
นิยามรักงยิ่งรู้จักก็ยิ่งรักกันงนักธุรกิจญี่ปุ่นใช้มัดใจสาว
นิยามรักงยิ่งรู้จักก็ยิ่งรักกันงนักธุรกิจญี่ปุ่นใช้มัดใจสาวหัวดื้อ : เขยฝรั่งสะใภ้อินเตอร์ โดยณัฐวัตร ลาพิงค์
ความรักของสาวลูกเสี้ยว “ไทย-ฟิลิปินส์-โปรตุเกส” ของ “ลิลี อีโต” หรืออารีสโตเรนัส ซึ่งปัจจุบันอุทิศตนให้การช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสบนที่สูงใน จ.เชียงราย ทั้งด้านการให้ความรู้ด้านการเกษตรเพื่อให้สามารถสร้างรายได้และช่วยเหลือด้านปัจจัย 4 ผู้ที่ด้อยโอกาสให้สามารถอยู่ได้ในสังคม ซึ่งความรักของลิลี ย้อนไปเมื่อปี 2522 ด้วยความเป็นคนดื้อและมีความเป็นตัวของตัวเองทำให้ต้องออกมาทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ด้วยสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้เธอได้งานเกี่ยวกับการทำบัญชีให้ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
ซึ่งเจ้าของร้านแต่งงานกับชาวญี่ปุ่นและลูกค้าที่มาฝากท้องก็จะเป็นเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารบริษัท เวลามารับประทานอาหารก็จะเครดิตไว้และจะเก็บเงินเป็นรายเดือนและทุกสิ้นเดือนเธอมีหน้าที่ไปติดตามเก็บเงิน จนกระทั่งวันหนึ่งความบังเอิญทำให้เธอได้เจอหนุ่มญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งมาเป็นลูกค้าและเจ้าของร้านแนะนำให้รู้จักกันและพยายามเป็นแม่สื่อนัดให้ไปรับประทานอาหารกัน ในตอนนั้นเธอยังเป็นวัยรุ่นอายุเพียง 18 ปี ชอบสวมกางเกงเป็นชีวิตจิตใจ ลักษณะคล้ายทอมบอย แต่ในวันนั้นเป็นครั้งแรกที่เธอยอมใส่กระโปรงเพียงเพราะอยากให้ดูเรียบร้อยและให้เกียรติแขกที่เธอจะไปรับประทานอาหารด้วย
อาหารมื้อนั้นถือเป็นประตูบานแรกของลิลี และ “ทาคาชิ อีโต” ซึ่งมีอายุห่างกันถึง 26 ปี ที่มีโอกาสได้พูดคุยกันแบบสองต่อสองและเขาแม้จะพูดภาษาไทยไม่เก่งนักและเธอสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นไม่คล่อง แต่เพราะหนุ่มปลาดิบเคยไปทำงานที่อเมริกามา 4 ปี และลิลีเองก็เป็นสาวลูกครึ่ง ทำให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักที่ใช้พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
สำหรับทาคาชิ อีโต เป็นชาวมิยางิ เมืองเซนได ขณะที่เริ่มคบหากับลิลีนั้น รั้งเก้าอี้รองประธานกรรมการบริษัท ไทยมิคาซา เคมีคอล อินดัสตรี จำกัด ซึ่งเข้ามาร่วมธุรกิจซื้อขายเคมีกับสหกรณ์การเกษตรในประเทศไทย โดยมีวาระอยู่ปฏิบัติงานที่เมืองไทย 4 ปี ซึ่งขณะที่ทั้งคู่ได้เริ่มคบหากันผ่านไป 2 ปี ทาคาชิก็ครบวาระที่ต้องกลับไปประเทศญี่ปุ่น และครั้งนั้นถือเป็นรักแรกของเธอจึงไม่ได้วางแผนชีวิตอะไรไว้มากมายเพราะคิดเพียงว่า “รักคือรัก” ทำให้ไม่ได้คิดว่าหากหนุ่มอันเป็นที่รักต้องเดินทางกลับมาตุภูมิจะทำเช่นไร แต่สิ่งที่ทำให้มั่นใจและหนักแน่นคือเธอให้กำเนิดโซ่ทองคล้องใจ 1 คนเป็นสาวน้อยน่ารักชื่อว่าน้องฝ้ายและนั่นก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับการรอทาคาชิอยู่ที่เมืองไทย
ตลอดเวลาที่ทาคาชิกลับญี่ปุ่น เขายังคงติดต่อและเดินทางไปกลับเมืองไทยเพื่อมาหาลิลีกับลูกอยู่เสมอ และเป็นอยู่อย่างนั้นจนลูกสาวอายุประมาณ 7 ขวบ เขาครบวาระที่ปฏิบัติงานกับบริษัทถึงแม้ว่าในขณะนั้นหน้าที่การงานและอนาคตกำลังไปได้ดี แต่ตัดสินใจที่จะทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับมาเริ่มต้นใหม่กับสาวอันเป็นรักที่เมืองไทยและเปิดบริษัท เจดี เคมีคอล จำกัด ซึ่งจำหน่ายเกี่ยวกับน้ำยาดับกลิ่นและแปรสภาพน้ำ โดยการเปลี่ยนน้ำเสียจากโรงงานให้เป็นกลางก่อนที่จะปล่อยออกไปสู่สาธารณะ ทำธุรกิจไปได้สักระยะหนึ่งก่อนที่จะประสบปัญหาขาดทุนและล้มเลิกกิจการไป
