
เงินทองต้องรู้ : ยังไงก็ไม่ขาย
07 ธ.ค. 2558
เงินทองต้องรู้ : ยังไงก็ไม่ขาย : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ลูกหนี้รายหนึ่งใส่สร้อยคอทองคำ ถึงเส้นไม่ใหญ่ไม่โต แต่ก็ไม่ได้เล็ก มาพร้อมความเดือดร้อนและน้ำตาว่า ไม่มีเงินใช้หนี้ ขณะที่ลูกหนี้อีกรายมีที่ดินขนาด 1 ไร่ ที่ทำยังไงก็ไม่ยอมขาย เพราะ “สามีมอบให้ด้วยความรัก” ดังนั้น ที่ดินผืนนี้จึงมีคุณค่าจากใจกับเธอมาก เฝ้าถามทุกคนว่า ทำไมไม่ขายทรัพย์สินเอาเงินไปใช้หนี้ เพราะ “หนี้” เหมือนโซ่ตรวนที่ตรึงแขนตรึงขา ทำให้เราขยับไปไหนไม่ได้ จะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ติดขัดไปหมด ถ้าปลดโซ่ตรวนได้บ้าง โอกาสจะขยับขยายให้คล่องตัวก็พอมี
คำตอบร้อยละ 99 หรือร้อยละ 100 คือ ขายไม่ได้เพราะจำเป็นต้องใช้ และขายไม่ได้เพราะมีคุณค่าทางใจ
แม้กระทั่งคนที่เคยเป็นเพื่อนกันที่ประสบปัญหาทางการเงิน เหตุจากใช้เงินผิดประเภท เพราะใช้เงินในอนาคตระยะสั้น (จากบัตรเครดิต) มาชำระหนี้ค่าผ่อนบ้าน (ที่การผ่อนชำระค่าบ้านควรมาจากรายได้จากการทำมาหากินตามปกติ ไม่ใช่หยิบยืมจากบัตรเครดิตหรือบัตรเงินสดที่มีต้นทุนดอกเบี้ยสูงมาก เมื่อเกิดการผิดนัดชำระ) พอหนี้บัตรเครดิตบวมมากๆ จนหมุนไม่ทัน รอบชนรอบ หนี้เพิ่ม ดอกเบี้ยเพิ่ม จากกู้หลักแสนกลายเป็นหนี้หลักล้าน
เคยถามว่า ทำไมไม่ขายคอนโดที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ เอาเงินสดมาใช้หนี้ คำตอบคือ มีรายได้จากค่าเช่าคอนโด คุ้มกว่า ถามว่า ทำไมไม่ขายรถยนต์ที่มี 2 คัน เอาเงินมาใช้หนี้ คำตอบคือ จำเป็นต้องใช้ ไม่งั้นจะให้นั่งรถเมล์ไปทำงานหรือยังไง ถามว่า ทำไมไม่ขายเพชร ขายทอง ที่ใส่ติดตัวอยู่ เปลี่ยนเป็นเงินสดมาใช้หนี้ คำตอบคือ ถ้าไม่มีใส่ก็อายคนอื่น ดีที่สุดสำหรับลูกหนี้คนนี้ (ซึ่งทีเด็ดมาก) คือ พยายามหยืบยืมจากเพื่อน เพราะเพื่อนควรมีน้ำใจกับเพื่อน โดยลืมคิดไปว่า น้ำใจควรมีไว้สำหรับเรื่องจำเป็น และเป็นเรื่องที่หนทางตีบตันแล้วจริงๆ ดังนั้น ดีที่สุดสำหรับเพื่อนคือ ไม่ให้ยืม และดีที่สุดสำหรับทั้งสองคน คือ เลิกคบกันไปด้วยเรื่องเงินๆ ทองๆ
ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้สองรายแรก หรือรายหลัง ต่างไม่ยอมขายทรัพย์สินหาเงินใช้หนี้ ล้วนมีเหตุผล ทั้งขายไม่ได้เพราะจำเป็น ขายไม่ได้เพราะมีคุณค่าทางใจ และขายไม่ได้เพราะเสียเงิน ไม่ว่า แต่เสียหน้า ข้าไม่ยอม
เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของเจ้าหญิงแห่งแคว้นบาวาเรียในแม็กกาซีนฉบับหนึ่ง เป็นเจ้าหญิงผู้อยู่นอกราชบัลลังก์ที่เผชิญวิกฤติการณ์ทางการเงินในชีวิต หลังจากพระสวามีสิ้นพระชนม์ พร้อมกับทิ้งหนี้มูลค่ามหาศาลไว้ให้ เจ้าหญิงพระองค์นี้ประทานสัมภาษณ์ว่า พระองค์ตัดสินพระทัยจัดการปัญหาการเงินของครอบครัวด้วยพระองค์เอง สิ่งแรกที่ทรงทำคือ เปิดประมูลเครื่องเพชรส่วนพระองค์ และรถ 2 คันจาก 4 คันที่เป็นของพระสวามีผู้ล่วงลับ รวมถึงไวน์ที่สะสมไว้
พระองค์ประทานสัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ยากลำบากของทั้งครอบครัวและทั้งพระองค์เอง ทรงใช้สมองคำนวณบัญชีครอบครัวเหมือน “แม่บ้านทั่วไป” และกฎข้อสำคัญ ก็คือ “อย่าใช้จ่ายมากกว่าที่หาได้” พระองค์พยายามลดค่าใช้จ่ายด้วยการทำอะไรให้ง่ายขึ้น รวมถึง “จดค่าใช้จ่าย” เพื่อให้รู้ว่า ส่วนไหนจำเป็น-ไม่จำเป็น และส่วนไหนที่ตัดทอนออกไปได้
