ข่าว

'บิ๊กตู่'ลั่นหาตัว'สายลับ'เอกสารหลุด

'บิ๊กตู่'ลั่นหาตัว'สายลับ'เอกสารหลุด

04 ธ.ค. 2558

'ประยุทธ์' ยันยังไม่พบไอเอสในไทย ลั่นหาตัวสายลับแพร่เอกสารราชการ วอน ปชช.อย่าตระหนก ฝากถึงคนอยู่ ตปท.อย่าชักศึกเข้าบ้าน ออกคำสั่ง คสช.แก้ไขปัญหาการบริหารงาน ตร.

 
                      4 ธ.ค. 58  เมื่อเวลา 16.15 น. ที่เมืองทองธานี  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเอกสารลับของตำรวจสันติบาลที่มีคำสั่งให้ติดตามพฤติกรรมของชาวต่างชาติตามที่หน่วยข่าวกรองของรัสเซียให้เฝ้าระวังติดตามกลุ่มไอเอสที่เข้ามาในประเทศไทย ว่า ยังคงตรวจสอบอยู่ โดยให้กระทรวงกลาโหม (กห.) และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตรวจสอบ 
 
                      โดยนายสุวพันธุ์ รายงานว่า ยังไม่พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มไอเอส และกำลังตรวจสอบดูว่าเอกสารดังกล่าวนั้น มีที่มาอย่างไร แต่ข้อสำคัญคืออย่าไปสร้างความตื่นตระหนกเพิ่มขึ้นอีก ถ้าเรามั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยของเรา เรามีการเฝ้าระวัง ดังนั้น เราต้องช่วยกัน เพราะไม่ว่าจะมีอะไรเข้ามาหรือไม่มี แต่ถ้าเราสร้างความเข้มแข็งร่วมกัน ก็ไม่ต้องกลัวอะไร ขึ้นอยู่ที่พวกเรา 70 กว่าล้านคนทุกคน ซึ่งจะดูแลกันเองไม่ได้หรือ เจ้าหน้าที่เราต้องเข้มแข็ง สังคมเราเองก็ต้องเข้มแข็ง เรื่องอะไรที่เป็นปัญหาอยู่ ก็ว่าไปตามกระบวนการ
 
                      นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ต้องให้ความสำคัญกับการเดินหน้าประเทศ ความอันตราย ความรุนแรง เกิดขึ้นได้ทุกที่ในโลก จะมาหรือไม่มา จะมีข่าวหรือไม่ ไม่มีทางที่เราจะรู้ได้ เพราะถ้าเกิดว่ารู้ว่าจะมา แต่เราก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะเกิดขึ้นที่ใด ก็ต้องไปหากันอีก หาแล้วจะทันการก่อเหตุหรือเปล่า
 
                      "ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกันมอง พื้นที่ของตัวเอง บ้านของตัวเอง ดูซอกซอยว่าคนเหล่านี้ที่มานั้นประหลาดๆ หรือเปล่า มีพฤติกรรมลับลับล่อล่อหรือเปล่า แล้วรีบแจ้งตำรวจ ทำแบบนี้เดี๋ยวก็เจอ มาเท่าไรก็เจอหมด จับได้หมด แต่ถ้าเกิดแล้ว บอกไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดได้อย่างไร เป็นหน้าที่ของตำรวจทหารอย่างนี้ไม่ได้ เพราะต่างประเทศเขายังไม่รู้เลย อย่างประเทศที่เกิดเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเขาเก่งกว่าเรา แต่เขาก็ยังป้องกันไม่ได้เลย วันนี้เลยลำบากทั้งหมด ทั้งการท่องเที่ยว การค้า ดังนั้น จะต้องแข็งแรง ช่วยกัน หาความร่วมมือ สตรองทูเกตเตอร์"
 
