
ปมปลด 'เลขาฯ กกต.' สะเทือนองค์กรอิสระ
13 ธ.ค. 2558
คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ปมปลด 'เลขาฯ กกต.' สะเทือนองค์กรอิสระ : โดย...สำนักข่าวเนชั่น
การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเลิกจ้าง “ภุชงค์ นุตราวงศ์” ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่น้อย และดูท่าว่าเรื่องจะไม่จบลงง่ายๆ เสียแล้ว เมื่อคนที่ถูกปลดไม่ยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น และโยนระเบิดลูกใหญ่กลับมาที่ กกต.อีกด้วย
จริงๆ แล้วความขัดแย้งขนาดนี้ไม่น่าที่จะเกิดขึ้น เพราะทั้งตัวคณะกรรมการและสำนักงานคณะกรรมการ ต่างก็เป็นเหมือนเป็นร่างกายเดียวกัน รัฐธรรมนูญออกแบบให้มีคณะกรรมการมาทำงานตามอำนาจหน้าที่ และในขณะเดียวกกันก็กำหนดให้มีสำนักงานขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานของคณะกรรมการ
นี่เป็นรูปแบบที่องค์กรอิสระอื่นๆ ก็ใช้เช่นเดียวกัน เพราะตัวคณะกรรมการเองไม่สามารถทำงานได้ หากไม่มีสำนักงานมาทำงานธุรการ หรือไม่มีสำนักงานมาเป็นแขนขา แต่ในส่วนของ กกต.นั้น อาจจะแตกต่างจากองค์กรอิสระอื่นเล็กน้อย เนื่องจากมีขนาดสำนักงานที่ค่อนข้างใหญ่ โดยมีทั้งในส่วนกลางและจังหวัด
ที่ผ่านมาเลขาธิการในฐานะหัวหน้าสำนักงาน ก็มีความเคารพและตอบสนองการทำงานของคณะกรรมการได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากการที่ประธานคณะกรรมการจะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์กรโดยตำแหน่งแล้ว แทบทุกครั้งการคัดเลือกเลขาธิการคนในองค์กรแห่งนี้มักจะเลือกคนที่มีความใกล้ชิดหรือวางใจมาดำรงตำแหน่ง เพื่อให้ทำงานตอบสนองอย่างราบรื่น
สมัยแรกเริ่มนั้นเป็น ร.ต.วิจิตร อยู่สุภาพ เป็นเลขาธิการ ซึ่งแม้จะมีข่าวคราวความขัดแย้งอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่โดยภาพรวมก็สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี และอยู่จนครบวาระ 5 ปี
ต่อมาเมื่อ กกต.เปลี่ยนยุค ซึ่งนำทีมโดย พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ก็คัดเลือกเลขาธิการที่ข้ามห้วยมาจากคนนอก โดยคราวนี้เลือกคนที่มาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่าง พล.ต.ต.เอกชัย วารุณประภา ขึ้นมาเป็นเลขาธิการ ซึ่งยุคนั้นว่ากันว่าเป็น “ยุคตำรวจ” เพราะมีตำรวจโอนย้ายข้ามห้วยเข้ามาทำงานที่องค์กรแห่งนี้เป็นจำนวนมาก
ขณะที่ พล.ต.ต.เอกชัยก็สามารถทำงานได้อย่างเข้าขากับ กกต.ชุดนั้น แต่ต่อมาเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง กกต.ต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากถูกศาลตัดสินจำคุก เขาจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง
เมื่อเปลี่ยน กกต.ชุดใหม่หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ตำแหน่งเลขาธิการก็ว่างลง โดยในขณะนั้นเป็น กกต.ชุดที่มาจากผู้พิพากษาเกือบทั้งหมด โดยมีประธาน กกต.ชื่อ “อภิชาต สุขัคคานนท์” ครั้งนี้จึงมีการเปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการและเป็นครั้งแรกที่ให้ผู้สมัครมาแสดงวิสัยทัศน์
ในครั้งนั้นก็มีผู้ที่เข้าร่วมรับคัดเลือกหลายคน โดยหนึ่งในนั้นคือ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ชุดปัจจุบันด้วยนั่นเอง
แต่ที่สุดแล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ตัดสินใจเลือกดาวรุ่งพุ่งแรงจากศาลยุติธรรมที่ชื่อว่า “สุทธิพล ทวีชัยการ” มาเป็นเลขาธิการ ซึ่งเริ่มมีเสียงซุบซิบแสดงความไม่พอใจจากเจ้าหน้าที่ว่า กกต.ไม่เคยให้โอกาส “คนใน” ที่เติบโตมาจากสายงานขึ้นมา ทั้งที่หากไปดูในองค์กรอิสระอื่น เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. ในส่วนตำแหน่งเลขาธิการล้วนเลือกจาก “คนใน” ทั้งสิ้น
