ข่าว

10หนังบอลท็อปดาวน์โหลด

10หนังบอลท็อปดาวน์โหลด

07 ธ.ค. 2558

10 หนังบอล ท็อปดาวน์โหลด : บายไลน์...พันโชค มีแสงเงิน [email protected]

 
       ในความเป็นจริง “โลกของฟุตบอล” จากอดีตจวบจนปัจจุบัน ล้วนไม่เคยเปลี่ยนแง่มุม หรือวิธีการเล่นเลยด้วยซ้ำ อาจแตกต่างเปลี่ยนแปลงแค่ยุคสมัย และรายละเอียดเท่านั้น เรื่องราวผ่าน “ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน” มากมายที่ถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์ม และหลายเรื่องชวนให้ตื่นเต้นจนเกือบหยุดหายใจ และน่าเชื่อว่ามันจะประทับติดอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลไปอีกนาน...นี่คือ 10 ภาพยนตร์ฟุตบอลที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดจากค่ายแอปเปิล
 
Looking for Eric (2009)
 
 
       เอริก คันโตนา เป็นนักฟุตบอลฝรั่งเศส ที่มีอารมณ์เหมือนศิลปิน รุนแรงเหมือนพายุทั้งอารมณ์และการเล่น แฟนบอลเรียกเขาว่า “เลอ รัว” หรือราชา ในภาพยนตร์เรื่องนี้ “ก็องโต” เล่นเป็นตัวเอง ที่เป็นแรงดลใจให้กับเอริก บิช็อป บุรุษไปรษณีย์ที่มีครอบครัวสับสนอลหม่านและลูกเลี้ยงที่เกเร
 
 
Fever Pitch (1997)
 
       หนังสือของ นิค ฮอร์นบี ที่กล่าวถึงพอล อาจารย์สอนภาษาอังกฤษ วัย 30 เศษ ที่คลั่งไคล้ อาร์เซนอล จนทำให้เป็นเด็กไม่รู้จักโต ส่งผลถึงความสัมพันธ์กับสาวคนรัก กินใจแฟนบอลโดยเฉพาะผู้ชายที่เหมือนกับเห็นชีวิตของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ โตขึ้นไปทีละหน้าของหนังสือ จนได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดขณะฉายในอังกฤษ ส่วน โคลิน เฟิร์ธ ที่รับบทพอล ใครจะรู้ว่าต่อมาเขาจะได้รับ “ออสการ์” ในฐานะนักแสดงนำชายจากภาพยนตร์เรื่อง The King's Speech
 
       ต่อมา “ฮอลลีวูด” ไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ชื่อเดียวกันนี้ แต่เปลี่ยนทีมฟุตบอลอาร์เซนอล เป็นทีมเบสบอล บอสตัน เรดซอกซ์ และนำแสดงโดย จิมมี ฟอลลอน กับ ดรูว์ แบร์รีมอร์
 
 
Victory (1981)
 
 
       ภาพยนตร์เรื่องนี้นอกสหรัฐอเมริกา ใช้ชื่อเรื่อง “Escape to Victory” และเมื่อลงโรงฉายในประเทศไทยมีชื่อว่า “เตะแหลกแล้วแหกค่าย” เมื่อปี 1981 โดยเค้าโครงเรื่องดัดแปลงมาจาก “Two half-times in Hell” หนังของฮังการี เมื่อปี 1962
 
       ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับทีม ดินาโม เคียฟ ในสงครามโลก ครั้งที่ 2 กับการแข่งขันที่เรียกว่า “นัดแห่งความตาย” ซึ่งขณะนั้นนาซียึดครองรัสเซีย และจัดการแข่งขันโดยสั่งให้เคียฟ ยอมแพ้ทีมของเยอรมนี ทว่าเคียฟเลือกที่จะสู้อย่างเต็มที่จนชนะ 5-3 และ 8-0 ในการแข่งซ้ำสัปดาห์ถัดมา ซึ่งหลังเกมนัดแข่งใหม่นักฟุตบอลของเคียฟถูกส่งตัวเข้าค่ายกักกันและทรมานจนเสียชีวิตเกือบทั้งทีม
 
       ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้นักฟุตบอลอาชีพจริงๆ เล่นถึง 17 คน โดยมี 4 คน ที่ได้เหรียญรางวัลจากฟุตบอลโลก ได้แก่ บ็อบบี มัวร์ (อังกฤษ, แชมป์โลก 1966), เปเล (บราซิล, แชมป์โลก 1958, 1962, 1970), ออสวัลโด อาร์ดิเลส (อาร์เจนตินา แชมป์โลก 1978) และ คาซิมีร์ซ เดย์นา (โปแลนด์ อันดับ 3 ฟุตบอลโลก 1974) ส่วนดาวดวงเด่นในโลกภาพยนตร์ที่ร่วมแสดงด้วยคือ ไมเคิล เคน และ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน
 
 
The Damned United (2009)
 
 
       ภาพยนตร์ในชื่อภาษาไทยว่า “โค้ชยูงทองแข้งบันลือโลก” นำเสนอเรื่องของ ไบรอัน คลัฟ หนึ่งในตำนานผู้จัดการทีมฟุตบอลในอังกฤษ โดยหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลือกสร้างชีวิตในการคุมทีม น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ช่วงที่ประสบความสำเร็จสูงสุด แต่นำเสนอเมื่อครั้งที่คลัฟ ไปคุมทีม ลีดส์ ยูไนเต็ด แชมป์ดิวิชั่น 1 (1973-1974) ต่อจาก ดอน เรวี ที่เลื่อนชั้นไปคุมทีมชาติอังกฤษ ทว่าคลัฟ คุมทีมได้เพียง 44 วัน ก็โดนอัปเปหิออกจากถิ่น เอลแลน โรด ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้แฉที่มาที่ไปในเรื่องที่ถูกเก็บเป็นความลับมาเกือบ 4 ทศวรรษ
 
 
Offside (2006)
 
 
       ภาพยนตร์ในชื่อภาษาไทยว่า “ผู้หญิงก็มีหัวใจ” เป็นภาพยนตร์ของอิหร่าน ที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิสตรีและการเมือง โดยใช้ “ฟุตบอล” เป็นตัวเดินเรื่อง เมื่อกลุ่มเด็กหญิงในอิหร่าน ต้องการเข้าไปชมฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย รอบแบ่งกลุ่ม 10 ทีมสุดท้ายกับบาห์เรน ซึ่งเป็นนัดสำคัญหากอิหร่าน ชนะ ก็จะมีแต้มขาดลอยได้ไปเล่นรอบสุดท้ายทันที ทว่าในอิหร่านมีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้าสนามกีฬา ดังนั้นเด็กหญิงและสาวรุ่นทั้งหลายจึงต้องหาทางลักลอบเข้าไป บ้างทำได้ บ้างโดนจับ โดยหนังจะเน้นไปยังกลุ่มที่โดนจับได้เป็นหลัก แม้จะหยิบประเด็นที่จริงจังมาเล่นแต่กลับทำได้สนุก จนได้รับรางวัลจากหลายสถาบันที่นำฉายทั่วโลก
 
 
Bend It like Beckham (2002)
 
 
       ภาพยนตร์ในชื่อภาษาไทยว่า “สู้! สุดใจ ไว้ลายเบ็คแฮม” สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของอังกฤษ ที่ใช้ เดวิด เบ็คแฮม เป็นแรงผลักดันให้ชีวิตและจิตใจของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งต่อสู้ ตัดสินใจ และเลือกเอาระหว่างแรงปรารถนาอันมุ่งมั่นของเธอที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ กับความต้องการอันแข็งแกร่งของผู้ให้กำเนิด ซึ่งต้องการให้เธอเป็นทนายความ
 
       แม้เรื่องนี้จะใช้ชื่อของเบ็คแฮม นักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์อังกฤษ แต่ “หนุ่มเบ็คส์” ไม่ได้ร่วมแสดงแต่อย่างใด เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าด้วยการก้า6วข้ามวัยของวัยรุ่น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราหลายคนล้วนโตมาด้วยกันกับฟุตบอล และชื่อของเบ็คแฮม
 
 
Once in a Lifetime : The Extraordinary Story of the New York Cosmos (2006)
 
 
       เรื่องราวของ นิวยอร์ก คอสมอส นับได้ว่าเป็นตำนานฟุตบอลของสหรัฐอเมริกาขนานแท้ เพราะ “เดอะ คอสมอส” เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่จะนำฟุตบอลเป็นกีฬาของคนอเมริกัน ในทศวรรษ 70 และก็เกือบจะทำสำเร็จ โดยเฉพาะในช่วงที่มีนักฟุตบอลระดับแชมป์โลกมาอยู่ด้วยมากมาย อาทิ เปเล, คาร์ลอส อัลแบร์โต หรือฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ แต่ละสัปดาห์เรียกผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 75,000 คน แต่เมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดก็ตกลงต่ำได้เช่นกัน คอสมอส เข้าไปพัวพันทั้งเรื่องการเมือง หนี้สิน และปัญหาขัดแย้งภายใน จนเรียกได้ว่าพวกเขาไม่เคยเฉียดใกล้ความสำเร็จเหล่านั้นอีกเลยในยุคสมัยนี้
 
