ข่าว

ปมขัดแย้ง 'เขื่อน คน บ้านมั่นคง'

ปมขัดแย้ง 'เขื่อน คน บ้านมั่นคง'

07 ธ.ค. 2558

ปมขัดแย้ง 'เขื่อน คน บ้านมั่นคง' : โดย...สุวัฒน์ จิขุนทด

 
                      กระแสข่าวการโจมตี “โครงการบ้านมั่นคง” ว่ามีการทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ โดย “สิระ เจนจาคะ” อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สายสังคม และ “ศรีสุวรรณ จรรยา” นักเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนมานี้ 
 
                      ต่อมาเข้มข้นเอาเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนำชาวบ้านชุมชนริมคลองในเขตหลักสี่ บางเขน และดอนเมืองประมาณ 300 คน ยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. ที่ สน.ทุ่งสองห้อง แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารคุมตัวไปเพื่อระงับการเคลื่อนไหวที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวไปนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามมากมายว่าเรื่องนี้มีต้นสายปลายเหตุอย่างไร ใครเป็นใครและมีเป้าหมายอย่างไรในการเคลื่อนไหวครั้งนี้
 
                      โครงการบ้านมั่นคง เป็นการดำเนินงานโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือเรียกย่อๆว่า “พอช.” สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการในปี 2546 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ เป็นโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดหรือชุมชนบุกรุกทั้งในเมืองและชนบทโดยชุมชนที่เป็นเจ้าของปัญหาเป็นตัวตั้งและเป็นแกนหลักในการพัฒนา 
 
                      ตัวอย่างเช่น ชุมชนที่จะทำโครงการบ้านมั่นคงจะต้องมีการรวมกลุ่มกันของชาวบ้าน เพื่อสำรวจข้อมูลต่างๆ และความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวางแผนพัฒนา เช่น มีการออกแบบบ้านเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่และรายได้ของชาวบ้าน มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน เป็นต้น ส่วน พอช.ก็จะมีหน้าที่ในการเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ เช่น มีเจ้าหน้าที่สถาปนิกชุมชนลงไปทำงานร่วมกับชาวบ้านและสนับสนุนสินเชื่อในการสร้างบ้าน
 
                      ส่วนการจัดทำโครงการบ้านมั่นคงในขณะนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2555 เห็นชอบการจัดการสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ โดยจะมีการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตตลอดแนวคลองสายหลัก ความยาวรวมประมาณ 45 กิโลเมตร เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างคล่องตัว แต่รัฐบาลในขณะนั้นยังไม่ได้ดำเนินการ 
 
                      ต่อมาหลัง คสช.ยึดอำนาจ จากนั้นในวันที่ 3 มีนาคม 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบรับโครงการนี้ไปดำเนินการต่อและแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นประธาน 
 
                      โครงการดังกล่าวในช่วงแรก (2558-2560) ประกอบด้วย การก่อสร้างเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล. และประตูระบายน้ำในคลองลาดพร้าว (คลองบางบัว-คลองถนน-คลองสอง) คลองบางซื่อ และคลองเปรมประชากร จากอุโมงค์เขื่อนยักษ์พระราม 9-รามคำแหง ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ เขตสายไหม เพื่อระบายน้ำลงสู่แนวคลองด้านตะวันออกและลงสู่ทะเลต่อไป โดยรูปแบบเป็นเขื่อนคอนกรีตความยาวรวมทั้ง 2 ฝั่ง 45 กิโลเมตร และประตูระบายน้ำ 1 แห่ง ระยะเวลาก่อสร้าง 1,260 วัน งบประมาณจำนวน 2,426 ล้านบาท หน่วยงานที่รับผิดชอบการก่อสร้างเขื่อนคือ กองระบบคลอง สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร
 