                      เมื่อถามว่า การติดตามตัวไอเอสไม่ใช่เรื่องง่ายใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าจะหาง่ายๆ เพราะมีการขยายตัวขึ้นทุกวัน เพราะมีข่าวว่าหลายประเทศก็เข้าร่วมกับไอเอส ซึ่งมีจากทุกประเทศแต่ไม่ใช่ไทย อย่าไปชักศึกเข้าบ้าน เพราะถ้ามีก็ต้องเจอ ประเด็นสำคัญคือเราต้องรักษาความสงบเรียบร้อย เพราะการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวกำลังเกิดขึ้น เหล่านี้จะดีกับประเทศ ใน 3 - 4 ปีข้างหน้า เพราะเราจะเป็นประเทศที่มีเงินทองมากขึ้น แต่วันนั้นตนคงไม่อยู่แล้ว
 
                      เมื่อถามถึงเอกสารที่หลุดออกมา นายกฯ กล่าวว่า 1. คือเอกสารจริงหรือเปล่า 2. หลุดมาจากที่ใด เพราะมีระเบียบและกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว เพราะเอกสารลับจะออกมาไม่ได้ เพราะมีมาตรการในการรักษาความลับเอกสารราชการนั้น มีตั้งแต่ลับ ลับมาก ลับที่สุด ปกปิด แต่เอกสารเหล่านี้ชอบออกมา นักข่าวเองก็ไม่รู้ว่าใครได้มา ได้จากที่ไหน ใครเป็นคนเอาออกมา เดี๋ยวตนจะหาให้ เอกสารลับออกมาไม่ได้ แต่มันก็หลุดมาเรื่อย เพราะพวกเรา(สื่อ)ชอบเอาออกมา สายลับเยอะ
 
                      เมื่อถามว่า มองกรณีดังกล่าวอย่างไรเพราะเอกสารนี้ออกมาพร้อมกับกรณีประเทศตุรกีจับตัวนางวรรณา สวนสัน หรือ นางไมซาเราะห์ และนายเอ็มระห์ ดาวูโตกลู สามีชาวตรุกี 2 ผู้ต้องหาคดีระเบิดศาลท้าวมหาพรหมณ์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา นายกฯ กล่าวว่า จะเอามาโยงกันทำไม โยงกันจนอยู่ไม่มีความสุข ไม่เห็นได้อะไร ไอ้นี่คือไอ้นี่ ต้องแก้ไปทีละอัน ถ้าเอาทั้งหมดมาพันกัน ก็ไปไม่ได้สักอย่าง ตนพยายามจะคลี่คลายทุกอย่าง ให้ประชาชนมีความสุข วันสำคัญอย่างปีใหม่ก็ให้มีความสุข
 
                      เมื่อถามว่า มองว่าเป็นขบวนการจ้องทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทยหรือไม่ นายกฯ กล่าวช่วงหนึ่งด้วยอารมณ์พร้อมกับย้อนถามกลับกับผู้สื่อข่าวว่า "การออกมาอย่างนี้มองสิว่าใครจะเล่นงานรัฐบาล ใครล่ะ ใครจะทำลายผม ใครที่ไปพูดกับต่างประเทศอยู่ปัจจุบัน แล้วใครที่ไม่ชอบผม ผมว่าผมเป็นคนน่ารักพอสมควร แต่ผมจะไม่น่ารักสำหรับคนบางคน คือคนที่ไม่รักชาติ ผมไม่รักด้วย ถ้าถามว่ามองยังไง ไม่มองหรอก ไปวิเคราะห์มาสิ ว่าใคร ใครเป็นคนพูดตอนนี้ ใครเป็นคนพูดเพื่อชักศึกเข้าบ้าน ใครที่เอาประเทศไปขายอยู่ต่างประเทศ ใคร เอ่ยชื่อมา ใคร"
 
 
 
ยังไม่รับรายงานตุรกีจับ 'วรรณา-สามี'
 
