
หวังลดแรงคอร์รัปชั่นต้องรื้อระบบราชการ
หวังลดแรงคอร์รัปชั่น ต้องรื้อระบบราชการ : ณัฐภัทร พรหมแก้ว สำนักข่าวเนชั่น
การคอร์รัปชั่น นับเป็นปัญหาถ่วงความเจริญในทุกด้านของทุกประเทศส่งผลให้ทั่วโลกเกิดความตื่นตัวหันมาให้ความสำคัญกับการกำจัดเนื้อร้ายที่กำลังลุกลามการพัฒนาในศตวรรษนี้ กระทั่ง เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2003 ที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ประกาศให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล (International Anti-Corruption Day) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากมติที่ได้เห็นชอบให้มีอนุสัญญาสหประชาชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 (UNCAC) ประกอบด้วยสมาชิก 191 ประเทศที่ร่วมลงนาม รวมถึงประเทศไทยด้วย
เมื่อแต่ละประเทศลงนามตามอนุสัญญานั้นแล้วย่อมมีผลผูกพันในการจัดกิจกรรมเพื่อแสดงให้เห็นถึงพิษภัยการคอร์รัปชั่น และปีนี้ประเทศไทยก็ได้จัดงาน ภายใต้หัวข้อ “Transparent Thailand ประเทศไทยโปร่งใส” ซึ่งรัฐบาล คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมเป็นเจ้าภาพ
ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระแสรณรงค์และปลุกจิตสำนึกด้านคุณธรรมความโปร่งใสให้กลับคืนสู่สังคมไทยในการไม่ยอมจำนนต่อการทุจริต ทั้งกล้ายืนหยัดต่อต้านอย่างจริงจัง จึงไม่ใช่หน้าที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่ต้องช่วยกัน โดยเฉพาะฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลที่ต้องแสดงเจตจำนงเรื่องนี้ให้ชัดเจน “เพราะถ้าหัวไม่ส่าย หางคงไม่กล้ากระดิก”
การจัดงานปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมนำประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต งานนี้จึงเห็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หัวหน้าฝ่ายบริหารที่ได้กำหนดเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ทั้งเป็นหนึ่งในหัวข้อการปฏิรูปการสร้างความปรองดอง การบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงการวางรากฐานเพื่ออนาคตประเทศโดยเฉพาะตั้งแต่หลัง 22 พฤษภาคม 2557 รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการอุดช่องโหว่ที่เอื้อบรรดานักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ รวมหัวกันคอร์รัปชั่น เริ่มตั้งแต่การกำหนดวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิคส์ หรือ E-Bidding รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง ให้มีความโปร่งใสมีการแข่งขันด้านราคาอย่างเป็นธรรม ป้องกันไม่ให้ผู้ที่จะเข้าประมูลโครงการของหน่วยงานภาครัฐรู้ล่วงหน้าว่าคู่แข่งที่จะกระโดดร่วมวงประมูลเป็นใครบ้าง
ขณะเดียวกันวิธีนี้ยังพยายามกันเจ้าหน้าที่ออกจากวงโคจรของการประมูล โดยตัดขั้นตอนที่ให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้พิจารณาคุณสมบัติผู้ยื่นประมูลตัดวิธีการเปิดซองราคาโดยให้ผู้เข้าประมูลดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ก่อนข้อมูลทั้งหมดจะส่งตรงไปยังระบบของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพราะที่ผ่านมาต่างรับรู้กันดีว่า ถ้ายังใช้วิธีเดิมๆ เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการอาจรู้เห็นเป็นใจกับผู้เข้าประมูล ทั้งการกำหนดราคาล่วงหน้า เขียนเงื่อนไขการประมูล หรือทีโออาร์ เอื้อประโยชน์ผู้ประมูลรายใหญ่ ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างเป็นธรรม จนอาจได้คนที่ไม่มีคุณสมบัติหรือศักยภาพมาดำเนินโครงการ
