ข่าว

‘สุวพันธุ์’ยันปกติ!รัสเซียเตือน‘ไอเอส’เข้าไทย

‘สุวพันธุ์’ยันปกติ!รัสเซียเตือน‘ไอเอส’เข้าไทย

04 ธ.ค. 2558

‘สุวพันธุ์’ยันปกติ!รัสเซียเตือน‘ไอเอส’เข้าไทย แค่แลกเปลี่ยนข้อมูลตรวจสอบไม่มีจริง ผวจ.ภูเก็ตเรียกประชุมเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง

              เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีรายงานข่าวตำรวจสันติบาลมีคำสั่งให้ติดตามพฤติการณ์ของชาวต่างชาติโดยเฉพาะรัสเซียประสานตรวจสอบกลุ่มไอเอสที่เข้ามาในประเทศไทยว่า ข้อมูลที่เป็นข่าวเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการข่าวระหว่างไทยกับรัสเซียเท่านั้นและทางรัสเซียได้มอบข้อมูลชุดนี้เพื่อให้ทางการไทยตรวจสอบว่ามีการเดินทางของกลุ่มคนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยจริงหรือไม่ข้อมูลที่ให้มาไม่มีความชัดเจนและไทยได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้วพบว่าไม่มีกลุ่มไอเอส อยู่จริงตามที่เป็นข่าว

              ช่วงนี้เป็นช่วงปลายปีที่เป็นเรื่องปกติที่จะต้องระมัดระวังอย่างสูงและตรวจตราให้เข้มข้นสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ที่ผ่านมาและสถานการณ์โลก และเป็นช่วงที่มีการจัดกิจกรรมวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ กิจกรรมปั่นเพื่อพ่อ เทศกาลวันคริสมาสต์ เทศกาลวันปีใหม่ จึงต้องยกระดับการดูแลความปลอดภัยให้เข้มข้น เห็นได้จากการที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เดินทางไปประชุมกับตำรวจและทหาร ในพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อเข้มงวดเฝ้าระวังเรื่องคนผ่านแดน

              นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่พบภัยคุกคาม แต่เราไม่ได้มองข้าม และทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องซึ่งจะมีมาตรการการข่าวและมาตรการรักษาความสงบ ซึ่งเท่าที่ทราบจะมีการแจ้งเตือนลักษณะนี้โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นระยะเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือประเมินเรื่องนั้นเรื่องนี้ รวมทั้งประชาคมข่าวกรองของไทยเองเท่าที่มีการประชุมในทุกสัปดาห์ ทุก 15วัน หรือทุกเดือนเพื่อประเมินสถานการณ์จึงนำข้อมูลที่ขอให้ตรวจสอบต่างๆ มาพิสูจน์ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรซึ่งเบื้องต้นในเรื่องนี้ยังไม่พบความเคลื่อนไหว

              นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า บางเรื่องควรจะต้องทำได้ยาก ไม่ใช่เผยแพร่เอกสารลักษณะนี้ออกมาจนอาจเกิดความตื่นตระหนก ตนจึงอยากฝากว่าเรื่องของความมั่นคงต้องอาศัยเครือข่ายภาคประชาชนช่วยรัฐในการเป็นหูเป็นตาสอดส่องความผิดปกติในสังคมของเรา จึงถือว่าครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือเกิดการตื่นตัวในการดูแลความมั่นคงต่อไปในบ้านเมืองของเรา

              ผู้สื่อข่าวถามว่า หน่วยข่าวความมั่นคงของไทยได้ประเมินว่าการแจ้งเตือนดังกล่าวของรัสเซียเพื่อต้องการให้ทางการไทยเพิ่มมาตรการคุ้มครองธุรกิจหรือกลุ่มผลประโยชน์ของคนรัสเซียในประเทศนั้น นายสุวพันธ์ กล่าวว่า เป็นอีกเหตุผลหนึ่งเนื่องจากรัสเซียเมื่อมีการปรับท่าทีเชิงรุกในการถล่มกลุ่มไอเอสในประเทศซีเรียก็ย่อมมีโอกาสตกเป็นเป้ามากขึ้น เลยเป็นเรื่องปกติที่รัสเซียจะทำลักษณะเดียวกันนี้กับทุกประเทศให้ดูแลสถานทูต บริษัทห้างร้านหรือนักท่องเที่ยวรัสเซียเอง

