบรรณาธิการประจำวันที่16ธ.ค.2558 

            พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พยายามเรียกร้องให้พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กลับมาเข้าแจ้งความกรณีถูกข่มขู่จากขบวนการค้ามนุษย์โรฮิงญา พร้อมรับปากจะดำเนินการให้หากมีการขู่กันจริงไม่ว่าจะใหญ่มาจากไหน ซึ่งข้อเท็จจริงของที่มาที่ไปเรื่องนี้มาจากการที่ พล.ต.ต.ปวีณต้องรับหน้าที่พนักงานสอบสวนหลังจากรับงานกวาดล้างการค้ามนุาษย์จาก พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขณะนั้น โดยระหว่างการดำเนินคดีอยู่นั้นก็มีการข่มขู่เจ้าหน้าที่ตำรวจและนำไปสู่การยื่นใบลาออกและคำให้สัมภาษณ์ ชนิดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องแก้กระแสสังคมตอบข้อข้องใจจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่เข้าไปส่วนพัวพันนั้นคือใคร นอกเหนือจากนายทหารยศพลโทแล้วยังมีนายตำรวจระดับนายพลคนไหนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง

            ประเด็นการถูกข่มขู่จน พล.ต..ต.ปวีณต้องขอลี้ภัยไปประเทศออสเตรเลีย แล้ว ยังมีคำถามว่า จากนี้ไปสำนวนการสอบสวนซึ่งสรุปฟ้องศาลไปแล้วนั้นจะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่ เนื่องจากคดีการค้ามนุษย์เป็นเรื่องที่นานาชาติให้ความสนใจและประเทศไทยก็ถูกจับตาในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เรื่องของ พล.ต.ต.ปวีณจึงไม่ใช่แค่ผลกระทบต่อตัวบุคคล แต่ต้องถือเป็นเรื่องส่วนรวมด้วย เพราะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศด้วย ต่างชาติอาจไม่เข้าใจปัญหาภายในของเรา แต่ภาพที่ปรากฏในระดับนานาชาติคือ นายตำรวจชั้นนายพลที่เข้าไปแตะต้องหรือสอบสวนจับกุมขบวนการค้ามนุษย์กลับถูกคุกคาม โดยที่รัฐบาลเองก็ยังไม่แสดงความชัดเจนว่าจะเอายังไง มีเพียงนายกฯ ที่พยายามให้นายพลผู้นี้เข้ามาสู่กระบวนการสอบสวน

            ประเด็นที่น่าสนใจและต้องพยายามอธิบายให้นานาชาติเข้าใจคือ เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย ผู้รักษากฎหมายถูกคุกคาม โดยที่ไม่มีใครสามารถปกป้องได้ คดีนี้อาจมีความซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือโยงไปถึงนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่สังคมรู้เป็นเพียงเสี้ยวเดียวอย่างที่ พล.ต.ต.ปวีณให้สัมภาษณ์นั้นเป็นอย่างไร ตรงนี้มีความสำคัญนายกฯ เองก็เคยถามคนใกล้ชิดถึงขบวนการนี้ แต่ก็ยังไม่ได้ข้อมูลชัดเจนเท่าไรนัก ยังมีคนอยู่เบื้องหลังการค้ามนุษย์ที่ใหญ่กว่านายทหารระดับพลโท จริงตามที่นายตำรวจคนนี้กล่าวถึงหรือไม่ เรื่องนี้ต้องเป็นระดับรัฐบาล ซึ่งมอบนโยบายให้กวาดล้างโดยตรง เพื่อขยับความน่าเชื่อถือของประเทศและพยายามนำเรื่องนี้มาเป็นผลงานของรัฐบาลด้วย ท่าทีของรัฐบาลต้องมีความชัดเจน ไม่ว่าข้อมูลของ พล.ต.ต.ปวีณจะมีจริงหรือถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ ควรทำความกระจ่างกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์รัฐบาลและประเทศ