แม้ว่าธุรกิจจะล้มเหลวแต่เขาและเธอก็มิได้ซ้ำเติม หรือบั่นทอนกำลังใจกันและกัน ในทางตรงกันข้ามกลับเห็นอกเห็นใจกัน จนมีโอกาสมาอยู่ที่ จ.เชียงราย ตอนนั้นเพื่อนของทาคาชิทำโรงงานผักกาดอบแห้ง ที่ห้วยหมอเฒ่า อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ซึ่งเป็นโรงงานที่สนับสนุนให้ชาวเขาในพื้นที่มีงานทำ โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหลวง ได้ชักชวนทั้งคู่เข้ามาท่องเที่ยวเพราะเป็นพื้นที่สูงบนดอย และขณะนั้นเองทั้งคู่ต่างก็ถูกใจในบรรยากาศบนดอยและชื่นชอบการที่ได้ช่วยเหลือให้ความรู้แก่ชาวเขาในเกษตร เพราะทาคาชิเองมีความรู้ในด้านเกษตรอินทรีย์ที่เรียนมาจากประเทศญี่ปุ่น ในช่วงนั้นทั้งคู่ไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงรายบ่อยครั้ง จนเวลาผ่านไป 1 ปี ได้เข้ากับโครงการพัฒนาดอยตุงและทั้งคู่ไปให้ความรู้แก่ชาวเขาในการปลูกผักแบบปลอดสารพิษ
เนื่องเพราะในขณะนั้นโครงการพัฒนาดอยตุงมีโครงการที่จะปลูกผักต่างๆ เช่น กะหล่ำ ผักกาด และผักสวนครัวทั่วไป เพื่อเป็นครัวของโลกและเป็นการส่งเสริมให้ชาวเขาในพื้นที่ห่างไกลจากการปลูกฝิ่นซึ่งเมื่อได้ผลผลิตมาแล้ว โครงการหลวงจะนำผลผลิตส่งให้ขายการให้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และส่งขายเป็นผลผลิตโครงการหลวงตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ และจากนั้นได้สอนให้ชาวเขาปลูกพืชผักแบบญี่ปุ่นโดยไม่ใช้สารเคมีและบำรุงดินเป็นซึ่งเป็นอีกโครงการพืชผักนำร่องของโครงการหลวง หลังจากที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาดอยตุงได้ระยะหนึ่งแล้ว ทาคาชิจึงนำผักที่ปลูกแบบปลอดสารพิษไปเปิดตลาดที่ญี่ปุ่นตามห้างร้านต่างๆ เพื่อสนับสนุนสินค้าที่เป็นพืชผักจากโครงการ ซึ่งในช่วงนี้เองทำให้พวกเขาผูกพันกับชาวเขาบนดอยตุงเหมือนกับเป็นญาติของเขาเอง
ทั้งสองคนทำการเกษตรอยู่ที่ดอยตุงประมาณ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2539 ทาคาชิตัดสินใจซื้อบ้านที่ จ.เชียงราย เพราะรู้สึกว่าตัวเองผูกพันกับคนที่นี่ ด้วยบรรยากาศการทำงานและชาวบ้านต่างให้ความนับถือทั้ง 2 คนเป็นอย่างมาก โดยจะเรียกแทนทั้งสองว่าพ่อแม่ตลอด และประกอบกับแม่ของลิลีป่วยเป็นอัมพาต ทั้งสองคนจึงเดินทางไปรับลูกสาวที่อยู่กรุงเทพฯ โดยที่ขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ที่เอแบค ให้กลับมาเรียนที่ จ.เชียงราย เพื่อจะได้ช่วยดูแลคุณยายด้วย
ด้วยเหตุที่ไม่มีคนดูแลคุณแม่ของลิลี ทั้งสองจึงออกจากงานที่ทำอยู่กลับมาดูแลคุณแม่ และในช่วงเวลาแบบนี้ลิลีก็เห็นมุมที่น่ารักน่ายกย่องของสามีอีกมุมหนึ่งที่ช่วยดูแลคุณแม่ไม่ว่าจะล้างแผลดูแลเรื่องเล็กๆ น้อยแบบไม่มีรังเกียจรังงอนเพราะรู้ว่าตัวลิลีเองกลัวแผลไม่ถนัดที่จะทำ ทาคาชิก็เลยอาสาทำแทนให้ทุกอย่างเรียกได้ว่าเป็นเขยตัวอย่างได้เลย
ปัจจุบันทาคาชิเป็นประธานชมรมชาวญี่ปุ่นใน จ.เชียงราย และเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือชาวเขาในพื้นที่ดอยตุงร่วมกับโครงการพัฒนาดอยตุงที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ทำงานเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือชาวญี่ปุ่นที่ป่วยและประสบปัญหาที่เดินทางมาต่างถิ่น ครอบครัวอีโตจะคอยประสานงานให้คำปรึกษาและดูแลทุกอย่างให้
ส่วนมุมมองความรัก ทาคาชิขอใช้คำว่า “ยิ่งรู้จักก็ยิ่งรักกัน” เพราะทั้งสองคนมีความแตกต่างกันมาก ต้องเริ่มเรียนรู้กันและกัน ต่างคอยเติมเต็มความรู้สึกในสิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการได้อย่างลงตัว นี่คือนิยามที่ทั้งสองมีให้กันมาตลอดระยะเวลาของการใช้ชีวิตคู่ที่ดูเหมือนมีความต่างมากมาย แต่ทว่าความแตกต่างเหล่านั้นกลับเป็นสะพานให้ทั้งสองได้ร่วมสร้างสิ่งมหัศจรรย์ระหว่างกันได้