 
                      พลเอกประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีมีกระแสข่าวว่าประเทศตุรกีจะส่งตัวนางวรรณา และสามีชาวตุรกี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีระเบิดศาลท้าวมหาพรหมณ์ ให้กับทางการของไทย ว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รายงานมาที่ตน ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งในเรื่องของการจับกุม กว่าจะรู้ก็ต้องผ่านขั้นตอนของตำรวจ ทหาร ฝ่ายความมั่นคง แต่ถ้าเจอโทรศัพท์ถึงกันก็สื่อสารกันได้หมด
 
 
 
ออกคำสั่ง คสช.แก้ไขปัญหาการบริหารงานตํารวจ
 
 
                      เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 44/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตํารวจ
 
                      " เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตํารวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความเป็นธรรม อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปในด้านการบริหารราชการแผ่นดินและกระบวนการยุติธรรม อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้
 
                      ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 
                      'มาตรา 32 เพื่อรักษาความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ให้ ก.ตร.ออกกฎ ก.ตร. กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตํารวจไว้ให้ชัดเจนแน่นอน กฎ ก.ตร. ดังกล่าวให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป'
 
                      ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในมาตรา 53 และมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 88/2557 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยตํารวจแห่งชาติ ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 
                      'มาตรา 53 การแต่งตั้งข้าราชการตํารวจให้ดํารงตําแหน่งตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (4) (5) และ (6) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
 
                      (1) การแต่งตั้งข้าราชการตํารวจให้ดํารงตําแหน่งตามมาตรา 44 (1) ให้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตํารวจที่ดํารงตําแหน่งจเรตํารวจแห่งชาติหรือรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แล้วเสนอ ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง
 
                      (2) การแต่งตั้งข้าราชการตํารวจให้ดํารงตําแหน่งตามมาตรา 44 (2) (3) (4) (5) และ (6) ให้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตํารวจเสนอ ก.ตร. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนแล้วให้นายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
 
                      มาตรา 54 การแต่งตั้งข้าราชการตํารวจให้ดํารงตําแหน่งตั้งแต่มาตรา 44 (7) ลงมาในสํานักงานผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ให้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ส่วนในกองบัญชาการที่มิได้สังกัดสํานักงานผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ให้ผู้บัญชาการเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
 
                     ในกรณีที่เป็นการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจให้ดํารงตําแหน่งจากส่วนราชการหนึ่งไปอีกส่วนราชการหนึ่ง ให้หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทําความตกลงกัน แล้วให้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติหรือผู้บัญชาการที่ประสงค์จะแต่งตั้งเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง'
 
                      ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
 
                      'มาตรา 56 ในกรณีที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเห็นว่าการใช้อํานาจในการแต่งตั้งของผู้บัญชาการไม่เป็นธรรม หรือมีกรณีไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่ ก.ตร. กําหนดตามมาตรา 57 หรือมีเหตุผลความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ข้าราชการตํารวจซึ่งดํารงตําแหน่งตั้งแต่มาตรา 44 (7) ลงมาพ้นจากพื้นที่หรือหน้าที่ หรือเห็นว่าหากดํารงตําแหน่งเดิมต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการหรือมีเหตุพิเศษตามที่ ก.ตร. กําหนด ให้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติมีอํานาจสั่งแต่งตั้งข้าราชการตํารวจให้ดํารงตําแหน่งตามมาตรา 44 (7) ลงมา ได้ตามควรแก่กรณี'
 
                      ข้อ 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 105/1 ของหมวด 8 การอุทธรณ์ แห่งพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547
 
                      'มาตรา 105/1 ในกรณีที่ศาลปกครองมีคําพิพากษาถึงที่สุดสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขคําสั่งในเรื่องใด ให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาผู้มีอํานาจ ก.ตร. หรือ ก.ต.ช. แล้วแต่กรณี ในการสั่งการตามสมควรเพื่อเยียวยาและแก้ไขหรือดําเนินการตามที่เห็นสมควร'
 
