ข่าว

เอกสารลับที่ไม่ลับ10ไอเอสเข้าไทย

เอกสารลับที่ไม่ลับ10ไอเอสเข้าไทย

06 ธ.ค. 2558

เอกสารลับที่ไม่ลับ10ไอเอสเข้าไทย : เรื่องเล่าข่าวดัง ทีมข่าวอาชญากรรม

           พลันที่เอกสารลับของกองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) เลขที่ 0028.122/137 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2588 ซึ่งลงนามโดย พล.ต.ต.สราวุฒิ การพานิช รองผบช.ส. (ปฏิบัติราชการแทน ผบช.ส.) สั่งการให้ตำรวจในสังกัด บช.ส.ติดตามพฤติการณ์ชาวต่างชาติ โดยมีเนื้อหาใจความว่า หน่วยต่อต้านข่าวกรองของรัสเซีย หรือเอฟเอสบี ประสานผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ แจ้งเตือนว่า มีชาวซีเรีย 10 ราย เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายกองกำลังรัฐอิสลาม หรือไอเอส เดินทางเข้าประเทศไทยระหว่างวันที่ 15-31 ตุลาคม 2558 แยกกลุ่มเดินทางไปที่พัทยา จ.ชลบุรี 4 ราย จ.ภูเก็ต 2 ราย กทม. 2 ราย และที่เหลือ 2 ราย ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน และทั้งหมดยังไม่ทราบชื่อ มีวัตถุประสงค์เพื่อก่อเหตุร้ายต่อผลประโยชน์ของรัสเซียและกลุ่มพันธมิตรในไทย จึงให้ บก.ส.1 บก.ส.2 และบก.ส.3 สืบสวนข้อเท็จจริง และเร่งตรวจสอบชาวซีเรียทั้ง 10 ราย เพิ่มความเข้มในการสืบสวนติดตามสถานที่เป้าหมายตามที่ทางการรัสเซียกังวลว่าจะเกิดเหตุร้าย รวมทั้งสถานที่ของประเทศพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนการโจมตีกลุ่มไอเอสในซีเรีย เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียม สวีเดน และออสเตรเลีย เพื่อป้องกันเพิ่มการรักษาความปลอดภัยไม่ให้เกิดสถานการณ์เลวร้ายในไทยโดยเด็ดขาด ทั้งสถานที่และบุคคล โดยรายงานให้ทราบทุกวันพุธ เริ่มตั้งแต่วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน สร้างความวิตกกังวลแก่คนไทยไม่น้อย

           หลายพื้นที่ซึ่งถูกระบุว่ามีชาวซีเรียต้องสงสัยพัวพันกลุ่มไอเอสเข้าไปในพื้นที่มีการเพิ่มมาตรการในการเฝ้าระวังเหตุก่อการร้ายอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะใน จ.ภูเก็ต สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ฝั่งอันดามัน ผู้ว่าราชการจังหวัดมีการกำชับให้หน่วยงานความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ระดมกำลังคุมเข้มพื้นที่ซึ่งเป็นศูนย์รวมของชาวต่างชาติ รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นๆ เช่นเดียวกับที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งมีการระดมกำลังคุมเข้มพื้นที่ไม่แพ้กัน

           มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เกิดขึ้นไม่แตกต่างจากกรณีเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทร ไม่กี่เดือนก่อน ซึ่งภาพเหตุการณ์ความสูญเสียในครั้งนั้นยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของไทยมาจนถึงทุกวันนี้ และที่สำคัญเหตุการณ์ในครั้งนั้นยังไม่แน่ชัดว่าสาเหตุแห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากชนวนใดแน่

           ก่อการร้าย หรือขัดแย้งทางการเมือง ยังคงเป็นคำถามที่ค้างคาใจอยู่ ไม่แปลกที่เมื่อมีหนังสือลับในหน่วยงานด้านการข่าวอย่างกองบัญชาการหลุดลอดไป โดยมีเนื้อหาในทำนองให้มีการตรวจสอบเครือข่ายก่อการร้าย ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างความหวาดวิตก