                      ส่วน พอช.ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อรองรับชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบ เพราะสร้างบ้านอยู่ในคลองหรือแนวก่อสร้างเขื่อน โดยมีเป้าหมาย 66 ชุมชน จำนวนบ้าน 11,004 หลังคาเรือน เพื่อรองรับชาวบ้านจำนวน 58,838 คน โดยมีรูปแบบการจัดที่อยู่อาศัยคือ 1.กรณีชาวบ้านรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวคลองและอาศัยอยู่ในชุมชนเดิมได้จะต้องมีการจัดผังชุมชนใหม่ เพื่อให้ทุกครัวเรือนสามารถสร้างบ้านใหม่ได้ 2.กรณีที่ดินเดิมไม่พอเพียงอาจจะต้องจัดหาที่ดินใหม่ในรัศมี 5-10 กิโลเมตรจากชุมชนเดิม เพื่อสะดวกต่อการทำงาน สถานศึกษา โดยอาจขอซื้อที่ดินจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์กระทรวงการคลังและ 3.จัดหาที่อยู่อาศัยของการเคหะ เช่น บ้านเอื้ออาทร  เป็นต้น
 
                      ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ มีชาวบ้านที่กลัวว่าตัวเองจะเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนในหลายชุมชน เช่น ชุมชนก้าวหน้า เขตบางเขน และชุมชนในเขตหลักสี่และดอนเมือง ได้รวมตัวกันไปยื่นหนังสือต่อ “สิระ เจนจาคะ” อดีตผู้สมัคร ส.ส.ในเขตนั้น ในฐานะ สปช.เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558 ที่รัฐสภา โดยอ้างว่าการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงไม่มีความโปร่งใส จะทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเพราะต้องรื้อย้ายบ้านและต้องเป็นหนี้จากการสร้างบ้านมั่นคง
 
                      ข้อเท็จจริงก็คือ มีชาวบ้านที่มีฐานะยากจนจริงๆ ที่ไม่อยากจะรื้อย้ายบ้านอยู่จำนวนหนึ่ง เพราะรัฐบาลไม่ได้สร้างบ้านใหม่ให้ฟรีๆ แต่สนับสนุนงบช่วยเหลือบางส่วนและให้สินเชื่อผ่าน พอช. แต่ก็มีชาวบ้านในระดับที่พอมีพอกินมีบ้านหลังใหญ่ บางส่วนเป็นข้าราชการและทหารในย่านนั้น แต่ที่สำคัญก็คือมีเจ้าของบ้านเช่าในระดับหลายสิบหลัง และเจ้าของร้านอาหารริมคลองในย่านดอนเมืองที่บุกรุกที่ดินกรมธนารักษ์มานานหลายสิบปีเป็นแกนนำในกลุ่มคัดค้านเหล่านี้อยู่ด้วย 
 
                      เมื่อหมดวาระการเป็นสมาชิก สปช.เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สิระจึงมาเป็นแกนนำมวลชนในฐานะประธาน “เครือข่ายสิทธิชุมชนคนริมคลอง”  โดยนำชาวบ้านฝ่ายคัดค้านไปร้องเรียนการก่อสร้างบ้านมั่นคงในชุมชนต่างๆ เพื่อให้ทางสำนักงานเขตระงับการก่อสร้าง ทั้งที่จะว่าไปแล้วกลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้เสียหายแต่ก็กลัวว่าถ้าสร้างบ้านมั่นคงขึ้นมาได้ สร้างเขื่อนสร้างได้ ชุมชนต่างๆ ที่คัดค้านก็จะต้องถูกรื้อย้ายและต้องเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านไปล้มเวทีการสร้างความเข้าใจเรื่องบ้านมั่นคงและโครงการเขื่อน ที่สำนักงานเขตบางเขน เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา 
 
                      ส่วน ศรีสุวรรณ จรรยา ก็ถือเป็นมือกฎหมายของสิระ เพราะเป็นผู้ร่างหนังสือร้องเรียนต่างๆ ให้มีการตรวจสอบโครงการบ้านมั่นคง รวมทั้งยังเป็นคอลัมนิสต์ที่โจมตีบ้านมั่นคงมาตลอด ทั้งที่โครงการบ้านมั่นคงเป็นเพียงโครงการที่รองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนเท่านั้น 
 
                      จึงเป็นเรื่องน่าวิเคราะห์ว่าเหตุใดกลุ่มแกนนำเหล่านี้จึงไม่กล้าคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมโดยตรง เป็นไปได้หรือไม่ว่าหากจะเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าวก็จะเป็นการเดินหน้าชนกับ คสช.โดยตรง จึงเลือกโจมตีเป้าหมายที่อ่อนแอกว่า นอกจากนี้แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวบางคนที่กล้าหาญขนาดจะยื่นฟ้องผู้นำรัฐบาลไปเมื่อเร็วนี้ๆ และโดน คสช.เชิญไปพูดคุยปรับทัศนคติมาแล้ว จึงต้องผ่อนท่าทีของตัวเองลง
 