                      ข้อ 5 ให้ ก.ตร. ดําเนินการออกกฎ ก.ตร. เพื่อปฏิบัติตามคําสั่งนี้ ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ
 
                      ข้อ 6 ในระหว่างที่ยังมิได้มีการออกกฎ ก.ตร. ตามข้อ 5 ให้นํากฎ ก.ตร. ประกาศ มติหรือกรณีที่กําหนดไว้แล้วในส่วนที่เกี่ยวข้องซึ่งใช้อยู่เดิมมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งนี้ จนกว่าจะมีกฎ ก.ตร. ตามข้อ 5 ขึ้นใช้บังคับ
 
                      ข้อ 7 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
 
                      สั่ง ณ วันที่ 4 ธันวาคม พุทธศักราช 2558 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
 
 
 
ประเทศไทยต้องเปลี่ยนกติกาใหม่ มี ปชต.และธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง
 
 
                      พลเอกประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งในการกล่าวเปิดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย ที่อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานีถึงประเด็นทางการเมือง ว่า เราต้องการให้ประเทศไทยเป็นธรรมาภิบาล โดยประเทศต้องเดินหน้าไปได้ด้วยการที่ทุกคนต้องร่วมมือกับตน วันนี้ มีการทักท้วงเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน และเมื่อตนใช้มาตรา 44 ก็มีปัญหาอีก ยืนยันว่าไม่ได้อยากใช้ เว้นแต่เอาไว้ปราบคนที่แย่ๆ ที่บอกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นก็ต้องถามว่าถูกต้องหรือไม่ ดังนั้น ทุกคนต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจด้วยการบอกกันปากต่อปาก เพราะเราไม่อยากให้ประเทศกลับไปเป็นแบบเดิม
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การเมืองไทยต้องเปลี่ยนกติกาใหม่ เราต้องทำประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง มีธรรมาภิบาล ทุกคนต้องร่วมมือกับตน หากไม่ร่วมมือก็ไปไม่ได้ บางกลุ่มชอบอ้างสิทธิมนุษยชนอะไรก็แล้วแต่ เรื่อง ม.44 ตนไม่ได้อยากใช้เลย เว้นแต่กับบางคนที่มันแย่ๆ เขาประกาศไปแล้วว่า บางอย่างห้ามทำ ไอ้นี่ก็ยังจะทำ แล้วก็บอกว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
 
                      นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ทุกท่านต้องช่วยตนมีสองอย่างที่ต้องสร้างการรับรู้ คือโซเชียลมีเดีย และการบอกปากต่อปาก ให้บอกในสิ่งที่ดี แต่ส่วนใหญ่กลับบอกกันแต่สิ่งไม่ดี เพราะไม่เข้าใจกันซึ่งต้องเข้าใจกันก่อนว่าตอนนี้ปัญหาประเทศอยู่ที่ไหน เราจะร่วมในกระบวนการบริหารจัดการด้วยกันอย่างไร กฎหมายต้องมีอย่างไร รัฐธรรมนูญต้องเขียนอย่างไร ต้องทำให้ได้ตามนั้นและมันอยู่ที่ท่านทุกคน อำนาจเป็นของพวกท่านทุกคน เวลาทำประชามติหรือเลือกตั้งต้องออกมาให้หมดทั้ง 40 กว่าล้านคน มันเปลี่ยนแปลงแน่นอน จะเลือกก็ได้ ไม่เลือกซักคนก็ได้ บางคนก็บอกว่าไม่ชอบการเมือง ที่ผ่านมามีคนแค่ 20 กว่าล้านคนเลือกรัฐบาลตลอดมา ใช่หรือไม่ ข้างบน 10 เปอร์เซ็นต์ ตรงกลาง 30 ข้างล่าง 60 นักการเมืองก็เลือกเอาแต่กลุ่มข้างล่าง เพราะเขาไปเลือกด้วยความไม่รู้ ซึ่งบางทีเลือกใคร พรรคอะไร ยังไม่รู้จักเลย แต่วันนี้มีความชัดเจนขึ้น ตนอยากให้ท่านสอบถาม คนที่ออกมาพูดทุกวันนี้ ว่า มีวิสัยทัศน์กับประเทศนี้อย่างไร เมื่อประชาชนจะเลือกท่านมาเป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาเรื่อง น้ำ สิ่งแวดล้อม ขยะ อย่างไร วันนี้มีแต่เรื่อง อำนาจ กับประชาชน อำนาจเป็นของประชาชนใช่หรือไม่ แล้วท่านจะให้เขากลับมาทำร้ายท่านหรือ
 