              ขณะที่พล.ต.ต.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. กล่าวว่า เรื่องนี้ได้รับการประสานข้อมูลจากทางสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสมช. มาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว ซึ่งทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ส่งรายละเอียดรายชื่อกลุ่มประเทศเป้าหมายที่ระบุไว้ในหนังสือให้กับทางสมช.และสันติบาลไปแล้ว แต่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มไอเอส เพราะได้ติดต่อกับทางตำรวจรัสเซีย ก็ยังไม่มีข้อมูลเรื่องกลุ่มไอเอส มีแต่เพียงการเดินทางเข้า-ออกของกลุ่มประเทศเป้าหมายว่าเข้ามาจำนวนเท่าไหร่

              ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ส่งข้อมูลผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 15-31 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยพบว่ามีกลุ่มบุคคลประเทศเป้าหมายเดินทางเข้ามาจำนวน 231 คน และล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันนี้ตรวจสอบแล้วพบว่าเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว เหลืออยู่เพียง 21 คน แต่ในจำนวน 21 คนนี้ก็ยังไม่ครบกำหนดเวลาที่จะเดินทางออกนอกประเทศ เพราะขอวีซ่าท่องเที่ยวเข้ามามีสิทธิ์อยู่ได้ 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนด 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคมเป็นต้นไป แต่ถ้าครบกำหนดแล้วและถ้าเขาขออยู่ต่อก็มาทำเรื่องอยู่ต่อได้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แต่ถ้าไม่มาขออยู่ต่อคือปัญหา ซึ่ง 21 คนนี้แบ่งเป็น 6 คน เป็นผู้ที่มาอยู่ชั่วคราว ทำงานให้กับทางสถานทูตหรือที่ได้รับวีซ่ามาโดยตรงอยู่แล้ว แต่อีก 15 คน ขอมาเป็นวีซ่าท่องเที่ยว โดย4 คนใน 15 คนเป็นผู้หญิง ที่เหลือเป็นผู้ชาย

              นอกจากนี้ผบช.สตม. ยังกล่าวอีกว่า ส่วนรายชื่อชาวซีเรีย 10 คน ที่ระบุอยู่ในหนังสือ อยากให้ทางสมช.เป็นผู้ให้รายละเอียด แต่รายชื่อได้ส่งให้ทางสมช.ไปหมดแล้ว เพราะทางสตม.ดูเพียงบุคคลที่เดินทางเข้า-ออกไทย

 

ฝ่ายความมั่นคงจับตาไอเอสเข้าไทย
 
              ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกฯ ฝ่ายความความมั่นคง กล่าวว่า  คตช.-สตช.เร่งสอบข้อมูลหลังหน่วยต่อต้านข่าวกรองรัสเซียพบข้อมูลเครือข่ายไอเอส 10 รายเดินทางเข้าในไทย  
 
 
รปภ.เข้มสถานทูตรัสเซีย
 
 
              เมื่อเวลา 13.00 น.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานฑูตรัสเซีย ถนนทรัพย์ แขวงสุรวงศ์ เขตบางรัก กทม. มีการเปิดทำการตามปกติ และมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจของสันติบาล (ชุดแบล๊คไทเกอร์)จำนวน 2 นาย พร้อมมีเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยคอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มาติดต่อ ซึ่งโดยปกติได้มีการวางกำลังดังกล่าวไว้อยู่แล้ว ทั้งนี้บริเวณข้างซอยสถานฑูตรัสเซียพบรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจของพื้นที่สน.บางรักจำนวน 1 คัน เพื่อสอดส่องดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนด้วยทั่วไป อย่างไรก็ตามตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามีผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักมาเก็บภาพบรรยากาศบริเวณหน้าสถานฑูตรัสเซียอย่างต่อเนื่อง 
 