เมื่อเป็นแบบนั้นแล้ว คุณภาพของโครงการคงไม่ต้องพูดถึง ถนนบางสายทั้งที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ ขนาดมีแต่รถอีแต๋นกับฝูงวัวของชาวบ้านผ่านเช้าเย็น ไม่นานเดือนก็มีทรุดให้เห็นอีก ทั้งรัฐบาลยังกำหนดให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องจัดไว้ให้ประชาชนตรวจสอบได้ถึงรายละเอียดในการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละโครงการ ทั้งจำนวนผู้เข้าประมูลคุณสมบัติ ราคาประมูล และปลีกย่อยอื่นๆ
นอกจากนั้นยังมีกฎหมายใหม่อย่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 ที่บังคับใช้ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อหวังแก้ปัญหาการเรียกรับสินบน หรือเงินใต้โต๊ะที่ประชาชนหรือผู้ประกอบการต้องจ่าย เพื่อซื้อความสะดวก รวดเร็ว กรณีจำเป็นต้องติดต่อขอใบอนุญาต หรือจดทะเบียนกับหน่วยงานราชการ
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ทุกหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่พิจารณาออกใบอนุญาตต้องจัดทำคู่มือแจ้งผู้มาติดต่อ บอกถึงขั้นตอน ระยะเวลาเอกสารสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ และหากอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ แต่ยังล่าช้าเจ้าหน้าที่ต้องชี้แจ้งผู้มาติดต่อในทุก 7 วัน จนกว่าจะพิจารณาเรื่องนั้นแล้วเสร็จ เพราะที่ผ่านมาคนที่ติดต่อราชการล้วนเคยสัมผัสกับความล่าช้าไม่รู้ถึงขั้นตอน เอกสารประกอบที่ต้องใช้ ขนาดว่าติดต่อเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางครั้งถึงกับต้องเดินทางไปเขตหรืออำเภอมากกว่าหนึ่งครั้งเพียงเพราะขาดเอกสารบางอย่าง พอจัดเตรียมมาแล้วไปติดต่อใหม่กลับได้รับคำตอบว่ายังขาดอะไรอีกอย่าง ทั้งที่บอกคราวเดียวเรื่องก็จบ
ดังนั้น ถ้าทำทุกอย่างถูกต้องตามขั้นตอน แต่ยังถูกยื้อเวลาในลักษณะนี้ย่อมมองเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า ขาดน้ำมันหล่อลื่น งานมันเลยยืดยาดยืดเยื้อไปเป็นปี
บางกรณี ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาหลังเค้นความสามารถของสมองจนสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อันน่าภูมิใจว่าเป็นผลงานตัวเอง แต่ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้นผ่านไปกว่าหนึ่งปีก็ยังไม่เรียบร้อย ด้วยฝ่ายผู้พิจารณาอ้างขั้นตอนดำเนินการมีหลายระยะ ต้องตรวจสอบว่า สินค้าที่จะนำมาจดทะเบียนนั้นมีใครคิดทำมาก่อนหรือไม่ สรุปว่า ท้ายสุด สินค้าของผู้ประกอบการรายนั้นถูกทำก๊อบปี้ขายทั่วบ้านทั่วเมือง
ของแบบนี้ใครไม่เจอกับตัวคงไม่รู้ ดังนั้นความล่าช้าจึงนับว่าเป็นความไม่ยุติธรรมรูปแบบหนึ่ง
“เชื่อว่าจะเป็นการปฏิรูประบบราชการในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นช่วยเหลือประชาชนและทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทำงานอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือประชาชน ต่อไปนี้การติดต่อราชการในเรื่องการขออนุมัติจะต้องเร็วขึ้น ราคาถูกลงง่ายขึ้น” รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย อย่างนายวิษณุ เครืองาม เคยพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ หลัง พ.ร.บ.ดังกล่าวประกาศใช้
