
'วิรไท' เตือนปีหน้า 'รากหญ้า' น่าห่วง - ตลาดเงินผันผวน
08 ธ.ค. 2558
สัมภาษณ์พิเศษ : มองเศรษฐกิจผ่านสายตา 'วิรไท' เตือนปีหน้า 'รากหญ้า' น่าห่วง - ตลาดเงินผันผวน
การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจโลก และความผันผวนของตลาดเงินโลก ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะ “น้ำมัน” ที่มีแนวโน้มว่าจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรลดต่ำลง นับเป็นความท้าทายสำหรับเศรษฐกิจในปีหน้า และจะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย เครือเนชั่นสัมภาษณ์พิเศษ “ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงอนาคตเศรษฐกิจไทย
ดร.วิรไท กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจเปิด จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นเราต้องเข้าใจก่อนว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ซึ่งในส่วนของเศรษฐกิจโลกตอนนี้พอจะมีข่าวดีอยู่บ้าง จากเศรษฐกิจประเทศใหญ่อย่างสหรัฐ เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน หรือบางประเทศ เช่น กลุ่มยุโรป และญี่ปุ่น เศรษฐกิจก็เริ่มดีขึ้น แต่ยังมีความอ่อนไหวอยู่ เพียงแต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่เศรษฐกิจ “จีน” ที่มีความใกล้ชิดและมีผลกระทบกับไทยค่อนข้างมาก โดยเศรษฐกิจจีนในปีนี้ แม้จะเติบโตได้ราว 6-7% แต่การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีนด้วยการลดการพึ่งพิงการส่งออกและการลงทุน หันมาเน้นการบริโภคในประเทศแทนนั้น สร้างแรงกดดันต่อ “ห่วงโซ่การผลิต” ในหลายมิติ ส่งผลกระทบไปยังกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมทั้งไทยด้วย
ผลกระทบเรื่องแรกคือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับลดลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะน้ำมัน แม้ไทยจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง เพราะเป็นประเทศที่นำเข้าสุทธิ แต่การลดลงของราคาพลังงานมีผลต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง ราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้ปรับลดลงทั่วหน้า สะท้อนถึงผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นภาคเศรษฐกิจที่ต้องระมัดระวังในปีหน้าคือ ภาคเกษตร โดยราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มทรงตัวไปอีกระยะ และในปีหน้าปัญหาภัยแล้งอาจจะยิ่งสร้างความกังวลมากขึ้น ทำให้รายได้เกษตรกรลดลง ในขณะที่หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ผลกระทบนี้อาจต่อเนื่องไปยังการบริโภค โดยเฉพาะการจับจ่ายใช้สอยในต่างจังหวัด
ประการที่สองคือ ขณะนี้หลายประเทศเริ่มลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆ แล้วหันมาผลิตในประเทศแทน ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของแต่ละประเทศเริ่มยาวขึ้น กรณีของจีนในอดีตสินค้าส่งออก 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะมีการนำเข้าประมาณ 60 เซนต์ แต่ปัจจุบันการนำเข้าลดเหลือเพียง 30 เซนต์ ที่เหลือจีนผลิตเอง เรื่องนี้ถือเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจโลก
ประการที่สาม เศรษฐกิจโลกเวลานี้การฟื้นตัวยังค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ตลาดการเงินโลกเริ่มมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ นโยบายการเงินของสหรัฐที่เริ่มกลับทิศทาง โดยเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติที่มากขึ้น แม้จะไม่ถึงกับเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่สุดของประเทศ เพราะเวลานี้ตลาดการเงินได้คาดการณ์ไว้บ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการเงินโลกที่มีความแตกต่างกันของประเทศอุตสาหกรรมหลัก โดยฟากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) รวมถึงธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) กำลังผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง ย่อมทำให้เกิดความผันผวนเพิ่มขึ้นในตลาดเงิน จึงถือเป็นความเสี่ยงอีกประการหนึ่งในปีหน้า จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องเพิ่มความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
“ผมไม่อยากใช้คำว่า สงครามค่าเงิน เพราะไม่มีธนาคารกลางประเทศใดในโลกอยากให้ค่าเงินตัวเองอ่อนลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากจะไปกระทบกับมูลค่าสินทรัพย์ที่มีอยู่ เช่น ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเงินไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่ ทำให้ค่าเงินหลายสกุลแข็งค่าขึ้น แต่ธนาคารกลางหลายประเทศให้ความเห็นว่า ระดับการแข็งค่ายังน้อยไป สะท้อนว่าเขาเองก็ไม่ได้อยากเห็นการอ่อนค่าไปมากๆ ดังนั้นคำว่า สงครามค่าเงิน จึงดูรุนแรง ทำให้เกิดความตื่นตระหนกมากเกินไป”
ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ธปท.ได้ให้คำแนะนำสำหรับปีหน้าไว้ว่า การปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราอาจเห็นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ในทั้ง 2 ทาง ขณะเดียวกันยังต้องติดตามข่าวสารที่มากขึ้น เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไม่ได้กระจายตัว ยังเป็นการฟื้นตัวที่กระจุกเฉพาะบางภาคเท่านั้น
