ข่าว

‘วิลาศ’ปัด‘สุเทพ’ล็อบบี้ให้หยุดตรวจสอบ‘กทม.’

‘วิลาศ’ปัด‘สุเทพ’ล็อบบี้ให้หยุดตรวจสอบ‘กทม.’

13 ธ.ค. 2558

“วิลาศ” ปัด “เทพเทือก” ล็อบบี้ ให้หยุดตรวจสอบ การบริหาร “กทม.” พร้อมจ่อยื่น “ป.ป.ช.-สตง.” เช็กบิล ปม ทุจริต จัดซื้อเครื่องดนตรีสัปดาห์หน้า

 
          วันที่ 13 ธันวาคม 2558 เมื่อเวลา 10.30 น. นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการตรวจสอบการทุจริตในการบริหารของกรุงเทพมหานคร (กทม.)ว่า เรื่องนี้คงต้องรอทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะอนุญาตให้พรรคประชุมหรือไม่ เพราะถือว่าพรรคได้ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาดังกล่าวแล้ว หาก คสช.ไม่อนุญาตก็เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ ว่าพรรคได้แสดงความรับผิดชอบในระดับหนึ่งแล้ว และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คงจะได้หารือกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อจะดำเนินการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ 
 
          ส่วนในเรื่องการทุจริตจัดซื้อเปียโน ของสำนักการศึกษา กทม.นั้น ซึ่งที่ผ่านมาตนได้ให้โอกาส กทม. 1 สัปดาห์ เพื่อชี้แจง ซึ่งขณะนี้ครบกำหนดแล้ว ตนจะเริ่มลงพื้นที่ตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เด็กนักเรียนที่สื่อมวลชนได้เผยแพร่ แสดงให้ดูว่าเล่นเปียโนเป็นจริงหรือไม่ ส่วนที่บางโรงเรียนบอกว่าไม่มีเครื่องดนตรีนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะในเอกสารจัดซื้อจัดจ้างระบุว่า กทม.ได้ซื้อเครื่องดนตรีให้โรงเรียนในสังกัดทั้งหมด 437 โรงเรียน จาก 438 โรงเรียน ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าตนจะไปยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
 
          เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน ได้ล็อบบี้ให้หยุดตรวจสอบเรื่องดังกล่าว นายวิลาศ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้ แต่นายสุเทพเป็นผู้ใหญ่ในพรรค เชื่อว่าอาจมีการพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับผู้ใหญ่ในพรรค แต่ตนไม่ทราบว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร ทั้งนี้ หลังจากตนยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.และ สตง.แล้ว จะหยุดพูดเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ได้แถลงไปหมดแล้ว ถ้าหากพูดอีกจะถือว่าเป็นเรื่องซ้ำซาก โดยเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่ามีผู้ใหญ่ในพรรคออกมาบอกให้หยุดพูด ส่วนกระบวนการตรวจสอบจะโยงไปถึงผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ ขณะนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนถึงตัวผู้ว่าฯกทม. เพราะเจ้าตัวได้แบ่งงานให้กับรองผู้ว่าฯ กทม.อย่างชัดเจน ซึ่งส่วนจะเชื่อมโยงไปถึงหรือไม่เป็นหน้าที่หน่วยงานที่จะต้องตรวจสอบ




