ข่าว

‘วิษณุ’แจง30ธค.หากคลังสอบพยานจำนำข้าวไม่เสร็จยังเลื่อนได้

‘วิษณุ’แจง30ธค.หากคลังสอบพยานจำนำข้าวไม่เสร็จยังเลื่อนได้

10 ธ.ค. 2558

“วิษณุ” ระบุ 30 ธ.ค.หากคลังสอบพยานจำนำข้าวไม่เสร็จ ยังเลื่อนอีกได้

  
          วันที่ 10 ธันวาคม 2558 เมื่อเวลา 08.30 น. ที่รัฐสภา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเรียกรับผิดทางละเมิดกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพวกในโครงการรับจำนำข้าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร สำหรับกระบวนการของกระทรวงการคลังได้ขยายเวลาไปถึงวันที่ 30 ธันวาคมนี้ เพื่อสอบพยานเพิ่มเติมตามที่ผู้ถูกกล่าวหาขอมา แต่หากพยานไม่ว่างจำเป็นต้องเลื่อนก็ต้องขยายเวลาไปใหม่ 
 
          ขณะที่ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์นั้นเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เว้นแต่หาก ป.ป.ช.ส่งข้อมูลมาเพิ่มหรือมีผู้ถูกกล่าวหารายใหม่จะต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ทั้งนี้ กระบวนการของกระทรวงพาณิชย์ถือว่าเดินมาได้แล้วครึ่งทาง ผ่านคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงพาณิชย์แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการว่าด้วยการเรียกรับผิดทางแพ่ง ส่วนหากเสร็จตรงนั้นแล้วจะดำเนินการเรียกรับผิดเลยหรือไม่นั้น อยู่ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องเพราะอายุความมีถึง 2 ปี แต่ถ้ามีความเกี่ยวโยงถึงภาคเอกชน จะต้องดำเนินการภายใน 1 ปี เพราะในส่วนของภาคเอกชนอายุความจะมี 1 ปี




แจงหากเงินสร้าง“ราชภักดิ์”ไม่เข้าข่ายการเรี่ยไร ไม่ผิดระเบียบสำนักนายกฯ
          นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีที่มีการเปิดเผยเอกสารการประชุมของคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรของภาครัฐ (กคร.) ว่าไม่มีการขอเรี่ยไรเงินจากกองทัพบกส่งเข้ามาในที่ประชุมเพื่อขอจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ตลอดปีงบประมาณ 2558 ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่า การบริจาคไม่ถือเป็นการเรี่ยไร และหากทำในรูปแบบของมูลนิธิก็ไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งตนพูดตามเนื้อหาที่สื่อหยิบยกขึ้นมา ตนไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องแยกจากกันระหว่างการเรี่ยไรกับการบริจาค หากไม่เข้าข่ายการเรี่ยไรก็ไม่เข้าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี หากมูลนิธิเป็นผู้ดำเนินการต้องไปว่ากันในส่วนของมูลนิธิ ไม่ใช่การเรี่ยไรของทางราชการ
 
          “ผมตอบกลางๆ เพราะไม่รู้ใครเป็นคนทำและทำอย่างไร ผมก็เพิ่งรู้ว่ามีมูลนิธิเป็นผู้ดำเนินการ ยอมรับว่าการบริจาคกับการเรี่ยไรมีความใกล้เคียงกัน เหตุที่มีการควบคุมการเรี่ยไรเพราะจะมีเงินเข้ามามาก อาจมีการยักย้ายถ่ายเททำให้สับสน จึงต้องมีการทำบัญชีให้ชัดเจน แต่การบริจาคเป็นการเจาะจงว่าจะนำเงินดังกล่าวไปใช้ทำอะไร แต่ไม่ว่าจะเป็นการเรี่ยไรหรือบริจาคจะต้องมีการควบคุมโดยกฎหมายหรือระเบียบที่แตกต่างกัน” นายวิษณุ กล่าว




