
40 ปีแห่งความหวัง 'สัญชาติไทย' ของชาวลาวอพยพ
13 ธ.ค. 2558
40 ปีแห่งความหวัง 'สัญชาติไทย' ของชาวลาวอพยพ : โดย...ธัญพิสิษฐ์ เลิศบำรุงชัย
เสียงสวดอวยพรจากผู้เฒ่าในพิธี "บายศรีสู่ขวัญ เอิ้นขวัญคนไทยไร้สัญชาติ” กลางหมู่บ้านเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่บ้านตามุย อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี พอจะเป็นกำลังใจให้แก่กลุ่มชาวลาวอพยพที่อยู่อาศัยบนแผ่นดินไทยยาวนานถึง 40 ปี เพราะแต่ดั้งเดิมนั้น ผู้คนสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงนับเป็นเครือญาติกันมาเนิ่นนาน ต่างอพยพข้ามกันไปมาหาสู่กันจนเป็นวิถีชีวิตปกติ แต่เมื่อเกิดเส้นแบ่งแดนตามข้อตกลงของรัฐชาติสมัยใหม่ทำให้ชาวบ้านสองฝั่งโขงจำนวนไม่น้อยกลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติหรือมีปัญหาด้านสถานะบุคคล
“สมศักดิ์ อินทะโสม” หรือ “อ้ายโสม” หนึ่งในชาวลาวอพยพที่ข้ามแม่น้ำโขงมาอาศัยอยู่ฝั่งไทยบริเวณบ้านคันท่าเกวียน ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เมื่อ พ.ศ.2518 ซึ่งเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายในประเทศลาว กล่าวถึงความหลังเมื่อ 40 ปีที่แล้วว่า “ยุคนั้นชาวลาวบ้านแตกสาแหรกขาด ต้องอพยพย้ายมา ผมเคยเข้าไปอยู่ในศูนย์อพยพที่ จ.อุบลราชธานี และจ.นครพนม จนได้พบและแต่งงานกับ “ไม” ซึ่งเป็นคนลาวอพยพด้วยกัน” แต่ถึงกระนั้นก็ตาม อ้ายโสมก็ยังไม่มีบัตรหรือเอกสารใดๆ จากทางการไทยในการรับรองสถานะบุคคล เพราะปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีการสำรวจบัตรเลข 6 หรือบัตรลาวอพยพ เมื่อปี 2534
ประเภทของชาวลาวอพยพแบ่งได้เป็น 1.ผู้ถือบัตรลาวอพยพ และบัตรผู้ไม่มีสัญชาติไทย (บัตรเลข 6) 2.บัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรเลข 0) และ 3.บัตรแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (ทร.38/1) ซึ่งมีจำนวนน้อยแล้ว โดยเปลี่ยนสถานะเป็นบัตรเลข 0 หรือบัตรเลข 6
อ้ายโสม บอกว่า “การสำรวจครั้งนั้นใช้เวลาเพียงครึ่งวัน และมีคนที่ได้รับการสำรวจเพียง 20 คน จากจำนวนนับพันคนที่ต้องกลายเป็นคนตกสำรวจ และได้รับบัตรเลข 0 หรือบัตรบุคคลผู้ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนแทน เมื่อครั้งมีการสำรวจผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนในปี 2553”
ขณะที่ความเห็นของ “สุรพงษ์ กองจันทึก” ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ด้านชนชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ บอกว่า ในกรณีอ้ายโสมและไม ที่ถือบัตรเลข 0 จะไม่มีโอกาสได้รับสัญชาติไทย และได้อธิบายโดยจำแนกกลุ่มลาวอพยพที่เริ่มต้นเข้ามาไทยครั้งแรกเมื่อปี 2518 เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกได้รับการสำรวจบัตรลาวอพยพ กลุ่มที่ 2 เป็นผู้ตกหล่นการสำรวจ โดยจะได้รับบัตรเลข 0 คือเป็นผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนเช่น อ้ายโสม
“กลุ่มที่ถือบัตรเลข 6 จะสามารถขอใบรับรองถิ่นที่อยู่อาศัยถาวรโดยถือบัตรเลข 8 เมื่อถือบัตรนี้ครบ 10 ปี พูดภาษาไทยได้ มีความประพฤติดี จะสามารถขอแปลงสัญชาติเป็นคนไทย และได้มีข้อเสนอถึงกระทรวงมหาดไทย คือลาวอพยพที่ถือบัตรเลข 0 ให้สามารถข้ามไปขอบัตรเลข 8 ได้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบเรื่องสัญชาติในรุ่นลูก” ตัวแทนสภาทนายความ ระบุ