แต่สุดท้าย “สุทธิพล” ก็อยู่ไม่ครบวาระ เนื่องจากไปสมัครและได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการ กสทช. ดังนั้น กกต.ชุด “อภิชาต” จึงต้องเปิดรับสมัครคัดเลือกอีกครั้ง และคราวนี้ก็เลือกคนในอย่าง “ภุชงค์” ที่เติบโตมาในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งยุคแรกเริ่ม
แต่เมื่อเปลี่ยน กกต.ชุดใหม่ ซึ่งคราวนี้นำทัพโดย “ศุภชัย สมเจริญ” ที่สุดแล้วก็ลงมติเลิกจ้าง โดยให้เหตุผลว่า ไม่ผ่านการประเมิน ภุชงค์จึงถือว่าเป็น “คนใน” คนแรกที่ได้เป็นเลขาธิการ กกต. และเป็นคนแรกที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ซึ่งถือว่าจบไม่สวยที่สุด ทำให้ “ภุชงค์” ออกมาปฏิบัติการโยนระเบิดลูกใหญ่เข้าใส่ กกต.หลายลูก
ข้อหาแรกที่เขาเปิดเผยคือ การตั้งที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงเดือนละ 1 ล้านบาท, ข้อหาที่สองคือ ข้อหาการล้วงลูกการทำงาน จนไม่สามารถทำอะไรได้เลย, ข้อหาที่สาม เป็นเรื่อง “ใบสั่ง” โรงพิมพ์หากจะต้องมีการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำประชามติ, ข้อหาที่สี่เรื่องการใช้งบประมาณในการดูงานต่างประเทศ โดยมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก และผู้ติดตามก็นั่งบิสิเนสคลาส โดยการดูงานที่เม็กซิโก ใช้ผู้ติดตาม 3-4 คน ใช้งบประมาณถึง 1 ล้านบาท ขณะที่การไปดูงานที่โปแลนด์ แม้จะเป็นการถูกเชิญ ก็ยังต้องใช้งบกับผู้ติดตามกว่า 1 ล้านบาท เช่นกัน และข้อหาที่ห้า เรื่องการผลักดันให้มีการจัดซื้อเครื่องลงคะแนนทั่วประเทศกว่า 9.5 หมื่นหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ
ข้อกล่าวหาทุกข้อล้วนเป็นเรื่องร้ายแรง ซึ่ง กกต.ต้องให้คำตอบที่กระจ่างแจ้งแก่สังคม มิใช่ทำเพียงการฟ้องร้องเท่านั้น
หากตัดประเด็นทุจริต เราจะเห็นว่า ปัญหาที่สำคัญคือ กรรมการการเลือกตั้งอยู่ในภาวะที่มีอำนาจสูง สามารถสั่งการหรือเซ็นอนุมัติได้ค่อนข้างเป็น “อิสระ” ซึ่งเลขาธิการก็ต้องทำตาม หากขัดขวางก็จะอยู่ยาก
คำถามคือ เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะเรื่องราวลักษณะนี้เกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย นัยว่าอ้างเรื่องความคล่องตัวและความเป็นอิสระในการทำงาน ที่ผ่านมามีการโอนย้ายข้าราชการข้ามหน่วยงาน “ตามนาย” มาเป็นจำนวนมาก โดยมาทั้งในตำแหน่งประจำและบางคนก็มาเป็นที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ ส่วนเงินเดือนก็มีการกำหนดเพิ่มกันมาทุกยุค
ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับองค์กรแห่งนี้เพียงแห่งเดียว หากแต่เกิดกับองค์กรอิสระในหลายๆ แห่ง อย่างศาลรัฐธรรมนูญก็เคยถูกครหาว่าตุลาการบางคนนำบุตรหลานมาทำงานเป็นหน้าห้อง มีการจ่ายเงิินเดือน แต่ไม่ได้มาทำงานจริง หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้ง
น่าสนใจว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการร่างรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหลายก็กำลังถูกจับตาและเป็นเป้าของการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากหลายคนเห็นปัญหาจากความเป็นอิสระของการ “บริหาร”
เราอาจจะพอใจในความเป็นอิสระของการใช้ดุลพินิจ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความ “อิสระ” ในการบริหารก็เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข
ที่น่าสนใจคือ หนึ่งในกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคือ “อภิชาต สุขัคคานนท์” ที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของ “ภุชงค์” มาก่อน และเปิดทางพร้อมรับฟังความคิดเห็นจาก “ภุชงค์” เรื่องอำนาจและขอบเขตของ กกต.
จึงน่าจะเป็นเรื่องดี หากเราไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านแล้วเลยไป และใช้โอกาสนี้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสั่งสมมาเป็นเวลานานของหน่วยงานที่เรียกกันว่า “องค์กรอิสระ”
-------------------
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ปมปลด 'เลขาฯ กกต.' สะเทือนองค์กรอิสระ : โดย...สำนักข่าวเนชั่น)