                      "การเลือกตั้งคืออะไร คือพิธีกรรมหรือวิธีการหรือไม่ ท่านจะให้คนที่ดีมาบริหารบ้านเมืองหรือเปล่า หรือท่านจะเขียนเช็คที่ไม่ได้ลงชื่อ ลงจำนวน ให้เขาไปใช้ ท่านคิดว่าท่านได้ประโยชน์แล้ว มันได้กี่คน ได้หมดหรือไม่ ไม่หมดหรอกครับ เพราะมันมีอยู่แค่นี้ เราก็ต้องไปหาทุนเพิ่ม เพราะมันมีงบประมาณจำกัดอยู่แล้ว มาดูในสิ่งที่มันพึงได้ แล้วก็แยกเป็นกลุ่มเต็มไปหมด"
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวและว่า อยากให้ทุกคนร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ โดยมีประชาชนเป็นผู้ให้น้ำมัน และจะนำรถคันนี้ไปรับประชาชนที่มีรายได้น้อยทั้งหมดขึ้นมา แล้วส่งที่แพของตนแต่ไม่ใช่เรือแป๊ะ ซึ่งแพของตนจะมีคนไทยทุกระดับชั้น
 
                      นายกฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเจ็บตาย ไม่ต้องมีผู้เสียสละ ไอ้ที่ต้องเสียสละให้แกนนำเป็นผู้เสีย อย่ามากันอีกแล้วกัน ไม่ใช่เขาบิดเบือนอะไรแล้วมา แล้วได้อะไรขึ้นมา ไม่ได้อะไรสักอย่างต้องมาแก้กันเต็มไปหมด เรียกค่าเสียหาย เราทำเต็มที่ในการสร้างกลไกต่างๆ เพื่อให้เกิดขึ้นในรัฐบาลต่อไปให้ได้ ให้เกิดความโปร่งใสสุจริต วันนี้ยังได้ยินว่ามีคนนำชื่อตนไปอ้าง ตนไม่รู้จักใครไม่มีใครมาหาตนได้ที่บ้าน หากมีงานให้มาหาที่ทำเนียบฯ แต่ก็มีคนส่งข้อความมาให้ตนทางโทรศัพท์ ซึ่งดูแล้วไม่มีใครดีสักคน เหลือตนดีคนเดียวซึ่งมันไม่ใช่ นี่คืออันตรายของโซเชียลมีเดีย เราต้องมาดูว่าการพัฒนาประเทศให้เป็นเศรษฐกิจดิจิตอลต้องทำอย่างไร
 
 
 
สั่งช่อง 11 ปรับผังรายการ แนะใช้ภาษาที่คนเข้าใจง่าย
 
 
                      พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงการปรับผังรายการของช่อง 11 ว่า เมื่อเช้าได้สั่งให้ช่อง 11 ปรับแผนผังรายการใหม่ ถ้าปรับไม่ได้ตนจะปรับเอง เราต้องให้คนเรียนรู้พูดภาษาที่เขาเข้าใจ อย่าพูดภาษาราชการ และที่ตนพูดเยอะเพราะต้องการสร้างความเข้าใจ แต่ก็ยังมีคนไม่เข้าใจอยู่เพราะไม่ฟังตั้งแต่ต้น และที่พูดในรายการคืนความสุขฯ นั้น มีการประเมินคะแนนว่าคนฟังมากน้อยเท่าไหร่ แต่ตนไม่สนใจคะแนนตกเพราะก็ยังต้องพูดต่อไป ต้องรับผิดชอบ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีใครบอกหรือไม่ว่าอนาคตประเทศจะเป็นอย่างไร ที่ไม่บอกเพราะไม่พร้อมจะทำ ไม่มีการเตรียมโครงสร้างหารายได้เข้าประเทศ และจะมีปัญหาโลกร้อนเข้ามาอีก  
 