       สารคดีฟุตบอลเรื่องนี้พิถีพิถัน แม้กระทั่งเพลงที่ใช้ประกอบ การตัดต่อ การเล่าเรื่อง และใช้ “ฟุตเทจ” มากกว่าภาพยนตร์ “ฮอลลีวูด” หลายเรื่องด้วยซ้ำ บางที พอล คราวเดอร์ กับ จอห์น โดเวอร์ สองผู้กำกับ อาจจะมีความทะเยอทะยานไม่แพ้คอสมอส เลยก็ว่าได้
 
 
Shaolin Soccer (2001)
 
 
       โจว ซิง ฉือ ดาราตลกของฮ่องกง ทำหน้าที่ทั้งกำกับ ร่วมเขียนบท และแสดงเป็นตัวนำเรื่อง “นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่” ด้วยการใช้ศิลปะป้องกันตัวแบบภาพยนตร์กำลังภายในของจีน และใช้วัดเส้าหลิน เป็นตัวแทนฝ่ายธรรมะ แม้จะยังคงเป็นภาพยนตร์ตลกเจ็บตัวตามแบบฉบับของโจว ซิง ฉือ ทว่าการนำลูกบ้าทั้งการเล่าเรื่อง ภาพที่จงใจถ่ายออกมาให้เป็นเหมือนหนังเกรดบี จึงเหมือนนำสไตล์ของเฉินหลง มาบวกเข้ากับเค้าโครงเรื่องของเควนติน ตารันติโน ขวัญใจคอหนังคัลท์ แต่กลับน่าหลงใหลและสนุกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะท่วงท่าการต่อสู้บนสนามฟุตบอลที่แม้จะไม่เข้าใกล้ฟุตบอลโนโลกของความเป็นจริง แต่กลับเป็นภาพยนตร์ฟุตบอลที่ทั้งเอเชียและฝรั่งพูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมออนไลน์
 
 
Zidane: A 21st Century Portrait (2006)
 
 
       เคยมีคนกล่าวว่าหาก ซีเนอดีน ซีดาน เลือกถือสัญชาติสกอตแลนด์ หรือแอลจีเรีย ตามบรรพบุรุษ เขาอาจไม่ได้กลายเป็น “ซิซู” เหมือนทุกวันนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไร ซีดาน ถูกยกย่องให้เป็นนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกลูกหนังยุคใหม่ และสารคดีฟุตบอลเรื่องนี้ก็ได้ใช้กล้องบันทึกติดตามทุกการเคลื่อนไหวในฤดูกาลแข่งขันสุดท้ายของเขากับ รีล มาดริด เมื่อปี 2005
 
       ภาพยนตร์สารคดีชุดนี้ใช้เทคนิคหนังระทึกขวัญเข้าช่วยทำให้ทุกอิริยาบถของซีดาน เหมือนกับจะหลอกหลอนคู่ต่อสู้และผู้ชมไปในตัว และอาจเป็นภาพยนตร์สารคดีที่ใช้กล้องมากที่สุดนับตั้งแต่มีการสร้างสารคดีฟุตบอลก็ว่าได้ อีกทั้งเทคนิคมุมกล้อง การวางจังหวะลำดับภาพ รวมถึงการใส่เพลงประกอบ ราวกับจะบอกว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเกิดมาเพื่อเป็นตำนาน หรือแรงบันดาลใจให้ใคร
 
 
Gregory's Girl (1981)
 
 
       ถือเป็นภาพยนตร์ฟุตบอลที่น่าประทับใจเรื่องหนึ่งของสกอตแลนด์ และเป็นที่น่าสังเกตว่าภาพยนตร์จากสหราชอาณาจักร มักใช้กีฬาฟุตบอล หรือนักฟุตบอล เป็นตัวเดินเรื่อง สำหรับภาพยนตร์สำหรับเด็กที่กำลังจะก้าวข้ามวัย นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ใช้ฟุตบอลเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเด็กที่กำลังจะโต และทับซ้อนกับความรักของหนุ่มสาวไว้ด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นหนังนอกเวลาของนักเรียนไฮสคูลใน “ยูเค”