ถึงอย่างนั้นก็ตาม ถ้าระบบดี แต่คนปฏิบัติยังอ่อนยวบ ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง มันก็ไร้ผล เหมือนคำตลกร้ายที่เสียดสีคนไทยว่า ไหว้อิฐ ไหว้ไม้ ไหว้ทุกอย่างเพราะศักดิ์สิทธิ์ ยกเว้นกฎหมาย โดยในการเป็นประธานเปิดงานในวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากลที่ผ่านมา ดูเหมือน พล.อ. ประยุทธ์จะเข้าอกเข้าใจถึงการแก้ปัญหานี้ ด้วยการจี้ตรงจุดไปที่ระบบข้าราชการ ด้วยการประกาศเสียงดังฟังชัดถึงการเตรียมปรับโฉมระบบข้าราชการ โดยเฉพาะตัวบุคคลที่เป็นกลไกสำคัญเอื้อให้การคอร์รัปชั่นสำเร็จง่ายขึ้น
“วันนี้เราเตรียมปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งมีประสิทธิภาพ เป็นข้าราชการรุ่นใหม่มีคุณภาพ ผมมีนโยบายสร้างข้าราชการยุคใหม่ในอนาคต วันหน้าต้องมีข้าราชการที่ดีเป็นมืออาชีพ และจะมีมาตรการบรรจุใหม่ให้ตรงตามพันธกิจแต่ละกระทรวง”
สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนตามปกติ หลังการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา ว่า ต้องการยกระดับข้าราชการ ไม่ให้ฝ่ายการเมืองดูถูก ข้าราชการต้องมีวิสัยทัศน์ ความคิดริเริ่มและความความแตกต่าง ใช้สมองตัวเองต่อสู้ ไม่ใช่ประจบสอพลอ จนถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองและมักใช้เป็นเครื่องมือในการคอร์รัปชั่น อาจมองแล้วเป็นเรื่องยาก แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่รัฐบาลมองเห็นความผุกร่อนของโครงสร้างระบบราชการ และในเมื่อมีโอสถทิพย์ บำบัดสารพัดโรค อย่างมาตรา 44 ด้วยแล้ว การสั่งบังคับใช้เพื่อสางปัญหานี้ที่หมักหมมมานานจึงเป็นวิธีที่มีความเป็นไปได้ว่าจะสัมฤทธิผล และถือว่ามาถูกทางมากที่สุด
ถ้าไม่ใช้ไม้แข็งแก้เรื่องนี้ ตอนนี้ก็ลืมไปได้เลยว่าจะมีใครคิดทำ เพราะลำพังจะแก้ที่ฝ่ายการเมืองยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะใช้อำนาจพิเศษจัดการนักการเมืองแบบดื้อๆ หรือแม้จะจัดการกับนักธุรกิจ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการร่วมคอร์รัปชั่น ก็ยิ่งอยู่นอกเหนือการควบคุม สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ ต้องเริ่มผ่าตัดใหญ่ระบบราชการ เพื่อรักษาชีวิตประเทศไทยเอาไว้
ส่วนระยะเวลาของรัฐบาลที่เหลือปีกว่าๆ ก่อนเลือกตั้งตามโรดแม็พในช่วงกลางปี 2560 จะทำแล้วได้ผล จนได้ระบบที่เข้มแข็งสามารถสร้างภูมิต้านทานให้ข้าราชการไม่ยอมก้มหัวและถูกใช้เป็นเครื่องมือทำเรื่องไม่ชอบให้นักการเมืองที่ผ่านพิธีกรรมหย่อนบัตรจากประชาชน ได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตาม
ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าหลังจากนี้จะเริ่มได้เห็นบรรดาข้าราชการมีอาการหนาวๆ ร้อนๆ เพราะวิถีแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคยกำลังจะถูกทลายลงในไม่ช้า เห็นได้ตั้งแต่ ศอตช.ส่งรายชื่อข้าราชการ ส่อ ทุจริตถึงมือนายกฯ จนถูกสั่งสอบสั่งพักงานกันเป็นทิวแถว และจะมีตามมาอีกในลอต 3 อย่างแน่นอน
รวมถึงเกณฑ์การประเมินผลข้าราชการ ที่แว่วว่ารัฐบาลกำลังเดินเครื่องกันยกใหญ่ ซึ่งน่าจะเริ่มนำมาใช้ได้เร็วๆ นี้ และยังไม่นับรวมมาตรการที่จะทวีความเข้มข้นในอีกหลายระลอกที่จะได้เห็นกันต่อไปจากนี้
เรียกว่า งานนี้ ถ้าข้าราชการยังไม่คิดปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รับรองว่า เดือดร้อนแน่