                      ส่วนยุทธศาสตร์ของกลุ่มคัดค้านก็คือ พยายามจะยื้อเรื่องบ้านมั่นคงออกไป เพราะหากชาวบ้านไม่รื้อย้ายและไม่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงโดยอ้างเหตุผลต่างๆ มาโจมตีก็จะทำให้โครงการก่อสร้างเขื่อนเดินหน้าไปไม่ได้ หรือหากเขื่อนเริ่มก่อสร้างทางกลุ่มคัดค้านก็จะไปยื่นเรื่องต่อศาลปกครองให้ระงับการก่อสร้าง โดยอ้างว่าไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบของโครงการ โดยมีเป้าหมายที่จะเยื้อเวลาเอาไว้จนกว่า คสช.จะหมดอำนาจไปภายในปี 2560 เมื่อ คสช.หมดอำนาจโครงการสร้างเขื่อนก็จะยกเลิกไปโดยปริยาย
 
                      ล่าสุด กลุ่มคัดค้านได้เพิ่มเป้าหมายใหม่ คือเรียกร้องไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ และ รมว.การพัฒนาสังคมฯ ให้ปลด “พลากร วงศ์กองแก้ว” ผู้อำนวยการ พอช. โดยกล่าวหาว่าบริหารงานไม่โปร่งใส ชาวบ้านไม่ไว้วางใจ อย่างไรก็ตามบรรดาคนในกระทรวง พม.ต่างรู้ดีว่าเรื่องนี้มีการเมืองทั้งภายนอกและภายในเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน
 
                      เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีแกนนำเสื้อแดงจากภาคเหนือคนหนึ่งในรัฐบาลที่แล้ว ได้รับปูนบำเหน็ดให้มีตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีคนหนึ่ง มีความสนใจโครงการบ้านมั่นคงเป็นพิเศษ ต่อมาจึงได้จัดตั้งหน่วยงานอิสระขึ้นมาใช้ชื่อ “สถาบันการจัดการที่ดินแนวใหม่ 5 ภาค” ซึ่งมีรูปแบบและเนื้อหาคล้ายกับการดำเนินงานของโครงการบ้านมั่นคง และพยายามของบประมาณสนับสนุนจากทางกระทรวง พม.ประมาณ 1,200 ล้านบาท แต่กระทรวงปฏิเสธ เนื่องจากเห็นว่าซ้ำซ้อนกับงานของ พอช.
 
                      อย่างไรก็ดี อดีตที่ปรึกษารายนี้ก็ยังไม่ละความพยายาม เมื่อมีขบวนการโจมตีบ้านมั่นคงจึงได้เข้าร่วมผสมโรงด้วย โดยการให้ข้อมูลว่า พอช.บริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ เพราะที่ผ่านมา พอช.ได้รับงบประมาณเรื่องบ้านมั่นคงทั่วประเทศประมาณ 3,000 ล้านบาทเศษ แต่ใช้งบไปเพียง 2,000 ล้านบาท จึงเหลืองบประมาณอีกประมาณ 1,100 ล้านบาท จึงควรจะเอางบที่เหลือมาจัดสรรให้ชาวบ้านที่เดือดร้อน !!
 
                      นี่จึงเป็นความพยายามของคน 2-3 กลุ่ม ที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง โดยมีโครงการก่อสร้างเขื่อนและบ้านมั่นคงเป็นตัวประกัน โดยเฉพาะฝ่ายหลังที่พยายามจะเซาะฐานบ้านมั่นคงให้ง่อนแง่น โดยหวังว่าเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หากพรรคการเมืองฝ่ายตนกลับมามีอำนาจอีกครั้ง งบประมาณค้างท่อกว่า 1,000 ล้านบาท ที่จะใช้ในโครงการบ้านมั่นคงของพอช.ก็จะถูกโยกมายังกลุ่มของตนอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่ ก็นับว่าน่าคิดเหมือนกัน
 
 
 
 
-------------------
 
(ปมขัดแย้ง 'เขื่อน คน บ้านมั่นคง' : โดย...สุวัฒน์ จิขุนทด)