 
 
เตือน ขรก.ให้ปรับการทำงาน ระบุ เม.ย.นี้จะประเมินทั้งหมด
 
 
                      พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงการทำงานของข้าราชการว่า ทุกกระทรวงต้องกำหนดผลสัมฤทธิ์ โดยตนจะประเมินผลในเดือน เม.ย.ใหม่ทั้งหมด ทั้งในเรื่องความประพฤติ ผลงานที่ทำอยู่ และผลความพึงพอใจของประชาชนด้วยเพราะวันนี้รัฐบาล ข้าราชการ ประชาสังคม เอ็นจีโอ เอกชน ต้องเดินหน้าประชารัฐ บริหารงานจากข้างบนลงสู่ข้างล่าง คือจากนโยบายไปสู่การขับเคลื่อนและไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งถ้ามีปัญหาก็ส่งกลับมาที่ข้างบน ที่ผ่านมา วันหนึ่งสั่งงานเป็น 100 เรื่อง ตลอด 2 ปีรวมเป็นพันกว่าเรื่อง สั่งจนงงหมดแล้ว
 
                      พลเอกประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่ได้เข้ามาเพื่ออยู่ให้นาน แต่เข้ามาเพื่อปฏิรูป หรือใครไม่ต้องการ สิ่งที่คิด สิ่งที่ทำ มันจะไปได้ไม่ได้เลย ถ้าไม่ช่วยกัน จะกลายเป็นความขัดแย้งทุกเรื่องไป วันนี้ติดกับดักตัวเองทั้งนั้น ผลประโยชน์ตัวเองต้องลดลง ร่วมมือกัน ข้าราชการต้องดูแลเอาใจใส่ประชาชนด้วย ไม่ใช่บังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว ทุกอย่างต้องขับเคลื่อนต้องทำให้เกิดการปฏิรูปให้ได้ภายในปี 60 แล้วส่งให้รัฐบาลต่อไป
 
                      นายกฯ กล่าวต่อว่า หากข้าราชการมีปัญหาในการทำงานสามารถแจ้งมาที่ตนได้ที่ทำเนียบรัฐบาลหรือศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งปีที่ผ่านมาแก้ปัญหาไปแล้วกว่า 9 แสนเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ถูกละเลย ส่วนปัญหาที่เหลือจำเป็นต้องแก้กฎหมายหรือต้องใช้มาตรา 44 ในการดำเนินการ เช่น เรื่องขยะสามารถแก้ปัญหาได้หากเกิดขึ้นจากใจ หรือจะต้องให้ใช้มาตรา 44 ไปจับคนทิ้งขยะหรืออย่างไร รัฐบาลมีหน้าที่บูรณาการทำงานให้ทั่วถึง จากนี้ตนจะดูแลข้าราชการให้มีความเข้มแข็งไม่ให้ถูกทาบทับ แต่ก็ไม่ให้ต่อต้านเพราะจะผิดวินัย ตนอยากให้มีการกำหนดกรอบการทำงานระยะที่หนึ่งตั้งแต่ปี 57 - 61 ในการปรับโครงสร้างใหญ่ๆ เพื่อให้ทุกอย่างเดินไปได้และที่พูดว่าปี 61 นั้นเนื่องจากตนจะอยู่ถึงปี 60 แต่ต้องทำงบประมาณของปี 61 ด้วย ต้องบูรณาการในการจัดทำงบประมาณ ส่วนที่เหลือก็ให้รัฐบาลต่อไปดำเนินการ เพราะการปฏิรูปต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ซึ่งเรื่องสำคัญที่สุดคือการวางแนวทางการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นตนไม่เคยต้องการผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น
 
