
เตือนพนง.วิพากษ์วิจารณ์กกต.ผ่านสื่อออนไลน์
เตือนพนง.วิพากษ์วิจารณ์กกต.ผ่านสื่อออนไลน์ เข้าข่ายผิดจริยธรรม-ผิดวินัย อดีตคณบดีรัฐศาสตร์ม.สุโขทัยฯแนะแก้วิกฤติผ่านรัฐสภา
13ธ.ค.2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ด้านกิจการบริหารกลาง โดยนายบุญยเกียรติ รักขาติเจริญ รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการกกต.ได้ออกหนังสือแจ้งถึงรองเลขาธิการทุกด้านกิจการ,ผู้อำนวยการสถาบัน,ผู้ทรงคุณวุฒิ,ผู้ตรวจการ,ผู้ตรวจสอบภายใน,ผู้อำนวยการสถาบันทุกสำนัก,ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ,ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ชำนาญการ เรื่อง การใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยมีจำความว่าในขณะนี้ได้มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่นLineและFacebookในการวิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ กกต.และสำนักงาน กกต.ซึ่งการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวบางส่วน หรือบางเรื่อง ยังไม่มีข้อมูลที่เป็นจริง หรือบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง และยังไม่มีการตรวจสอบให้ถูกต้อง
สำนักงาน กกต.จึงขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกส่วนงาน กำกับ ดูแล และชี้แจงต่อพนักงานให้ทราบถึงการที่พนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง วิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นดังกล่าวข้างต้น อาจเป็นผลให้ กกต.หรือสำนักงาน กกต.เสียหาย หรือได้รับผลกระทบในภาพรวมขององค์กรอันอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดต่อระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยประมวลจริยธรรมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2551 หรืออาจจะเป็นการกระทำผิดวินัยได้
อดีตคณบดีรัฐศาสตร์ม.สุโขทัยฯแนะแก้วิกฤติผ่านรัฐสภา
นายยุทธพร อิสรชัย อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงข้อเสนอของนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่อาจจะให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นผู้หาทางออกเมื่อเกิดวิกฤติในประเทศ ว่า แนวคิดเรื่องอำนาจพิเศษมีอยู่ในรัฐธรรมนูญหลายๆประเทศ เช่น ฝรั่งเศสที่ระบุให้มีอำนาจนี้เพื่อเรียกให้ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานศาล มาประชุมแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ แต่ข้อเสนอดังกล่าวที่ออกมานั้นกลับให้อำนาจเพียงประธาน 3 ศาล ซึ่งยังขาดฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ได้มีการถ่วงดุลอำนาจที่เหมาะสมเท่าที่ควร ส่วนตัวคิดว่าน่าจะให้ประธาน 3 ฝายมีส่วนร่วม หรือถ้าจะให้มีเพียงแต่ประธานศาลตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาวิกฤติเท่านั้น อย่างน้อยๆก็ควรให้รัฐสภามีส่วนร่วมการตรวจสอบ และอนุมัติในแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ประธานทั้ง 3 ศาลเห็นชอบ เช่น อาจระบุให้ว่าต้องให้รัฐสภาเห็นชอบด้วยเสียง 3 ใน 5 ของเสียงทั้งหมดที่มีถึงจะอนุมัติ เป็นต้น
“ผมอยากให้พื้นที่กับรัฐสภาในการแก้ปัญหามากกว่า แต่ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ารัฐสภาไทยเองก็แก้ไขปัญหาวิกฤติทางการเมืองไม่ค่อยได้ โดยจะเห็นได้ว่ากลไกการทำงานของรัฐสภา ทั้งระเบียบข้อบังคับการประชุม ตัวรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นสิ่งที่ทำให้การขยับขับเคลื่อนของ ส.ส. ทำได้ยาก อย่างนักการเมืองจากภาคประชาชนที่เข้าไปหลังการเลือกตั้งในปี 2554 ก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากมาย เพราะติดปัญหาล็อคทางการเมือง จึงอยากให้เพิ่มกลไก และปลดล็อคข้อจำกัดที่เป็นปัญหาในการทำงานของรัฐสภาน่าจะดีกว่ามอบอำนาจพิเศษให้กับศาลอย่างเดียวที่วิธีการแก้ไขปัญหาจะไม่ยึดโยงกับประชาชน” นายยุทธพรกล่าว