แม้เป็นเจ้าหญิงนอกราชบัลลังก์ แต่พระนามของพระองค์ก็โด่งดังและเป็นที่รู้จักทั่วยุโรปและอีกหลายมุมโลก ในขณะที่ต้องดำรงยศศักดิ์และรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล แต่เมื่อมีหนี้สินและไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะจัดการกับหนี้สิน เจ้าหญิงพระองค์นี้ยังไม่ทรงลังเลที่ขายทรัพย์สินเก่าแก่ ซึ่งแน่นอนว่า ทุกชิ้นล้วนมีคุณค่าทางใจ และไม่ทรงหวั่นเกรงว่า การขายทรัพย์สินเพื่อใช้หนี้จะทำให้เสียพระพักตร์แต่อย่างใด
ลูกหนี้ 2-3 รายนั้น หรืออีกหลายรายที่ไม่ยอมขาย “ทรัพย์สิน” เพื่อใช้หนี้ ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันประการ น่าจะได้อ่านบทสัมภาษณ์ของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง
ในโลกของความเป็นจริง ไม่ว่าลูกหนี้จะขอคำปรึกษาหรือคำแนะนำจากสำนักไหน เมื่อมาถึงทางตันที่หนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว ทุกสำนักต่างก็ฟันธงเหมือนกันว่า ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคนมีทรัพย์สินคือ ให้แปลงสภาพทรัพย์สินด้วยการขาย แล้วเปลี่ยนเงินสดนำไปใช้หนี้ทั้งหมด หรืออย่างน้อยชำระคืนบางส่วนก็ยังดี ซึ่งหากจะแยกย่อยลงไป ลูกหนี้อาจจะแบ่งทรัพย์สินออกได้เป็น 3 ประเภท (เพื่อจัดลำดับการขาย ถ้ามีมากพอแก่การจำแนก) ได้แก่ ทรัพย์สินที่ไม่สร้างรายได้ ทรัพย์สินที่สร้างรายได้ และทรัพย์สินที่มีคุณค่าทางใจ
แน่นอนว่า ทรัพย์สินกลุ่มแรกที่จะถูกขายออกไป ย่อมต้องเป็นทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น บ้านหรือคอนโดมิเนียมที่ไม่ได้อยู่อาศัยหรือไม่ได้ปล่อยให้เช่า รวมถึงบรรดาเครื่องเพชรเครื่องทองของประดับต่างๆ แม้กระทั่งรถยนต์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่อำนวยความสะดวกให้ ก็ต้องตัดใจขายออกไป แล้วยอมลดมาตรฐานการใช้ชีวิตของตัวเองลง เพราะรถยนต์นั้น นอกจากค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงแล้ว ยังมีค่าน้ำมัน ซึ่งเป็นรายจ่ายแฝงอยู่กับรถยนต์อีกด้วย
ถ้าขายทรัพย์สินกลุ่มแรกไปแล้วยังไม่พอใช้หนี้ ก็ต้องเลือกระหว่างทรัพย์สินที่สร้างรายได้กับทรัพย์สินที่มีคุณค่าทางใจ ซึ่งถ้าต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองสิ่งนี้ ก็ควรทำใจ-ตัดใจขายทรัพย์สินที่มีคุณค่าทางใจออกไปก่อน เพราะส่วนใหญ่ทรัพย์สินเหล่านี้ก็มักจะคาบเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แล้วเก็บทรัพย์สินที่สร้างรายได้ไว้ ถึงแม้จะใช้หนี้ได้ไม่หมด ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องขายออกไปทั้งหมด แต่กันไว้สำหรับสร้างรายได้ให้แก่เราในอนาคต
เคยถามลูกหนี้คนหนึ่งว่า การไม่ยอมขายที่ดิน เพราะรักและหวงว่า เป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าทางใจ แต่ยอมเอาที่ดินไปจำนอง เพื่อนำเงินมาให้ลูกชายใช้เป็นสินสอดทองหมั้นไปขอลูกสะใภ้ ถ้าวันหนึ่งผ่อนไม่ไหว ที่ดินโดนยึดไป แบบไหนเจ็บปวดกว่ากัน ระหว่างการขายที่ดินแล้วมีเงินใช้หนี้ ปลดโซ่ตรวนให้กับัวเอง กับการถูกยึดที่ดินไป โดยที่หนี้ก็ยังอยู่และยังต้องก้มหน้าก้มตาหาเงินใช้หนี้ต่อไป
ลูกหนี้ไม่ตอบ แต่แววตาบ่งบอกว่า “ยังไงก็ไม่ขาย” ในขณะที่ผู้หญิงใจเด็ดบางคน ยอมขายแม้กระทั่ง “แหวนแต่งงาน” เพื่อใช้หนี้ เพราะไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าจะอยู่อย่างทุกข์ใจ ด้วยเงื่อนไขที่สมมุติขึ้นเอง
--------------------
(เงินทองต้องรู้ : ยังไงก็ไม่ขาย : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



