
บุคลิก...พลิกชีวิตสมการอาสา'วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์'
บุคลิก...พลิกชีวิตสมการอาสา'วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์' : คมคิดจิตอาสา โดยสแตนลี่ย์ เบนเน็ตต์
จากนักเขียน นักพุทธศาสตร์จิตวิทยาผู้ให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตของคนทั่วไป ผู้ที่มีความดีเป็นเพียงนามธรรมที่แตะต้องไม่ได้ แต่สามารถรับรู้ด้วยความรู้สึก จนได้รางวัลคนดีในโครงการ “แทนคุณแผ่นดิน ปี 2554” จ.เชียงใหม่ ของ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรู๊ป จำกัด (มหาชน) ถูกพัฒนาต่อยอดผ่านการจัดตั้งชมรมและสถาบันเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพและบ่มเพาะเรื่องของจิตสาธารณะ เพื่อให้คนในสังคมตระหนักรู้คุณและพร้อมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หวังประโยชน์สุขที่ยั่งยืนของคนในชาติ
สำหรับ วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์ นักพุทธศาสตร์จิตวิทยาและคนดี จบปริญญาตรีศึกษาศาสตรบัณฑิต วิชาเอกสุขศึกษา, นิเทศศาสตรบัณฑิต วิชาเอกการประชาสัมพันธ์, บริหารธุรกิจบัณฑิตวิชาเอกการตลาด และปริญญาโท สาขาวิชานิเทศศาสตร์และสาขาพุทธศาสนาและปรัชญา ปัจจุบันเป็นวิทยากรให้บริการปรึกษาด้านสุขภาพจิต, ศาสนา, ปรัชญา, การสื่อสารและบุคลิกภาพให้หน่วยงานกว่า 200 แห่ง มีผลงานวิจัย 15 เรื่อง บทความกว่า 300 เรื่อง ผลงานเขียน 12 เรื่อง เรื่องล่าสุด บุคลิก พลิกชีวิต (Holistic Personality) อีกทั้งยังมีรางวัลที่ได้รับอีกนับไม่ถ้วน
ถือได้ว่าเป็นผู้คว่ำหวอดในโลกแห่งคุณธรรมและจริยธรรมที่มีคุณภาพ ใช้ความรู้ที่มีอยู่ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องของความรู้สึกให้กลับมาเบิกบานอีกครั้ง เปรียบดั่งนักซ่อมบำรุงจิตใจที่ใครต่อใครต่างนับถือ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จากผลตอบรับที่ดีในงานเขียนที่ส่วนใหญ่เน้นการให้กำลังใจและชี้แนวทางที่ดีสู่ผู้อ่าน จึงทำให้เขาเกิดแนวคิดอยากถ่ายทอดทัศนคติอันดีงามเหล่านี้ไปสู่ผู้อื่น อยากเป็นหนึ่งในผู้ให้ หรือที่เรียกว่า “ผู้มีจิตอาสา” คือ การช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน อันเป็นที่มาของ “ชมรมคลายทุกข์” ที่เขากำลังจัดทำขึ้นพร้อมกับมิตรสหายจากหลายอาชีพ ในรูปของของเว็บไซต์ ที่หากใครทุกข์ใจก็สามารถสอบถามเข้ามาได้ จะมีเจ้าหน้าที่อาสาพร้อมตอบในทุกคำถาม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
ทั้งนี้ จิตสาอาสานั้น ย่อมเกิดจากการเลี้ยงดูที่ดี ให้เด็กได้เรียนรู้จากการให้ เพราะความเป็นจิตอาสาในตัวเด็ก ให้รักสิ่งอื่นนอกจากตัวเราเอง และเด็กจะต้องได้เรียนรู้ว่า ความเมตตากรุณานั้น มีอยู่จริง โดยจะต้องได้รับความรัก ความอบอุ่นจากครอบครัวก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อได้รับเพียงพอก็จะเกิดกระบวนเผื่อแผ่ หรือการให้โดยอัตโนมัติ ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเติบใหญ่ก็จะกลายเป็นผู้ที่มีจิตอาสาไปโดยปริยาย
“การเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้า จะต้องเปลี่ยนตั้งแต่ยังเด็ก ให้เป็นระบบและระเบียบ แม้กระทั่งสถานศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย ต้องอธิบายและบอกกับสังคมได้ว่า มีรายวิชาหรือกระบวนการเรียนรู้ใดๆ ที่เป็นเชิงบังคับเพื่อจะกำหนดทิศทางให้เด็กเหล่านี้โตมาเพื่อเป็นจิตอาสา และการหล่อหลอมให้เด็กเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่จำเป็นต้องสอน เพราะความเห็นแก่ตัวเป็นสัญชาตญาณที่ทุกคนมีมาแต่กำเนิด”
วุฒิพงศ์ บอกอีกว่า นอกจากเปิดเว็บไซต์ตอบคำถามต่างๆ แล้ว เพื่อไม่ให้อุดมการณ์จิตอาสาหยุดที่เขา เขาจึงได้จัดตั้ง “ชมรมคลายทุกข์ สร้างสุข ด้วยจิตอาสา” นำร่องที่ จ.เชียงใหม่ เป็นแห่งแรก โดยประชาสัมพันธ์วัตถุประสงค์ของชมรมและรับสมัครจิตอาสาไม่จำกัดจำนวน จากนั้นจะจัดอบรมถึงวิธีรับมือกับผู้ที่เป็นทุกข์ ควบคู่กับการมีเว็บไซต์รองรับ เพื่อให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด
โดยปรากฏการณ์การที่มีคนโทรเข้ามาปรึกษาช่วงแรกเริ่มนั้น เกิดจากหนังสือเรื่อง “คู่มือถอนพิษรัก” ที่มีรายการทีวีต่างๆ นำออกไปเสนอต่อสาธารณชน เพราะหนังสือได้พูดถึงจิตวิทยาในครอบครัว ความรัก หนุ่มสาว กระทั่งชีวิตหลังแต่งงาน แนวทางการรับมืออาการอกหัก เมื่อสื่อเผยแพร่ออกไปแล้ว บวกกับการที่สาธารณชนได้อ่านก็มีการกระหน่ำโทรศัพท์เข้ามาอีกต่อหนึ่ง
ทั้งนี้ ทุกๆ การสนทนา วุฒิพงศ์บอกว่า จะไม่มีการติดตามผลแต่อย่างใด เพราะตามอุดมการณ์การทำงานก็คือ เมื่อเรื่องจบทุกอย่างก็จบ จะไม่มีการโทรกลับไปถามคู่กรณีเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่า กรณีที่โทรมาคุยกับเรานานเกิน 1 ชั่วโมง เราจะบอกว่า ขออนุญาตยุติการสนทนา ซึ่งกรณีที่ประสบในจำนวนผู้มีปัญหากว่า 100 ราย ปัญหาครอบครัวมาเป็นอันดับแรก รองมาคือ เศรษฐกิจ และหน้าที่การงาน ตามลำดับ
ปัจจุบันนอกจากจัดตั้ง “ชมรมคลายทุกข์ สร้างสุข ด้วยจิตอาสา” แล้ว ยังวางแผนจะก่อตั้งสถาบันฝึกอบรม โดยใช้ชื่อว่า วุฒิพงศ์ อคาเดมี่ ซึ่งจะมีทั้งหมด 99 หลักสูตร เป็นหลักสูตรทำนองการพัฒนามนุษย์ เปรียบเหมือนโรงเรียนพ่อแม่ สอนเรื่องการเลี้ยงลูกอย่างไรเป็นคนดี พัฒนาบุคลากรอย่างไรให้สำนึกรู้คุณและมีประสิทธิภาพ และตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 5 ปี จะต้องออกสู่ประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ทั้งนี้ หลักสูตรของสถาบันมีทั้งเสียค่าใช้จ่ายและไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากสถาบันเป็นรูปแบบของสถานประกอบการ ทว่าทุกหลักสูตรจะเน้นปรัชญาแห่งเอเชียเป็นหลักใหญ่ เพราะมุ่งว่า เมื่อเรียนจบแล้วผู้เรียนจะเกิดความสงบสุข
“ทุกวันนี้ยังสำนึกรู้คุณรางวัลแทนคุณแผ่นดินอยู่เสมอ เพียงแต่งานที่ผมทำนั้นเป็นลักษณะของนามธรรม มองไม่เห็น แต่เนื้องานมีอยู่จริง โดยจะพัฒนาให้เป็นรูปธรรม มีที่มาที่ไป จับต้องได้ พัฒนาให้มีศักยภาพเป็นระบบ มีทีมงาน ไม่เกินสิ้นปี 2558 จะได้เห็นกัน” วุฒิพงศ์ แจง
พร้อมระบุว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ นอกจากการให้คำปรึกษา ทำชมรมและจัดตั้งสถาบันแล้ว คือ การอาสาไปทำกลุ่มครอบครัวบำบัดที่เรือนจำหญิง จ.เชียงใหม่ เนื่องจากจะมีกรณีที่ผู้ต้องหาส่วนใหญ่มาอยู่ที่เรือนจำและไม่มีโอกาสได้พบกับครอบครัว และเมื่อเจอครอบครัว ฝ่ายผู้ต้องหาก็อยากที่จะขอโทษในสิ่งที่เขากระทำผิดพลาดไป จึงประสานไปยังครอบครัวของผู้ต้องหา แล้วนัดมาเจอกัน
“ปกติแล้วญาติของผู้ต้องขังจะเข้าไปในเขตชั้นในที่กักขังผู้ต้องหาได้ยาก แต่เมื่อเป็นกรณีของจิตอาสา ทางเรือนจำก็ให้ทางพิเศษ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้พูดคุยกับครอบครัว จากนั้นเราก็มีการใช้หลักจิตวิทยาโน้มน้าวใจให้ทั้งสองฝ่ายได้ให้อภัยซึ่งกันและกัน ซึ่งผลที่ได้คือ ผู้ต้องหาเกิดความอิ่มเอิบใจ ผุดเป็นแรงผลักดันที่จะทำความดี ซึ่งผู้ต้องขังส่วนใหญ่ที่อยู่ในแดนขัง ชีวิตจะไร้พลัง เราจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะไปปลุกความดีอีกคนหนึ่งที่มีในตัวเขาให้ออกมา ซึ่งยอมรับว่าต้องใช้กลยุทธ์และพลังมหาศาล ให้เขาได้ฉุกคิด รู้สึกว่าตัวเองนั้นมีคุณค่าและพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ออกมาเป็นคนดีของสังคมต่อไป โดยอนาคตจะขยายเข้าสู่เรือนจำชาย และทำเป็นทีมขยายเป็นทั่วประเทศ”
อย่างไรก็ตาม วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์ ย้ำว่า แม้คำว่า จิตอาสา จะเป็นคำสั้น 3 พยางค์ แต่ความหมายนั้นแสนยิ่งใหญ่ ประเทศชาติบ้านเมืองจะพัฒนาและเดินหน้าต่อไปได้อย่างสวยงามนั้น เราจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของจิตสาธารณะของประชาชน เพื่อความยั่งยืนของสังคมต่อไปในวันข้างหน้า