“วิษณุ” ชี้ “ภุชงค์” ร้องรัฐบาลไม่ได้ เหตุขึ้นตรงกับองค์กรอิสระ
   
          รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายภุชงค์ นุตราวงศ์ จะร้องความเป็นธรรมหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเลิกจ้างจากตำแหน่งเลขาธิการ กกต.ว่า ตามกฎหมายไม่สามารถมาร้องขอความเป็นธรรมกับรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารได้ เพราะนายภุชงค์เป็นเจ้าหน้าที่ในองค์กรอิสระต้องขึ้นอยู่กฎหมายขององค์กรอิสระนั้น เรื่องเช่นนี้ไม่ได้มีเฉพาะเลขาธิการ กกต. เลขาธิการขององค์กรอื่นๆ ก็เช่นกัน เข้าใจว่าเขาคงมีมาตรการในการอุทธรณ์อยู่ แต่ถ้าจะดำเนินการนอกมาตรการดังกล่าว เช่นฟ้องต่อศาลนายภุชงค์คงคิดออกว่าจะทำอย่างไร อย่างไรก็ตาม ตนไม่ทราบตื้นลึกหนาบางเรื่องนี้และไม่ทราบว่าไม่ผ่านผลประเมินเพราะอะไร
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ทราบเรื่องที่นายภุชงค์ออกมาระบุว่า ในช่วงที่ กกต.เตรียมจะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีการล็อกให้ใช้โรงพิมพ์เดียวในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ แทนที่จะให้โรงพิมพ์ของรัฐและเอกชนร่วมกันหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพิ่งได้ยินที่มีการเปิดเผยเมื่อวันสองวันนี้ และระหว่างที่เคยประชุมร่วมกันตอนนั้นทราบเพียงแต่ว่า กกต.จะเป็นผู้จัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ และได้ถามว่าจะใช้โรงพิมพ์ไหน วิธีการอย่างไร เพราะเป็นห่วงจำนวนกระดาษที่จะใช้ เนื่องจากต้องใช้กระดาษจำนวนมาก เกรงจะไม่ทันในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งทาง กกต.ชี้แจงว่าจะกระจายหลายโรงพิมพ์ โดยเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล เป็นเรื่องของ กกต. ทั้งนี้ ในการทำประชามติครั้งต่อไปคงจะต้องมีการหยิบยกเรื่องนี้มาคุยกัน เพราะเรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่อง กกต. แต่รัฐบาลในฐานะเป็นผู้อนุมัติงบก็ต้องสอบถามเรื่องเหล่านี้ ส่วนครั้งที่แล้วเนื่องจากยังไม่ได้มีการจัดพิมพ์ รัฐบาลจึงไม่ต้องเข้าไปตรวจสอบอะไร แต่ครั้งต่อไปต้องมีการประชุมและคุยกัน





 

“วิษณุ” แจงใช้ ม.44 ปลดล็อกเลือกประธานป.ป.ช.คนใหม่
          นายวิษณุ กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 25/2558 ให้นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ้นจากตำแหน่ง และกำหนดให้เลือกประธาน ป.ป.ช.คนใหม่ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไปในคราวเดียวกับกรรมการป.ป.ช.ชุดใหม่ว่า ก่อนหน้านี้มีข้อถกเถียงกันว่า กฎหมายกำหนดให้กรรมการ ป.ป.ช.เลือกคนใดคนหนึ่งเป็นประธาน ป.ป.ช. แต่เมื่อยังไม่มีการโปรดเกล้าฯบุคคลที่ผ่านการรับรองจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 5 คน จึงยังไม่ถือว่าบุคคลดังกล่าวสามารถใช้สิทธิ์เลือกประธาน ป.ป.ช.ได้ แต่ขณะเดียวกัน มีธรรมเนียมในอดีตที่เคยเลือกประธาน ป.ป.ช.ก่อนและนำขึ้นทูลเกล้าฯพร้อมกันในครั้งเดียวมาแล้วคือ กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดแรก เพื่อไม่ต้องนำขึ้นทูลเกล้าถึง 2 ครั้ง แต่มีปัญหาใหม่อยู่ว่า ก่อนหน้านี้มีคำสั่งหัวหน้า คสช.เดิมกำหนดให้นายปานเทพทำหน้าที่ประธาน ป.ป.ช.โดยไม่ได้กำหนดวันสิ้นสุด การจะเลือกประธาน ป.ป.ช.คนใหม่โดยที่มีประธาน ป.ป.ช.คนเก่าอยู่จะทำได้อย่างไร ดังนั้น เพื่อคลี่คลายปัญหาทุกปม จึงทำให้นายปานเทพพ้นตำแหน่งและเพิ่มอำนาจให้ผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่ 5 คน สามารถประชุมร่วมกับกรรมการ ป.ป.ช.ชุดเก่าจำนวน 4 คน เพื่อเลือกประธาน ป.ป.ช.ได้ เป็นการแก้ปัญหาและสมประโยชน์ คือสามารถเลือกและทูลเกล้าฯพร้อมกันในครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ที่เพิ่งได้รับคัดเลือกใหม่ประชุมเพื่อหารือในเรื่องอื่นๆ ได้