กรณีของอ้ายโสมกับไม จนถึงตอนนี้ทั้งสองคนมีลูกด้วยกัน 3 คน ทั้งหมดเกิดในประเทศไทย คือ ภาคินัย อินทะโสม เกิดปี 2534 ทำให้ได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2551 มาตรา 23 ที่ระบุให้บุคคลซึ่งเกิดในไทยก่อนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 ได้รับสัญชาติไทย โดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องสัญชาติของพ่อ-แม่ แต่ลูกอีกสองคนที่เกิดหลังปี 2535 กฎหมายฉบับนี้ไม่คุ้มครอง ทำให้ ชัยพงษ์ อินทะโสม อายุ 19 ปี ลูกชายคนกลาง และด.ญ.อนงค์ลักษณ์ อินทะโสม อายุ 10 ปี ลูกสาวคนเล็ก ยังเป็นคนไร้สัญชาติ
สุรพงษ์ยังให้ความเห็นทางกฎหมายว่า “หาก พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 23 ยังไม่ครอบคลุม แต่ยังมีมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ที่ระบุว่าพ่อหรือแม่ต้องถือบัตรเลข 6 หรือบัตรลาวอพยพ ที่มีลูกเกิดในประเทศไทยจะได้รับสัญชาติไทย แต่ปัญหาคือพ่อและแม่ของนายชัยพงษ์ และด.ญ.อนงค์ลักษณ์เป็นผู้ถือบัตรเลข 0 ก็ยังคงเกิดปัญหาคาอยู่ เพราะการตกสำรวจ จากเหตุที่เจ้าหน้าที่ใช้เวลาสำรวจเพียงครึ่งวัน”
“ชัยพงษ์” ซึ่งปัจจุบันเรียนอยู่ชั้น ม.6 บอกว่า “การที่ยังไม่ได้รับสัญชาติ ทำให้ผมไม่ได้รับทุนการศึกษา และไม่สามารถออกไปนอกพื้นที่ได้ เมื่อเรียนจบแล้วจะเรียนต่อก็ไม่สามารถกู้เงิน กยศ.ได้ ส่วนน้องสาวยังเล็กอยู่ เวลาไม่สบายไปรักษาที่โรงพยาบาลต้องเสียค่าใช้จ่าย ต่างจากพี่ชาย (ภาคินัย) ที่ได้รับสัญชาติไทยแล้ว”
ไม่เพียงเด็กสองคนนี้เท่านั้นที่มีปัญหาสัญชาติในกลุ่มลาวอพยพ เพราะที่บ้านป่าข่า ต.สองคอน อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ยังมีเด็กหลายสิบคนยังไม่มีสัญชาติ หนึ่งในนั้นคือ น้องก้อย อายุ 11 ปี ที่มีหลักฐานเป็นใบแจ้งเกิดในประเทศไทย โดย “คำหล้า ไชยบุญญา” แม่ของน้องก้อย ซึ่งได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 23 เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา แต่ลูกของเธอกลับไม่ได้รับสัญชาติ ล่าสุดคำหล้ายื่นเรื่องขอสัญชาติให้ลูกต่อนายทะเบียนอำเภอโพธิ์ไทร และกำลังรอคอยอย่างมีความหวัง
“กลัวว่าจะขอให้ลูกจะช้าเหมือนขอให้ตัวเอง กว่าฉันจะได้สัญชาติก็ใช้เวลาทำเรื่องไปหลายปี” คำหล้า กล่าว
ขณะที่ “เตือนใจ ดีเทศน์” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่และพบกับคำหล้า รับปากว่าจะช่วยประสานงานกับจังหวัดและติดตามปัญหาสัญชาติในรายอื่นๆ ด้วย เพราะปัญหาเรื่องลาวอพยพจริงๆ แล้ว กฎหมายให้การรองรับเสมอ แต่กระบวนการอาจจะล่าช้าแตกต่างกันไปตามกรณี เพราะเป็นปัญหาเรื้อรัง กรณีนี้ควรจะได้รับการยอมรับจากสังคม ทำให้มีตัวตนและได้รับการปฏิบัติไม่แตกต่างจากคนไทย เบื้องต้นการรับบริการด้านสวัสดิการสาธารณสุขนั้น ได้รับการแก้ไขที่เหมาะสมแล้ว เพราะมีการให้ประกันสุขภาพแก่คนถือบัตรต่างๆ ทั้งบัตรเลข 0 บัตรเลข 6 และบัตร ทร.38
“แต่ถ้าได้รับสัญชาติไทย โดยเฉพาะการรับสัญชาติตามมาตรา 23 หรือมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง อาจจะช่วยให้ประชากรกลุ่มนี้ได้รับความสะดวกสบายด้านการเดินทางและการใช้ชีวิตทั่วไปมากขึ้น ไม่ถูกกดขี่ทางสังคม จากนายจ้าง” เตือนใจ กล่าว