           แม้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานตำรวจ และคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการข่าวมาโดยตลอด จะยืนยันว่า ไม่มีไอเอสในไทย และมั่นใจว่า ไทยไม่ใช่เป้าหมายของขบวนการก่อการร้าย เพราะไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ยอมรับว่าเอกสารฉบับนั้นเป็นของจริง ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เป็นขั้นตอนทางธุรการซึ่งทำกันเป็นประจำ

           การที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ให้สัมภาษณ์เช่นนั้น ดูเหมือนจะช่วยคลี่คลายความวิตกกังวลให้แก่คนไทยได้ระดับหนึ่ง ซึ่งความจริงก็คงเป็นไปเช่นนั้น เพราะข้อมูลด้านการข่าวชุดนี้มีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานด้านการข่าวของรัสเซียมายังหน่วยงานความมั่นคงของไทยมาตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งหลังได้รับการแจ้งเตือนชุดสืบสวนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หน่วยข่าวสันติบาล และทหาร มีการเฝ้าติดตามพฤติการณ์ของบุคคลตามที่หน่วยข่าวรัสเซียระบุถึงมาโดยตลอด แต่จนถึงวันนี้กลับไม่พบตัวแต่อย่างใด

           พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ยืนยันว่า ยังไม่พบกลุ่มบุคคลอย่างที่หน่วยข่าวรัสเซียแจ้งเตือน แต่ก็ได้ให้ตำรวจสันติบาลติดตามตรวจสอบนักท่องเที่ยวชาวซีเรียกว่า 400 คน ที่เข้ามาในไทยในห้วงเวลาที่ได้รับการแจ้งเตือน และยังให้หน่วยงานความมั่นคงเพิ่มความระมัดระวังในการป้องกันเหตุร้าย

           ที่น่าสนใจกว่านั้น ทำไมเอกสารชุดนี้จึงเล็ดลอดออกมาในช่วงจะมีกิจกรรมสำคัญ และใกล้เทศกาลปีใหม่ ซึ่งผู้ที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองมาอย่างใกล้ชิด ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า การหลุดออกมาของเอกสารลับชุดนี้ มีนัยอะไรหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์มอบหมายให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร.ตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งมีการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปแล้ว อีกไม่นานน่าจะทราบผล

           แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูเหมือนจะพุ่งเป้าไปยังกลุ่มคนบางกลุ่ม โดยตอบคำถามสื่อมวลชนด้วยถ้อยคำที่เผ็ดร้อน หลังถูกจี้คำถาม เป็นขบวนการจ้องทำลายเศรษฐกิจไทยหรือไม่?

           นายกรัฐมนตรีตอบด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “การออกมาอย่างนี้มองสิว่าใครจะเล่นงานรัฐบาล ใครละ ใครจะทำลายผม ใครที่ไปพูดกับต่างประเทศอยู่ปัจจุบัน แล้วใครที่ไม่ชอบผม ผมว่าผมเป็นคนน่ารักพอสมควร แต่ผมจะไม่น่ารักสำหรับคนบางคนคือคนที่ไม่รักชาติ ผมไม่รักด้วย ถ้าถามว่ามองยังไง ไม่มองหรอก ไปวิเคราะห์มาสิว่าใคร ใครเป็นคนพูดตอนนี้ ใครเป็นคนพูดเพื่อชักศึกเข้าบ้าน ใครที่เอาประเทศไปขายอยู่ต่างประเทศ ใคร เอ่ยชื่อมาใคร”

           แม้ผู้เกี่ยวข้องจะยืนยันว่าไม่พบไอเอสในไทย แต่ก็ไม่น่าจะประมาทได้ เพราะเมื่อกลางเดือนกันยายน 2557 มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยพัวพันไอเอสในประเทศกลุ่มสมาชิกอาเซียน รวมถึงออสเตรเลียได้หลายคน

           ออสเตรเลียต้องประกาศยกระดับการระวังภัยก่อการร้ายจากระดับกลางเป็นระดับสูง หลังจากการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยพัวพันกลุ่มไอเอสได้ 15 คน กลางนครซิดนีย์ และข้อมูลด้านการข่าวของออสเตรเลียพบว่า มีชาวออสเตรเลียถึง 300 คน เข้าไปร่วมรบกับกลุ่มไอเอส

