
ผ่าโรดแม็พ'จัดระเบียบ'กทม. สะเทือนเเรงต้าน 'ผู้ค้า' ทั่วกรุง
07 ธ.ค. 2558
ผ่าโรดแม็พ 'จัดระเบียบ' กทม. สะเทือนเเรงต้าน 'ผู้ค้า' ทั่วกรุง : โดย...ธนัชพงศ์ คงสาย สำนักข่าวเนชั่น
ผ่านมาเกือบ 2 ปี สำหรับนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อการแก้ปัญหาผู้ค้าบนทางเท้าและบนผิวจราจรในกรุงเทพฯ พร้อมสั่งตรงมายังหน่วยงานกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้ดำเนินการเปลี่ยนภาพลักษณ์เมืองหลวงเร่งด่วน ซึ่ง กทม.ลงพื้นที่ “จัดระเบียบ” ครั้งแรกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากสังคมว่า นโยบายนี้จะได้ผลจริงหรือไม่
“38 จุดใน 21 เขต” คือตัวเลขพื้นที่การจัดระเบียบหามเร่แผงลอยที่ กทม.ได้ดำเนินการสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าได้มีเสียงตอบรับจากประชาชนมากพอสมควร ถึงแม้ในช่วงแรกคนกรุงเทพฯ จะเป็นห่วงว่า พื้นที่ที่มีผู้ค้าหายไปจะส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่นั้น แต่การเดินหน้าจัดระเบียบจริงจังครั้งนี้ กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลชัดเจนกว่านโยบายอื่นๆ ของ กทม.
สะท้อนได้จากเพจ “ทวงคืนทางเท้า” “สิทธิคนเดินเท้า” หรือ “กลุ่มคนไทย ไม่เอาหาบเร่ แผงลอย” มีชาวสังคมออนไลน์ออกมาสนับสนุนนโยบายนี้ เพื่อต้องการยกระดับความเป็นเมืองเช่นเดียวกับมหานครในต่างประเทศ
ทว่า กว่าที่ กทม.จะกรุยทางมาถึงจุดนี้ได้ก็ถูกท้าทายจากผู้ค้าในหลายพื้นที่อย่างหนัก จากรากเหง้าปัญหาการจัดระเบียบผู้ค้าแผงลอยที่เกิดจาก 4 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.ความเห็นแก่ตัวของพ่อค้าแม่ค้าบางราย 2.เจ้าหน้าที่รัฐบางพื้นที่เอื้อประโยชน์ทั้งเทศกิจ ตำรวจ 3.กลุ่มที่หาผลประโยชน์หรือมาเฟีย และ 4.กลุ่มประชาชนอะลุ่มอล่วยให้ผู้ค้าสามารถขายของหน้าบ้านได้
โดยเฉพาะการจัดระเบียบราชดำเนิน ตลาดโบ๊เบ๊ คลองถม หรือที่สะพานเหล็ก ได้เกิด “แรงต้าน” จากผู้ค้าว่า เป็นนโยบาย “คืนความทุกข์” มากกว่า ถึงกับบางแห่งรวมตัวกันร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมทั้งการยื่นร้องศาลปกครอง หรือการประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ที่ตลาดคลองถม ทำให้ กทม.ต้องรีบให้เหตุผลการเข้าจัดระเบียบทุกๆ ครั้ง พร้อมยกกฎหมายมาอธิบายความจำเป็น ทั้งเรื่องความเรียบร้อย การคืนพื้นที่ให้ประชาชน หรือกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ อาทิ ที่คลองโอ่งอ่าง ย่านสะพานเหล็ก ทางผู้อำนวยการเขตพระนคร เขตสัมพันธวงศ์ ได้อาศัยอำนาจตามข้อ 1 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 11 มกราคม 2502 มีคำสั่งหลายคำสั่งให้ผู้ค้าบริเวณคลองโอ่งอ่างรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินหรือแม่น้ำลำคลองอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือเป็นที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ส่วนฝ่ายปฏิบัติอีกหนึ่งหน่วยงาน กทม.ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาลใช้กฎหมายเข้าควบคุมความผิดใน 3 กรณี 1.พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2552 ผู้ใดกระทำความผิดปรับไม่เกิน 500 บาท 2.พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 หากผู้ใดกระทำความผิดปรับไม่เกิน 2,000 บาท และ 3.หากผู้ค้ากลุ่มใดก่อความวุ่นวายจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายความมั่นคง ซึ่งกฎเหล็กทั้ง 3 ฉบับนี้กลายเป็น “เครื่องมือหลัก” ให้ กทม.ประกาศให้ผู้ค้าที่ทำผิดกฎหมายทราบว่างานนี้ กทม.เอาจริง