              พ.ต.อ.นคร ทองพานิช ผกก.สน.บางรัก เปิดเผยกับว่า ปกติแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการวางกำลังโดยรอบเป็นประจำ แต่เนื่องจากมีกระแสข่าวว่ามีบุคคลกลุ่ม ไอเอส (IS) หลบหนีเข้ามายังประเทศไทยทำให้มีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลถือเป็นกำลังหลักในการดูแลดังกล่าว จะมีชุดแบล็คไทเกอร์จำนวน 2 นาย พร้อมอาวุธปืนกล เฝ้าระวังอยู่บริเวณหน้าสถานฑูต ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางรัก มีการวางกำลังตั้งจุดตรวจบริเวณโดยรอบตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสังกัดหากลุ่มบุคคลผู้ต้องสงสัย ซึ่งเป็นมาตราเดียวการวางกำลังที่สถานฑูตฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามเบื้องต้นยังไม่พบกลุ่มผู้ต้องสงสัยดังกล่าว และอยากฝากถึงประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกฝ่ายจะปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลังสุดความสามารถ 
 
 
ผวจ.ภูเก็ตเรียกประชุมเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง 
 
             เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องทำงานผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้มีการเรียกประชุมด่วนหน่วยงานความมั่นคงของจังหวัดภูเก็ต ประกอบด้วย นายโชคดี อมรวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งดูแลด้านงานความมั่นคง พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต น.อ.สถาพร วาจรัตน์ รอง ผอ.กอ.รมน.ภูเก็ต ตัวแทนทัพเรือภาคที่ 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือกรณี มีข่าวว่าหน่วยต่อต้านข่าวกรองของรัสเซีย ประสานแจ้งเตือนว่า มีชาวซีเรีย 10 ราย ที่เกี่ยวข้องกับรัฐอิสลาม(ไอเอส) ได้เดินทางเข้าไทยแล้วระหว่างวันที่ 15-31 ตุลาคม และได้แยกเดินทางไปพัทยา 4 ราย ภูเก็ต 2 ราย กรุงเทพ 2 ราย และ อีก 2 ราย ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด และยังไม่ทราบชื่อ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อก่อเหตุร้ายต่อผลประโยชน์ของรัฐเซีย และกลุ่มพันธมิตรในไทย บางประเทศออกมาเตือนหรือระบุว่ามีสมาชิกไอเอสเดินทางเข้ามากบดานหรือฝังตัวอยู่ในหลายๆจังหวัดของประเทศไทย โดยหนึ่งในนั้นเป็นจังหวัดภูเก็ต
 
             นายจำเริญ  กล่าวว่า เป็นข่าวที่มีการส่งต่อกันไป เรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องที่แต่ละหน่วยตรวจสอบตามสภาพพื้นที่ เดิมก่อนหน้านี้เราประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก เป็นเมืองแห่งสันติภาพและสันติสุข ซึ่งประเทศไทยไม่ใช่คู่กรณีกับประเทศที่เป็นข่าวอยู่ หลักการเราต้องเข้าใจตรงกันก่อน ส่วนที่เป็นข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ นั้น เป็นหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงในการตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนที่มีข่าวว่า มีชาวซีเรียเข้ามาอาศัยอยู่ในภูเก็ตจำนวน 2 คน ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงที่จะตรวจสอบ ว่าไปตามกระบวนการ
 