           ขณะที่มาเลเซียมีการแจ้งเตือนประชาชนในประเทศให้ระมัดระวัง และยังแจ้งเตือนประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ระมัดระวังเช่นกัน หลังจากเมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ตำรวจมาเลเซียจับกุม 3 ผู้ต้องสงสัยอาจเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย โดยการควบคุมตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาและสถานทูตออสเตรเลียในมาเลเซียได้ออกคำเตือนประชาชนของตัวเองให้ระวังการก่อเหตุโจมตีขึ้นในย่านช็อปปิ้งของกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยสถานทูตสหรัฐระบุว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามที่เชื่อถือได้ว่าอาจมีการโจมตีก่อการร้าย และเรียกร้องให้พลเมืองอเมริกันหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังถนนอาลอร์ ซึ่งเป็นย่านช็อปปิ้งบริเวณใจกลางเมืองหลวง รวมถึงบริเวณโดยรอบ นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ในอดีตองค์กรก่อการร้ายวางแผนโจมตีที่สอดคล้องกับวันสำคัญๆ แต่ไม่ให้รายละเอียดใดๆ

           และในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา มาเลเซียได้จับกุมผู้ให้การสนับสนุนกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ไปแล้วกว่า 100 คน โดยบางคนถูกกล่าวหาว่าวางแผนก่อเหตุโจมตีในประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้มีข้าราชการพลเรือนและสมาชิกกองกำลังรักษาความมั่นคงรวมอยู่ด้วย

           ไม่แตกต่างจากอินโดนีเซีย สำนักข่าวจาการ์ตา โกลบ รายงานข่าว หน่วยต่อต้านก่อการร้ายของอินโดนีเซียจับกุมชาวต่างชาติถือหนังสือเดินทางปลอมของตุรกี ต้องสงสัยเป็นผู้ก่อการร้าย 4 คน พร้อมชาวอินโดนีเซียต้องสงสัยเป็นเครือข่ายกลุ่มซานโตโซ (Santoso Group) อีก 3 คน ในเขตโปโส (Poso)  จ.สุลาเวสีกลาง

           ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีรายงานว่า ทางการสิงคโปร์ส่งกลับผู้ต้องสงสัยชาวอุยกูร์ที่เดินทางไปจากประเทศไทย และถือหนังสือเดินทางปลอมเช่นกัน ซึ่งมีรายงานด้วยว่า ทางการอินโดนีเซียตั้งข้อสงสัยว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คน อาจเชื่อมโยงหรือมีความต้องการเดินทางต่อไปยังตะวันออกกลาง เพื่อร่วมรบกับ “กลุ่มรัฐอิสลาม” หรือ “ไอเอส” หรือ “ไอซิส”

           ผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่มก่อการร้ายหลายคนแสดงทัศนะไปในทิศทางที่สอดคล้องกันว่า แม้ไทยจะไม่ใช่เป้าหมายการก่อเหตุ แต่ก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศทางผ่านของกลุ่มหัวรุนแรง เพราะตั้งอยู่กึ่งกลางของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีกลุ่มหัวรุนแรงเคลื่อนไหวอยู่เดิม ทั้งกลุ่มเจไอ อาบูซายาฟ อัล-ไกดา เฮซบอลเลาะห์ และพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ซึ่งสมาชิกบางส่วนของกลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้เป็นเครือข่ายของกลุ่มไอเอสด้วย

           ไทยเองก็เคยมีประวัติการจับกุมผู้ที่ถูกระบุว่าพัวพันกับกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ ทั้งกรณีการจับกุม “ฮัมบาลี” แกนนำคนสำคัญของกลุ่มเจไอ ที่เข้ามากบดานอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อหลายปีก่อน การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าพัวพันกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ พร้อมกับสารประกอบระเบิดที่ จ.สมุทรสาคร เมื่อไม่นานมานี้ และล่าสุดกรณีเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร แม้จนถึงวันนี้จะยังไม่ชัดเจนว่าเป็นเรื่องของการก่อการร้าย หรือความขัดแย้งทางการเมือง แต่การสอบสวนกลุ่มผู้ลงมือก่อเหตุแทบทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นชาวต่างชาติ กลายเป็นคำถามที่ค้างคาใจมาจนถึงทุกวันนี้