                       พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกครั้งที่ตนเดินทางไปต่างประเทศ ตนได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปถ่ายทอดให้ชาวต่างชาติในเวทีโลกได้รับรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาทำ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าที่ผ่านมาเหตุใด รัฐบาลถึงไม่ทำแบบนี้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะดูแลปัญหาเรื่องที่ดินทำกินให้ แต่ก็ต้องรู้ด้วยว่า ป่าและที่ดินนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะทุกคนยังยึดติดเพียงว่าต้องมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง โดยทุกคนต้องการเป็นเจ้าของที่ดิน มีการกู้หนี้ ยืมสิน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องหนี้สินต่างๆ แม้แต่ตอนนี้ปัญหาหนี้สินของครูก็มีปัญหามาก เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการเองก็กำลังจะแก้ไข ซึ่งตนเองได้มอบให้เร่งแก้ปัญหานี้ ถ้าใครไม่แก้ตนจะแก้เอง
  
 
 
ต้องลดภาวะเรือนกระจกปีละ 5% ขอแรงคนไทยลดใช้ถุงพลาสติก
 
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงานเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทยและวันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมู่บ้านแห่งชาติ ประจำปี 2558 “รักพ่อ รักษ์ไทย ในหัวใจสีเขียว” ตอนหนึ่งว่า รู้สึกว่าปัญหาเยอะขึ้นทุกวัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ขณะที่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับทุกคน ไม่ใช่ตนคนเดียว เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เราเผชิญกันอยู่ ทั้งในน้ำ อากาศ พื้นดิน เป็นของมนุษยชาติ ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ต้องทำให้เกิดความมั่นคงขึ้น ผลความเสียหายจากภาวะเรือนกระจก การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ การบุกรุกป่า ไฟป่า เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ต้องให้ความสำคัญทุกเรื่อง โดยร่วมมือกันเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดความยั่นยืน
 
                      นายกฯ กล่าวว่า เหตุผลเพราะโลกเจริญเติบโตมากขึ้น ทางเทคโนโลยี อุตสาหกรรม ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่สิ้นเปลืองไปก่อนเวลาอันควร แต่ต่างประเทศที่ลงทุนในไทยก็ยังอยู่กับเรา เพราะไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ ดังนั้น ต้องมาดูในอาเซียน มีป่า มีน้ำ เหลือเท่าไร ที่ผ่านมาประเทศไทยยังโชคดีไม่มีพายุที่รุนแรงเหมือนต่างประเทศ แต่ก็เคยผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม จนทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ว่าด้วยเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา หมายถึงเข้าใจพื้นที่ ประชาชน และปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหา ที่ต้องไม่สร้างความขัดแย้งใหม่ ฝากให้ทุกกระทรวง ไปดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชดำรัสดังกล่าว ร่วมกันสร้างจิตสำนึก เพราะวันนี้ยังไม่ชัดเจน
 
                      นายกฯ กล่าวว่า อย่างเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม ในการลดขยะ ซึ่งตนได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการ โดยต่างประเทศนำขยะไปสร้างพลังงาน ขณะที่ขยะบ้านเรามีคุณภาพมากกว่า สามารถสร้างพลังงานได้สูง แต่วันนี้กลับใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะมีความไม่เข้าใจ มีความขัดแย้ง ดังนั้นต้องรณรงค์เพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเจริญเติบโตด้านอุตสาหกรรม ต้องสร้างความเชื่อมโยงกันให้เป็นหนึ่งเดียว รวมไปถึงการป้องกันแก้ไขปัญหาก่อการร้าย ถือเป็นภาระของโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นต้องนำมติประชาคม พันธสัญญา มาปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ทำให้เกิดการจับต้องได้ เป็นรูปธรม ไม่ใช่แค่นามธรรม
 
