ข่าว

สหกรณ์ไทยต้องเดินหน้าขับเคลื่อนแผนพัฒนาเร่งด่วนหวังกู้วิกฤติ

สหกรณ์ไทยต้องเดินหน้าขับเคลื่อนแผนพัฒนาเร่งด่วนหวังกู้วิกฤติ

12 ธ.ค. 2558

ถึงเวลา...สหกรณ์ไทยต้องเดินหน้าขับเคลื่อนแผนพัฒนาเร่งด่วนหวังกู้วิกฤติ

            จากนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ต้องการพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านบทบาทหน้าที่ในการช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการหนึ่งที่จะช่วยให้สหกรณ์ในทุกประเภทสหกรณ์มีการพัฒนาตัวเองไปสู่ระดับมาตรฐาน คือ การเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา วิเคราะห์ กำหนดเกณฑ์การจัดระดับสหกรณ์และประเมินสถานภาพสหกรณ์เพื่อจัดทำแผนพัฒนาสหกรณ์ตามสถานภาพ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ระหว่างปี 2559-2560 ขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์ไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือ การผลักดันให้กลไกของสหกรณ์เป็นที่พึ่งของสมาชิกอย่างแท้จริง

            พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ได้จัดทำขึ้นประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก คือ 1.การสร้างความเข้มแข็งของสมาชิกให้เป็นฐานรากที่มั่นคงของสหกรณ์ 2.เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์ 3.พัฒนาการบริหารจัดการและเสริมสร้างธรรมาภิบาล 4. มาตรการในการกำกับ และตรวจสอบ และ 5.มาตรการสนับสนุน เช่น การพัฒนาบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูล เป็นต้น

            หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนสหกรณ์ทุกประเภทให้เร่งพัฒนาตนเองให้เกิดความเข้มแข็ง และยกระดับสู่ระดับมาตรฐานได้นั้น จำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์การจัดระดับความเข้มแข็งขึ้น ซึ่งในแผนได้วางไว้ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านความสามารถในการให้บริการสมาชิก เนื่องจากหลักการตั้งสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อให้บริการสมาชิกเป็นหลัก เช่น การรับฝากเงิน ให้เงินกู้ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย การแปรรูปผลผลิต การรวบรวมผลผลิต สหกรณ์ต้องให้ความสำคัญดูแลสมาชิกในฐานะเจ้าของสหกรณ์ไม่ใช่เป็นแค่ลูกค้า หรือลูกหนี้ที่มากู้เงินหรือมาซื้อขายสินค้าเท่านั้น สมาชิกจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของสหกรณ์ โดยการสร้างการมีส่วนร่วมกับสหกรณ์ให้มากขึ้น

            2.ด้านประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งดูจากสัดส่วนทางการเงินของสหกรณ์โดยดูจากการพึ่งพาตนเอง ความมั่นคงทางการเงิน คุณภาพของลูกหนี้ สภาพคล่องทางการเงิน ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงประสิทธิภาพในการบริหารงาน 3.ด้านประสิทธิภาพในการจัดการองค์กร ระบบควบคุมภายในของสหกรณ์ เนื่องจากปัญหาการทุจริตหรือการละเมิดกติกาหรือดำเนินการออกนอกกรอบวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ส่วนใหญ่เกิดจากระบบควบคุมภายในสหกรณ์ไม่ดีพอ หรือบางแห่งมีระบบควบคุมแต่ก็ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ และ 4.ด้านประสิทธิภาพของการบริหารงาน จะประเมินจากข้อบกพร่องในการบริหารงานของคณะกรรมการสหกรณ์

            จากนั้นนำเกณฑ์มาจัดระดับชั้นของสหกรณ์แต่ละประเภท แบ่งออกเป็นชั้น ได้แก่ ชั้น 1 เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้มากกว่าร้อยละ 70 และมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับมาตรฐานขึ้นไป มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในดีถึงดีมาก และไม่มีข้อบกพร่องในการบริหารงาน ชั้น 2 เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้ระหว่างร้อยละ 60-70 มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและการควบคุมภายในอยู่ในระดับพอใช้ หรือสหกรณ์ที่เคยเกิดข้อบกพร่องแต่ได้รับการแก้ไขแล้ว ชั้น 3 เป็นสหกรณ์ที่ให้บริการสมาชิกต่อกว่าร้อยละ 60 มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับต้องปรับปรุง มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในต้องปรับปรุงหรือไม่มีระบบการควบคุมภายใน หรือเป็นสหกรณ์ที่เกิดข้อบกพร่องซึ่งยังแก้ไขไม่แล้วเสร็จ และชั้น 4 เป็นสหกรณ์ที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งยกเลิกกิจการแล้ว อยู่ในระหว่างการชำระบัญชี