ด้าน “จันทร์ฉวีวรรณ สีมาฤทธิ์” ปลัดอำเภอโขงเจียม จ.อุบลราชธานี เปิดเผยถึงภาระงานที่มีมากและเป็นที่มาของความล่าช้าในกระบวนการพิสูจน์สัญชาติว่า การได้สัญชาติตามมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติ ปี 2551 ในส่วนของอำเภอโขงเจียมดำเนินการได้แล้ว 800 คน ซึ่งสามารถได้รับสิทธิด้านต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
“ส่วนคนที่ยังไม่ได้ เพราะมีปัญหาเรื่องความต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เช่น เปลี่ยนแปลงผู้บริหาร เปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่รับเรื่อง ส่วนปัญหารองลงมาคือประชากรใช้พยานเท็จให้ข้อมูลเท็จ ตอนนี้ดิฉันได้เสนอคำสั่งให้นายอำเภอโขงเจียมเปิดยื่นคำร้องแบบต่อเนื่อง ยืนยันว่าการยื่นขอขึ้นทะเบียนบัตรเลข 0 ไม่มีเจ้าหน้าที่อำเภอโขงเจียมเรียกรับเงินจากชาวบ้าน จึงขอให้วางใจให้เข้ามายื่นคำร้อง” ปลัดอำเภอโขงเจียม กล่าว
ส่วน “ศิระศักดิ์ คชสวัสดิ์” ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำโขง จ.อุบลราชธานี ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า “ปัญหาบุคคลไร้สถานะทางทะเบียนใน จ.อุบลราชธานี เป็นปัญหาเรื้อรัง ตั้งแต่การยุบศูนย์อพยพตั้งแต่ปี 2525 ในพื้นที่ทำงาน 3 อำเภอ คือ โขงเจียม บุณฑริก และโพธิ์ไทร ที่มีจำนวนชาวลาวอพยพนับหมื่นคน ตอนนี้พบผู้ที่ประสบปัญหาประมาณ 8,000 คน ในจำนวนนี้มีทั้งผู้ถือบัตรลาวอพยพ บัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรเลข 0) บัตรผู้ไม่มีสัญชาติไทย (บัตรเลข 6) และบัตรแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (ทร.38/1) โดยบัตรเลข 0 มีปัญหามากที่สุดมีประมาณ 5,000 คน ในส่วน อ.โขงเจียม มีประชาชนใน 3 กลุ่มดังกล่าวราว 600 คน กระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ เช่น กรณีบ้านบะไห มีประชากรทั้งหมู่บ้านราว 400 คน มีปัญหาด้านสถานะ 114 คน”
หนึ่งในนั้นคือ “บุญยัง จำปาขาว” อายุ 41 ปี มีพ่อเป็นคนไทย (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) มีแม่เป็นลาว แต่ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่ สปป.ลาว ต่อมาเมื่อบุญยังอายุ 19 ปี จึงย้ายกลับไทย ทำให้วันนี้กลายเป็นคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ และขั้นตอนการขอสัญชาติไทยของบุญยังในเวลานี้คือการตรวจดีเอ็นเอ ยืนยันความเป็นพี่น้องต่างมารดาที่เกิดในไทยคือ “ประสิทธิ จำปาขาว” แต่ผลตรวจดีเอ็นเอที่ออกมา แพทย์ลงความเห็นว่าไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นพี่น้องกับประสิทธิ เพราะดีเอ็นเอตรงกันเพียง 87% และเมื่อบุญยังมีโอกาสพบกับปลัดอำเภอโขงเจียมได้ทวงถามโอกาสที่จะได้รับสัญชาติไทย ซึ่งได้รับคำตอบว่าให้รอเจ้าหน้าที่ไปสอบหาหลักฐานเพิ่มเติมอีกครั้ง
การให้สัญชาติเป็นเรื่องของความมั่นคง หากเจ้าหน้าที่รัฐให้สัญชาติแก่คนต่างด้าวแบบไม่ถูกต้อง ถือว่า “มีความผิดทางกฎหมาย” แต่หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้สัญชาติแก่คนที่มีหลักฐานตรงตามหลักเกณฑ์ที่ครบถ้วน ก็มีความผิดด้วยเช่นเดียวกัน
หวังเพียงว่า ความหวังของคนกลุ่มนี้จะเป็นจริงเสียที หากคุณสมบัติของพวกเขาครบถ้วน สิทธิความเป็นคนไทยของพวกเขาจะได้สมบูรณ์หลังรอคอยมากว่า 40 ปี
-------------------
(40 ปีแห่งความหวัง 'สัญชาติไทย' ของชาวลาวอพยพ : โดย...ธัญพิสิษฐ์ เลิศบำรุงชัย)