ในทางกลับกัน ได้สร้าง “แรงจูงใจ” ให้แก่ผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบย้ายไปค้าขายในตลาด กทม.หรือตลาดเอกชน โดยกำหนดให้เก็บค่าเช่าแผงไม่สูงเกินกว่าอัตราที่เคยเก็บไว้ อาทิ ตลาดกรุงเทพมหานคร เขตทวีวัฒนา ตลาดมิดไนท์ปิ่นเกล้า สี่แยกอรุณอมรินทร์ เขตบางพลัด หรือสายใต้ใหม่เซ็นเตอร์เขตตลิ่งชัน พร้อม “กดดัน” ไปที่ผู้ค้าว่า หากรายใดไม่เห็นด้วยกับการจัดระเบียบและไม่ยอมย้ายออกไป กทม.ขอให้พิจารณาถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และการปฏิบัติตามกฎหมายที่มี
งานนี้ กทม.จะเน้น “การเจรจา” เป็นหลัก โดยให้เหตุผลกับผู้ค้าว่า ต้องคืนพื้นที่ทางเท้าภายหลังได้รับการร้องเรียน ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการคืนพื้นผิวการจราจรเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรเช่นกันซึ่งล่าสุด กทม.ได้รุกคืบลงพื้นที่จัดระเบียบถนนมหาราชและท่าพระจันทร์เป็นที่เรียบร้อย ส่วนพื้นที่การจัดระเบียบจุดต่อไปถูกกำหนดไว้ที่บริเวณปากคลองตลาด บางลำพู ประตูน้ำ ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า
“มือปราบหูดำ” พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. หนึ่งในผู้ผลักดันนโยบายจัดระเบียบ มองว่า นโยบายนี้มีผลสำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะประชาชนร้อยละ 90 เห็นด้วยทั้งหมด แต่ยังกังวลว่า หากเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยจะมีผู้ค้าเข้ามาอีกในหลายจุด ดังนั้นเจ้าหน้าที่รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่าละเว้น ถ้าทำได้การแก้ปัญหาก็ง่าย ซึ่งผลสำเร็จก็ไม่มีอะไรมาก 1.บังคับใช้กฎหมายจริงจัง 2.สังคมกดดันผู้ค้าว่าสิ่งที่ทำไม่ถูกต้อง 3.มีสังคมคอยตรวจสอบ มีชมรมไม่เอาหาบเร่แผงลอย ซึ่งมีการตรวจสอบเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ไปด้วย และ 4.สื่อมวลชนช่วยลงข่าวว่า สิ่งที่ผู้ค้าทำไม่ถูกต้อง ทั้งหมดทำให้ กทม.จัดระเบียบได้ง่ายขึ้น
สำหรับพื้นที่การจัดระเบียบที่ทำได้ยากที่สุด พล.ต.ต.วิชัย ยืนยันว่า คือที่ตลาดโบ๊เบ๊ เพราะเป็นจุดที่ กทม.ดำเนินการแรกๆ ทำให้ยังเกิดความไม่เข้าใจกัน แต่เมื่อการจัดระเบียบที่ตลาดโบ๊เบ๊สำเร็จ เมื่อย้ายไปทำจุดอื่นก็ไม่ยาก อย่างที่ตลาดคลองถมว่ายากๆ ก็ไม่ยาก เพียงแต่มีกลุ่มบางกลุ่มที่ต่อต้าน แต่ผู้ค้าส่วนใหญ่ก็ย้ายออกไป หรือที่สะพานเหล็กอาจจะดูว่ายาก แต่จริงๆ แล้วไม่ยากเลย เพราะผู้ค้าเพียงแต่ขอเวลาที่จะย้ายเท่านั้น ส่วนอนาคตนโยบายนี้ต้องเป็นนโยบายที่ยั่งยืน และต้องมีนโยบายอื่นเสริมด้วย ซึ่งเคยเสนอผู้ว่าฯ กทม.อยากให้มีถนนสวย 10 สาย และขยายเพิ่มทุกปี เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เห็นความสะอาดในถนนทุกเส้น
“ถ้าเราประกาศว่า จะขยายถนนสวยแล้วนะ จะทำให้ผู้ค้าในพื้นที่นั้นเตรียมขยับขยายการทำมาหากิน ถ้าทำแบบนี้ได้มันจะยั่งยืน แต่ถ้าทำไปวิ่งเอาเถิด ผู้ค้าก็จะกลับมาอีก หรือต้องออกกฎหมายจ่ายค่าปรับแพงๆ เลย ใครผิดเนี่ยต้องปรับเป็นหมื่นแบบต่างประเทศ จะได้จบด้วยกฎหมายแรง แต่อีกมุมสังคมไทยเป็นสังคมที่ต้องดูแลเอื้ออาทรกัน แต่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องเห็นใจสังคมส่วนรวมด้วยว่าเขาเดือดร้อนเพราะคุณ จึงต้องแชร์กัน ต้องหาที่ ต้องปรับตัว และช่วยกันหลายๆ ฝ่าย” พล.ต.ต.วิชัย ระบุ
ทั้งหมดจึงเป็นการสำรวจโรดแม็พจัดระเบียบทางเท้าในกรุงเทพฯ ถึงยุทธวิธีเปลี่ยนแปลงสังคมครั้งสำคัญต่ออนาคตในนโยบายนี้
แต่หากวันใดพรรคการเมืองที่ต้องการฐานเสียงใหญ่จากผู้ค้า กทม.ประกาศนโยบาย “ยกเลิก” การจัดระเบียบเเล้ว ในวันนั้นย่อมเป็นแรงเสียดทานจาก “แรงหนุน-แรงต้าน” ที่ปะทุขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้
-------------------
(ผ่าโรดแม็พ 'จัดระเบียบ' กทม. สะเทือนเเรงต้าน 'ผู้ค้า' ทั่วกรุง : โดย...ธนัชพงศ์ คงสาย สำนักข่าวเนชั่น)