            "กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้วางเป้าหมายการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ เมื่อสิ้นสุดปี 2560 ไว้ดังนี้ สหกรณ์ชั้นที่ 1 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2,252 แห่ง คิดเป็น 27% จะต้องพัฒนาในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 3,083 แห่ง หรือคิดเป็น 41% และจำนวน 4,629 แห่ง คิดเป็น 65% ในปี 2560 สหกรณ์ชั้นที่ 2 ปัจจุบันมีอยู่ 4,201 แห่ง 50% จะต้องลดลงเหลือ 3,428 แห่ง หรือคิดเป็น 46% ในปี 2559 และเหลือ 2,173 แห่ง คิดเป็น 30% ส่วนปี 2560 สหกรณ์ชั้นที่ 3 ปัจจุบันมีอยู่ 788 แห่ง หรือ 10% จะต้องลดลงเหลือ 631 แห่ง หรือ 8% ในปี 2559 และเหลือ 340 แห่ง หรือ 5% ในปี 2560 และชั้นที่ 4 ที่มีอยู่ 1,088 แห่ง คิดเป็น 13% จะลดเหลือเพียง 291 แห่ง หรือ 4% และต้องชำระบัญชีเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในปี 2560” รองอธิบดีพิเชษฐ์ กล่าว

            รองอธิบดีพิเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาความเป็นอยู่ของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร อย่างมาก โดยเห็นว่า สหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในการเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ในปี 2560 จึงได้ตั้งเป้าหมายว่า จะมีสหกรณ์ชั้น 1 เพิ่มขึ้นเป็น 4,629 แห่ง สหกรณ์ชั้น 2 จำนวน 2,173 แห่ง สหกรณ์ชั้น 3 จำนวน 340 แห่ง ส่วนสหกรณ์ชั้น 4 จะต้องเป็น 0 ให้ได้ เพื่อผลักดันให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งเป็นที่พึ่งของสมาชิกและเกษตรกรให้มากที่สุด

            "การจะขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมายในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ภายใน 2 ปีนั้น ต้องมีแผนการพัฒนาและมาตรการต่างๆ มารองรับ เช่น มาตรการสร้างความเข้มแข็งของสมาชิก เน้นการพัฒนาอาชีพให้แก่สมาชิกเพื่อหารายได้เพิ่ม ควบคู่กับส่งเสริมการออม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกิจกรรมสหกรณ์มากขึ้น มาตรการพัฒนาการบริหารจัดการและระบบธรรมาภิบาล เสริมสร้างความโปร่งใสให้สหกรณ์ ยกระดับมาตรฐานการควบคุมภายใน ยกระดับมาตรฐานความมั่นคงทางการเงิน มาตรการกำกับและตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น ด้านการกำกับ มีการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มอำนาจให้นายทะเบียนสหกรณ์ในการออกระเบียบ มีอำนาจฟ้องร้องบุคคลภายนอกที่มาสร้างความเสียหายต่อสหกรณ์ได้" รองอธิบดีพิเชษฐ์ กล่าว

            ส่วนการตรวจสอบ รองอธิบดีพิเชษฐ์กล่าวว่า จะให้สหกรณ์รายงานธุรกรรมทางการเงินทุกเดือน รวมถึงตั้งทีมตรวจสอบระดับจังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบสหกรณ์ทุกแห่งอย่างเข้มงวด และมีทีมตรวจการสหกรณ์เฉพาะกิจจากส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบกรณีที่สหกรณ์ดำเนินการส่อไปในทางทุจริต โดยประสานความร่วมมือกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมกันนี้ยังมีมาตรการสนับสนุน อย่างการพัฒนาบุคลากรที่อยู่ในขบวนการสหกรณ์ให้มีองค์ความรู้และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในหน้าที่ของตนเอง โดยตั้งสถาบันพัฒนากรรมการสหกรณ์ขึ้น เพื่อพัฒนากรรมการสหกรณ์โดยเฉพาะ เป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารงานสหกรณ์ ควบคู่กับการเสริมสร้างธรรมาภิบาล

            “สำหรับการพัฒนาด้านการตรวจการ และตรวจสอบบัญชีจากหน่วยงานภาครัฐ จะมีการตั้งโรงเรียนผู้ตรวจการสหกรณ์ และโรงเรียนผู้ตรวจสอบบัญชีขึ้น รวมถึงมีเครือข่ายสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรนำของขบวนการสหกรณ์ ได้แก่ สันนิบาตสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ สถาบันการศึกษา สถาบันทางการเงิน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยยกระดับความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ทั้งสิ้น ซึ่งในโอกาสหน้าจะขอนำเสนอแผนการดำเนินงานในรายละเอียดของสหกรณ์แต่ละประเภทในแต่ละลำดับชั้นความเข้มแข็งต่อไป ทั้งนี้ ถ้าสามารถขับเคลื่อนได้ตามแผนที่กำหนดไว้ สหกรณ์จะเป็นระบบที่เข้มแข็งและสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศได้ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างแน่นอน” รองอธิบดีพิเชษฐ์ กล่าว