                      นายกฯ กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้ทุกกระทรวงขับเคลื่อนแผนงานของรัฐบาลให้ได้ ซึ่งจากการประชุมโลกร้อนครั้งที่ผ่านมาที่กรุงปารีส ตนได้กำชับให้ไทยพยายามลดการใช้ก๊าซเรือนกระจกให้ได้ปีละ 5% โดยต้องมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไว้ที่ 20 ปี ดังนั้นจึงต้องมีการรักษาป่าไม้ น้ำ อยากให้ทุกคนลดการใช้ถุงพลาสติกลงให้ได้ 88 ล้านถุง เท่ากับตัวเลขประชากร ดังนั้นเพียงแต่คนละถุงก็ได้แล้ว และเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้าแทน นอกจากนี้ยังต้องทำให้การศึกษาดีขึ้นด้วย ส่วนปัญหาในเรื่องของระบบการศึกษาไทยนั้นก็ไม่รู้ว่าจะโทษใคร แต่จะพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด ถ้าทุกคนยังอยากให้ตนแก้ไข แต่ถ้าไม่ต้องการให้ตนทำ ก็จะไม่ทำ
 
 
 
ชวนคนไทยทั่วโลกทำความดีถวาย
 
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติว่า พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีนั้น จะเป็นวันมหามงคลสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช “พ่อของแผ่นดิน” และเป็น “วันพ่อแห่งชาติ” ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ในทุกประเทศทั่วโลก พร้อมใจกันร่วมถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญมีพระชนมพรรษายิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญปวงชนชาวไทยตลอดไป
 
                      “ขอให้พี่น้องคนไทยทุกคนนะครับ ได้ตั้งปณิธานความดี ตั้งใจทำเรื่องดีๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ผมเองนั้นอยากให้วันพ่อเป็นวันที่คนไทยมีความสุข ร่วมกันทำความดีเพื่อพ่อ ก็คงไม่ใช่เฉพาะวันนี้นะครับ ก็ขอให้เป็นตลอดปี และตลอดไปด้วย ที่คนไทยจะได้แสดงถึงความรักต่อสถาบัน รักประเทศชาติ และรักกันในสังคมไทย ในครอบครัวตัวเองด้วยนะครับ ไม่ว่าเชื้อชาติ ศาสนาใด ในผืนแผ่นดินของพ่อนั้น เราต้องเผื่อแผ่ความรัก รอยยิ้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้มาเยือนชาวต่างประเทศด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคมนี้ ทุกภาคส่วนได้รวมน้ำใจกันเป็นหนึ่งเดียวในการจัดงาน “5 ธันวามหาราช” เฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา ทั่วประเทศ ในส่วนของรัฐบาลมีพื้นที่จัดกิจกรรมหลักทั้งในกรุงเทพมหานคร และพื้นที่โดยรอบ ที่สำคัญอย่างยิ่งคือที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนิน ในภูมิภาคอีก 76 จังหวัดด้วย ต่างจังหวัดจะจัดที่หน้าศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด กิจกรรมทางศาสนาเพื่อเฉลิมพระเกียรติจะประกอบไปด้วย การปฏิบัติธรรมและเจริญพระพุทธมนต์ข้ามคืนเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พร้อมทั้งพิธีทำบุญตักบาตร และการแสดงศิลปวัฒนธรรมตามอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดด้วย แล้วก็มี พิธีถวายพระพรชัยมงคลของ 5 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู และซิกข์ ทั้งในส่วนกลางที่ท้องสนามหลวง และในภูมิภาคด้วย พิธีอีกพิธีหนึ่งคือ พิธีทำบุญตักบาตร แสดงความจงรักภักดีถวายเป็นราชสักการะ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั่วประเทศ สำหรับในต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยประจำประเทศต่างๆ มีการเชิญชวนคนไทยร่วมตักบาตรเช่นกัน