ดร.วิรไท กล่าวถึงพื้นฐานเศรษฐกิจไทยว่า เสถียรภาพด้านเศรษฐกิจไม่มีปัญหา ไม่น่าห่วง สะท้อนจากภาคต่างประเทศ ทั้งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง หนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้นคิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของทุนสำรองฯ ที่มีอยู่ นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดค่อนข้างมาก ปีนี้คาดว่าจะเกินดุลมากกว่า 6% ของจีดีพี โดยช่วง 10 เดือนแรกที่ผ่านมา ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพียงแต่สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของไทยอ่อนแรงลง การลงทุนใหม่ไม่เกิดขึ้น
"เศรษฐกิจไทยในเวลานี้เปรียบเหมือนรถยนต์คันหนึ่ง เป็นรถที่มีโช้คอัพดี เพียงแต่เครื่องยนต์ค่อนข้างอ่อนแรง ไม่สามารถวิ่งได้เร็วนัก ทางแก้คือจำเป็นต้องยกเครื่องใหม่ เพื่อให้เครื่องยนต์วิ่งได้อย่างเต็มกำลัง เพราะหากเรายังวิ่งด้วยความเร็วระดับนี้ อนาคตผู้โดยสารบนรถก็คงน้อยลง นักลงทุนต่างประเทศคงโยกย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านกันหมด” ดร.วิรไทกล่าว
สำหรับสิ่งที่ภาครัฐกำลังดำเนินการเพื่อให้รถยนต์คันนี้กลับมาวิ่งได้เร็วขึ้นนั้น มีทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นการหยอดน้ำมันเครื่องเพื่อทำให้ภาคเศรษฐกิจที่สะดุดอยู่กลับมาเดินได้ ขณะเดียวกันก็ทำการยกเครื่องยนต์ใหม่ๆ เพิ่มเติมด้วย โดยมาตรการภาครัฐช่วงแรกๆ เป็นลักษณะของการเยียวยา แต่สิ่งที่จะทำต่อจากนี้ไปคือมาตรการยกเครื่องยนต์ใหม่ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำต่อจากนี้ไป เริ่มจากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน รวมทั้งการลงทุนของภาครัฐในโครงการใหญ่ๆ ซึ่งจะมีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มพลังเครื่องยนต์ทั้งยังเป็นการปฏิรูปภาคเศรษฐกิจของไทยด้วย
“การลงทุนของภาครัฐจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหน้า แต่เราจะหวังการลงทุนภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเม็ดเงินลงทุนรัฐไม่ได้มีขนาดใหญ่นักเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจไทย สิ่งสำคัญมากกว่าคือ การลงทุนของเอกชน” ดร.วิรไท กล่าวและว่า ภาคการท่องเที่ยวในปีหน้ายังมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดว่าปีหน้าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 32 ล้านคน และภาคที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐน่าจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอานิสงส์การลงทุนและการใช้จ่ายเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ดร.วิรไทยังกล่าวถึงแนวทางการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหมทั้งระบบ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนแท้จริงด้วยว่า ธปท.อยู่ระหว่างพิจารณาปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมของสถาบันการเงินใหม่ทั้งระบบ โดยสมาคมธนาคารไทยกำลังศึกษาในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งอาจว่าจ้างที่ปรึกษาเข้ามาศึกษา เพื่อหาโครงสร้างที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เรื่องค่าธรรมเนียมถือเป็นปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อน เพราะธนาคารไทยมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างเบี่ยงเบน กล่าวคือ ธุรกรรมที่เป็นกระดาษ ซึ่งมีต้นทุนที่สูง แต่กลับมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าต้นทุนแท้จริง จึงต้องเอาค่าธรรมเนียมจากส่วนอื่น เช่น ค่าธรรมเนียมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มาชดเชย
“ที่เห็นชัดๆ คือ เช็ค ซึ่งต้นทุนสูงกว่าที่เรียกเก็บกันที่ 15 บาท หรือแม้แต่การบริหารการใช้เงินสด สำหรับคนกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม ทุกวันนี้ค่าธรรมเนียมแทบไม่มี ทั้งที่จริงๆ แล้ว แบงก์มีต้นทุนการบริหารจัดการในส่วนนี้อยู่พอสมควร ซึ่งแบงก์ก็ใช้วิธีเอาค่าธรรมเนียมจากอิเล็กทรอนิกส์มาชดเชย เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ธนาคารไทยตระหนักและแบงก์ชาติเองก็ให้ความสำคัญ”
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมถือเป็นโจทย์ที่ ธปท.พยายามทำมาต่อเนื่องหลายสมัย โดยจะเห็นว่าค่าธรรมเนียมในบางส่วนเริ่มปรับลดลงบ้างแล้ว ซึ่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเริ่มยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการโอนเงินภายในธนาคารเดียวกัน จากเดิมที่เคยเรียกเก็บในส่วนนี้อยู่
นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป ธปท.ได้ขอความร่วมมือให้สถาบันการเงินทุกแห่งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนการติดตามทวงถามหนี้ได้รายการละไม่เกิน 100 บาท จากเดิมที่หลายแห่งเรียกเก็บในอัตราที่สูงราว 200-300 บาท ซึ่งเวลานี้จะเห็นว่าสถาบันการเงินหลายแห่งได้ปรับลดค่าธรรมเนียมส่วนดังกล่าวลงบ้างแล้ว