แนะ"บิ๊กตู่"งัดม.44ห้ามองค์กรอิสระจัดอบรมหลักสูตรพิเศษ 
 
          นายวิลาศ แถลงคัดค้านกรณีองค์กรอิสระมีการจัดอบรมหลักสูตรพิเศษต่างๆ เพราะงบประมาณที่ใช้อบรมเป็นภาษีของประชาชน ซึ่งจากการตรวจรายชื่อบุคคลที่เข้าอบรมกับองค์กรอิสระนั้นเกือบจะไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนั้นๆ เลย นอกจากนั้น ยังพบว่ามีการอบรมกันเป็นตระกูลอีกทั้ง ยังพบว่าหลักสูตรที่เปิดอบรมในระยะหลังได้เพิ่มปริมาณของนักธุรกิจเข้ามาเพื่อสร้างเครือข่าย ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบคือนักธุรกิจเมื่อเข้ามาก็ให้การสนับสนุนหลายอย่าง ทั้งของที่ระลึก ค่าเดินทางทั้งในและต่างเทศ โดยที่ไม่ได้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์เพื่อประเทศชาติ และยังพบว่ากรรมการในองค์กรอิสระไปเข้าอบรมเรียนหลักสูตรอื่นไขว้กัน ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้มีการไปดูงานในต่างประเทศ โดยในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญไปดูงานในประเทศที่ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ เช่น การไปดูงานศาลรัฐธรรมนูญที่ประเทศอินเดีย ประกอบกับหลักสูตรเหล่านี้มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเรียนเพื่อสร้างความสัมพันธ์ละสร้างเครือข่าย ซึ่งข้าราชการส่วนใหญ่ล้วนเป็นวัยใกล้เกษียณอายุราชการ เมื่ออบรมเสร็จก็ไม่ได้นำความรู้กลับมาใช้ประโยชน์เพื่อประเทศชาติ
 
          นายวิลาศ กล่าวต่อว่า การไปดูงานในแต่ละประเทศขององค์กรอิสระใช้เวลาดูงานเพียง 2 วัน วันละแค่ครึ่งวัน ส่วนวันที่เหลืออีก 5-6 วัน เป็นการไปศึกษาวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับองค์กรอิสระเลย ดังนั้น ตนจึงเห็นว่าเมื่อเราจะมีการปฏิรูปจึงขอเสนอให้ปฏิรูปองค์กรอิสระด้วย โดยให้มีการคณะกรรมการวิสามัญปฏิรูปองค์กรอิสระ รวมทั้งเห็นว่าปัญหาการจัดอบรมพิเศษเป็นปัญหามากกว่าผลดี จึงอยากให้องค์กรอิสระเอาอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปต่างประเทศเพื่อประชุมอย่างเดียว และเมื่อประชุมเสร็จก็เดินทางกลับ นอกจากนั้น ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 ห้ามองค์กรอิสระจัดอบรมหลักสูตรพิเศษ เพราะเป็นการสร้างสัมพันธ์กันมากกว่านำความรู้มาใช้ประโยชน์ให้กับประเทศ
 
          “ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ทำประโยชน์ให้ประเทศ แต่วันนี้จำเป็นต้องพูดถึง เพราะการเป็นตุลาการที่สามารถให้คุณให้โทษ ตัดสินคดี แต่การจัดอบรมหลักสูตรพิเศษของศาลรัฐธรรมนูญ มีงานสร้างสัมพันธ์ โดยกำหนด2เดือนครั้ง กรรมการหรือตุลาการก็ไปนั่งจิบไวน์กับผู้ร้องรวมถึงผู้ถูกร้อง แล้วอย่างนี้จะเกิดความยุติธรรมได้อย่างไร ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการอบรมหลักสูตรพิเศษเหล่านี้”
 
          นายวิลาศ กล่าวด้วยว่า จากการติดตามพบว่าองค์กรอิสระบางแห่ง จัดอบรม 4 ครั้งอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ใช้งบประมาณ 14-21 ล้านบาท เพราะทุกหลักสูตรจะมีการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งทั่วไปจะมีการเดินทางไปต่างประเทศ 2 ครั้ง ครั้งแรกไปประเทศในเอเชีย และครั้งที่สองเป็นประเทศในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา และยังพบว่าองค์กรอิสระออกระเบียบตั้งที่ปรึกษาส่วนตัวและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเฉพาะราย รวมทั้งออกมติคณะกรรมการกำหนดอัตราเงินเดือนให้บุคคลเหล่านี้ ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสม แม้ที่ผ่านเราจะมีกรณีที่คณะกรรมการป.ป.ช.ถูกศาลตัดสินกรณีมีมติขึ้นเงินเดือนตัวเอง แต่ก็เป็นกรณีเฉพาะ ทำให้องค์กรอื่นขึ้นเงินเดือนได้ ตนจึงเห็นว่าควรตั้งคณะกรรมการบริหารกลางองค์กรอิสระ เพื่อมาพิจารณาในเรื่องนี้