
มหันตภัยจากความหวาน
08 ธ.ค. 2558
ไลฟ์สไตล์ : มหันตภัยจากความหวาน
อาหารไทยนั้นเป็นที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารมีรสชาติจัดจ้าน ทั้งเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทยำ แกง อาหารหมักดอง และอื่นๆ อีกมากมาย หนึ่งในรสชาติของอาหารไทยที่โดดเด่น ก็คือรสหวาน ทั้งรสหวานที่ได้จากน้ำตาล น้ำตาลโตนด และสารให้ความหวานที่ใช้แทนน้ำตาล ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรลดการบริโภคในชีวิตปนะจำวัน
นพ.สมบูรณ์ รุ่งพรชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า การบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไปยังทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคไขมันพอกตับ ที่น่ากังวลก็คือ ปัจจุบันพบว่ามีอัตราการเกิดโรคเหล่านี้สูงในกลุ่มคนหนุ่มสาวและเด็ก ซึ่งต่างจากในอดีตที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
“อยากแนะนำให้ทุกคนบริโภคน้ำตาลแต่พอดี และควรเลือกรับประทานน้ำตาลชนิดที่มีประโยชน์ เพราะน้ำตาลแต่ละชนิดก็ให้ผลไม่เหมือนกัน กลูโคสเป็นน้ำตาลที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเองตามธรรมชาติ จากการเปลี่ยนพลังงานคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากข้าวหรือพาสต้า กลูโคสถูกดูดซึมสู่ตับได้โดยง่ายและจะถูกส่งต่อไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย กลูโคสเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นแหล่งพลังงานหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซลล์สมอง ส่วนฟลุคโตส เป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม ฟลุคโตสเป็นน้ำตาลที่พบได้ในผักและผลไม้ที่เติมเข้าไปในเครื่องดื่มอย่างเช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้กล่อง แตกต่างจากกลูโคส เนื่องจากฟลุคโตสไม่ได้สร้างพลังงานให้แก่กล้ามเนื้อหรือสมอง แต่มันจะถูกส่งตรงไปที่ตับและสะสมเป็นไขมันและไม่ได้ถูกดึงมาใช้งาน” คุณหมออธิบาย
พร้อมกันนี้ยังกล่าวด้วยว่า ฟลุคโตสไประงับการกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารอิซูลิน พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่บริโภคฟลุคโตสเป็นจำนวนมากมีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารที่ผิดปกติ อย่างเช่น ความดันสูง น้ำตาลในเลือดสูง โรคอ้วนลงพุง ระดับคอเลสเตอรอลผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจและเบาหวาน อย่างน้ำเชื่อมที่มีฟรุคโตสสูง เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่มีราคาถูกที่สกัดจากข้าวโพด สารนี้ได้ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอาหาร และเป็นมหันตภัยความหวานอันดับแรกที่เราควรหลีกเลี่ยง



