15 ธ.ค.2558 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุม ครม. ว่า ที่ประชุม ครม.รับทราบความเห็นเพิ่มเติมจากคณะกรรมการกฤษฎีกา สืบเนื่องจากครม.มอบให้ไปศึกษารายละเอียดร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยชีวภาพ พ.ศ….เพิ่มเติม โดยนำความเห็นและข้อเสนอจากประชาชนหลายกลุ่มที่เดินทางมายื่นหนังสือไปประกอบการพิจารณา และให้ความเห็นว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างการปฏิรูปการเกษตรดังนั้นการนำกฎหมายที่พูดถึงเรื่องอนาคตเกี่ยวกับพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์มาพิจารณาเกี่ยวกับการพิจารณาในช่วงของการปฏิรูป ยังไม่เหมาะสมเพราะการออกกฎหมายล่วงหน้ายังไม่ควรดำเนินการในช่วงเวลานี้ ครม.จึงมีมติให้ส่งเรื่องกลับไปให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาในมุมที่มีข้อทักท้วงเพิ่มเติมให้รอบคอบเสียก่อน
ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า วันนี้ได้สั่งให้ยกเลิกพ.ร.บ.จีเอ็มโอ ไปแล้ว ซึ่งเป็นพันธะสัญญา คุยกันมาตั้งแต่ปี 2540 เมื่อเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ก็ยกเลิกไป เลิกพิจารณาพอแล้ว อย่าส่งกลับไป ในต่างประเทศที่ทำมีข้อยกเว้น ในกรณีที่มีสงคราม หรือผลิตสินค้าทางการเกษตรไม่ได้ เพราะเกรงจะเกิดการปนเปื้อน เชื้อโรคระบาด แต่จีเอ็มโอ ป้องกันโรคระบาดตัวได้เอง ซึ่งบ้านเรายังไม่มีความชัดเจน และหวังอย่างเดียวบ้านเราอย่าเกิดสงคราม
พล.ต.สรรเสริญ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบโครงการอบรมเพิ่มการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปี 58/59 และปัญหาราคาจากสินค้าเกษตร โดยกระทรวงเกษตรฯ นำข้อสังเกตของครม. และนายกฯ จากการประชุมครั้งที่แล้วไป ปรับปรุง โดยเป้าหมายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในโครงการนี้มีจำนวน 220,500 ราย แบ่งเป็นการอบรมรุ่นต่างๆ 5 รุ่น อบรมที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 1 ก.พ.-31 พ.ค. 59 ใช้วงเงิน 1,064 ล้านบาทเศษ เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อเกษตรกรที่เข้ารับการอบรม ค่าใช้จ่ายในการดูแลอาหารการกิน ทุกอย่างลงไปที่เกษตรกร
เผยมาตรการรับเงินของคนกรีดยางออกแล้ว
พล.ต.สรรเสริญ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ว่า เมื่อต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ครม.มีมติเห็นชอบแนวทางในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง โดยการยางแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.เกษตรกรชาวสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ ได้รับเงินเพื่อสร้างความเข้มแข็งไร่ละ 1,500 บาท โดย 900 บาทเป็นของเจ้าสวนยาง อีก 600 บาท เป็นของคนกรีดยาง รองรับได้ 850,000 ครัวเรือน แต่ไม่เกิน 15 ไร่ 2.ประชาชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิให้สภาการยางแห่งประเทศไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) หาข้อยุติในเรื่องนี้
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ซึ่งวันนี้ได้ข้อสรุปในส่วนเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิเรียบร้อย โดยกษ.ได้กำหนดคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ คุณสมบัติของผู้กรีดยาง เกษตรกร เจ้าของสวนยาง และผู้เช่าสวนยางที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ต้องเป็นเกษตรกรตามข้อมูลทะเบียนเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตรปี 57/58 และต้องเป็นเกษตรกรที่เปิดบัญชีกับธนาคารธ.ก.ส. มีพื้นที่เปิดกรีดตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไป ส่วนคุณสมบัติคนกรีดยางที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นคนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย และเป็นผู้กรีดยางที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมเกษตรและสหกรณ์ปี 57/58 ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเข้าร่วมโครงการเป็นสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การสวนยางจังหวัด สำนักงานกองทุนสงเคราะห์สวนยางอำเภอ ศูนย์ปฏิบัติการสงเคราะห์จังหวัด หรือผู้ได้รับมอบหมายจากสำนักงานกองทุนส่งเสริมการทำสวนยางจังหวัด สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอ
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า เอกสารที่ต้องใช้ได้แก่ ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน เอกสารที่ดินตัวจริง พร้อมสำเนาหนึ่งชุด ทั้งนี้หากเจ้าของสวนหรือผู้เช่าเป็นคนกรีดยางเองก็ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบด้วย ถ้ามีคนกรีดยางหนึ่งคนให้เกษตรกรที่เป็นเจ้าของสวนหรือผู้เช่าพาคนกรีดยางคนนั้นมาแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการด้วยตนเอง นอกจากนั้นถ้ามีคนกรีดยางมากกว่า 1 คน ให้เจ้าของสวนหรือผู้เช่าพามารายงานตัวทั้งหมด แต่มอบอำนาจให้คนกรีดยางคนหนึ่งคนใดเป็นผู้แทนเข้าร่วมโครงการ รับเงินและแบ่งจ่ายกันภายหลัง ทั้งนี้การจะขอแจ้งเข้าร่วมโครงการมีระยะเวลาตั้งแต่ 9 ธ.ค.58 -29 ก.พ. 59 ส่วนจะดำเนินการได้ตอนไหนนั้นต้องรอข้อบังคับการยางแห่งประเทศไทยที่จะออกมาล้อกับพ.ร.บ.การยาง ที่ครม.มีมติเห็นชอบแล้ว ซึ่งเมื่อเจ้ากระทรวงลงนามคงประกาศใช้ได้ในเร็วๆนี้ เป็นมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางนอกจากเรื่องที่เคยออกมาตรการไปแล้ว และเร่งรัดจ่ายเงินโดยเร็วให้ถึงเกษตรกร
“จุดประสงค์สำคัญของโครงการนี้คือให้คนในพื้นที่สามารถสร้างการเรียนรู้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการขับเคลื่อนภาคประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกษตรในพื้นที่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความมั่นคงการปฏิรูปต่างๆ เพราะที่ผ่านมาเราพยายามมีมาตรการจูงใจ ที่จะอธิบายความโดยกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควร เพราะพี่น้องเกษตรกรมักเคยชินกับสิ่งที่ตัวเองทำมา ฉะนั้นต้องสร้างการเรียนรู้ สร้างการขับเคลื่อนร่วมกัน ในรูปของประชารัฐคือเอาประชาชนเป็นที่ตั้งรัฐสนับสนุนส่งเสริม จึงจัดโครงการนี้ขึ้นมา ส่วนค่าสถานที่ ค่าวิทยากรให้ใช้งบที่เป็นต้นสังกัดของวิทยากรนั้นๆ”พล.ต.สรรเสริญ กล่าว