ข่าว

ศาลรัฐธรรมนูญผ่าทางตัน

ศาลรัฐธรรมนูญผ่าทางตัน

10 ธ.ค. 2558

ศาลรัฐธรรมนูญผ่าทางตัน : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น

          ก่อนหน้านี้ “อุดม รัฐอมฤต” โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า กรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีแนวคิดว่า จะให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นผู้วินิจฉัยเมื่อเกิดวิกฤติการเมือง เพราะว่ามาตรา 7 ที่ถูกเสนอให้ใช้เมื่อเกิดวิกฤติการเมืองมักจะเป็นปัญหาเรื่องการตีความ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่จึงเห็นว่าอำนาจนี้ควรให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัย แต่ยังไม่ได้ข้อยุติว่า จะนำความแบบมาตรา 7 มาใส่ไว้เลยหรือควรจะปรับถ้อยคำก่อน

          สรุปว่า ต่อไปนี้เมื่อเกิดวิกฤติการเมืองขึ้น อาจใช้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นผู้คอยชี้ว่า “ทางออก” ของบ้านเมืองในสภาวการณ์นั้นๆ คืออะไร ซึ่งต่างไปจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ที่เพิ่งตกไป ที่มีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ ( คปป.)

          อย่างไรก็ตาม การมอบอำนาจให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นผู้วินิจฉัยว่าอะไร คือ ทางออกในยามที่บ้านเมืองวิกฤติ ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็น “องค์กรตุลาการ” เป็นการเหมาะสมหรือไม่ เป็นเรื่องที่่น่าคิด

          เพราะแม้ว่าที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัย “คดีเกี่ยวกับการเมือง” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้แก้ไขปัญหาทางการเมือง

          ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญ ควรมีหน้าที่แค่การตีความรัฐธรรมนูญในเรื่องที่เป็นปัญหาข้อขัดแย้งเท่านั้น เช่น กฎหมายฉบับใดขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่, คุณสมบัติของ ส.ส. ส.ว. หรือการยุบพรรคการเมือง แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรมีหน้าที่มาวินิจฉัยหรือตัดสินว่าควรจะทำอย่างไรเมื่อมี “วิกฤติทางการเมือง” เพราะเท่ากับว่าให้ “ศาลรัฐธรรมนูญอยู่เหนือรัฐ” สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่เหลือความเป็นองค์กรตุลาการ แต่จะกลายเป็น “องค์กรทางการเมือง” แทน

          อีกทั้ง “ศาลรัฐธรรมนูญ” ก็ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน นอกจากนี้หลักการในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น อำนาจอธิปไตย แบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ไม่มีฝ่ายใดใหญ่กว่าอีกฝ่ายหนึ่ง และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเพียง 9 คน แม้จะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิแต่ก็ไม่ได้รอบรู้ทุกอย่าง

          สำหรับการมอบอำนาจให้องค์กรใดองค์กรหนึ่ง เป็น “ผู้ผ่าทางตัน” คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องคิดให้รอบคอบว่า จะให้อำนาจองค์กรนั้นๆ ได้มากน้อยเพียงใด จะเขียนร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ไม่ให้องค์กรที่มาผ่าทางตัน “ลุแก่อำนาจ” อยู่ในกรอบของหลักนิติธรรม และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

          อย่างไรก็ตามในเรื่องการหาทางออกให้กับประเทศในกรณีที่เกิดวิกฤตินั้น หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกกลุ่มและทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ก็จะ “ตกผลึก” หา “ทางออก” ในยามที่บ้านเมืองวิกฤติได้แน่นอน

          บางครั้งการเดินไปตามกลไกปกติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อาจเป็น “ทางออก” ที่ดีที่สุดในยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤติโดยไม่ต้องไปพยายามหา “อำนาจพิเศษ” หรือ “องค์กรพิเศษ” ก็เป็นได้ เพราะว่าการที่เราพยายามแก้ความกังวลในเรื่องวิกฤติที่เคยเกิดขึ้น ด้วยการพยายามหาแนวทางป้องกันวิกฤติในอดีตไม่ให้หวนกลับมา โดยมีแนวทางหรือมาตรการในการแก้วิกฤติบางอย่างออกมา ด้วยการให้อำนาจมากเกินไปหรือเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย อาจจะกลายเป็นประเด็นที่นำไปสู่เงื่อนไขในการสร้าง “วิกฤติใหม่” เสียเอง