             “ในหลักการการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่เมืองท่องเที่ยว รัฐบาลมีการสั่งการ และทุกหน่วยในพื้นที่ด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ฝ่ายทหาร ทั้งทหารเรือและทหารบก รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ในพื้นที่ มีการประสานงานด้านการข่าว และมีการประชุมเกี่ยวกับหัวข้อข่าวสาร การประเมินสถานการณ์ รวมถึงการบูรณาการร่วมกันทั้ง 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองภูเก็ต อ.กะทู้ และ อ.ถลาง ซึ่งมีแผนการดำเนินการของหน่วยงานความมั่นคงอยู่แล้ว”
 
             นายจำเริญ กล่าวด้วยว่า การเฝ้าระวังดูแลรักษา แม้ว่าจะเป็นจะเป็นภาระหน้าที่ของหน่วยงานรัฐโดยตรง แต่ความสำคัญอยู่ที่พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมไม้ร่วมมือกันดูแล เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่พึงประสงค์ให้เกิดย่อมส่งผลกระทบกับทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนของภาครัฐก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดบนพื้นฐานของความไม่ประมาทและบนพื้นฐานของความร่วมมือของพี่น้องประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวด้วย
 
             ในส่วนของมาตรการความเข้มงวดต่างๆ ในการดูแลรักษาความปลอดภัย นั้น นายจำเริญ กล่าวว่า ได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในระดับมาตรฐานที่ต้องทำงานร่วมกันอยู่แล้ว ไม่ใช่มาเพิ่มเมื่อมีเหตุหรือมีข่าวแต่ละครั้ง โดยเรามีมาตรฐานอยู่แล้ว แต่วันนี้ จะขอเพิ่มความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ณ ปัจจุบันเราพยายามเติมในเรื่องการติดตั้งกล้องซีซีทีวี การสื่อสาร แผนบูรณาการ ในระดับพื้นที่ให้กระชับและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมาประเมินสถานการณ์เพื่อหาจุดบกพร่อง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าเราเป็นเมืองท่องเที่ยว ฉะนั้นในการดำเนินการต่างๆ นั้นจะต้องไม่ตื่นตระหนก แต่ต้องตระหนัก
 
             “เรียนพี่น้องประชาชนว่า อย่าตระหนก แต่มาช่วยกันตระหนัก เพราะเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่อยู่รอบตัวเราอยู่แล้วในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องอาชญากรข้ามชาติ หรือการก่อการร้าย ซึ่งทุกเมืองมีผลกระทบทั้งหมดทั่วโลก แต่วันนี้เราอยู่ในสถานะอะไร ซึ่งของภูเก็ต เราไม่ใช่คู่กรณี เราเป็นเมืองท่องเที่ยวรับนักท่องเที่ยวทุกชาติศาสนา และเราประสงค์ให้เป็นเมืองแห่งสันติสุขสันติภาพ จึงขอเรียกร้องให้ทุกคนมาร่วมมือกันทำให้ภูเก็ตเป็นเมืองที่ทุกคนมาแล้วมีความสุข”
 
             นายจำเริญ กล่าวถึงการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง ว่า ได้มีการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่เป็นคู่กรณีกัน เพิ่มมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้นในทุกพื้นที่ ทุกหาด ทุกแหล่งชุมชน สำคัญต้องสร้างความร่วมมือ วาระพื้นที่ กระชับการทำงานให้เข้มแข็งขึ้น และเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ผู้ให้บริการนักท่องเที่ยว พี่น้องประชาชน และสื่อมวลชนที่จะต้องให้ข้อมูลข่าวสาร เพราะนี่คือบ้านของเรา เป็นหม้อข้าวใบใหญ่ของเรา และเราจะดูแลนักท่องเที่ยวดุจญาติมิตรที่มาท่องเที่ยวภูเก็ต
 
             ทางด้าน พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต กล่าวถึงมาตรการเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัย หลังจากมีข่าวว่า มีชาวซีเรีย 2 คน ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอส มาหลบซ่อนตัวอยู่ที่ จ.ภูเก็ต ว่า ได้มีการเพิ่มความเข้มงวดในการออกตรวจตราพื้นที่หรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆของจังหวัด ไม่เฉพาะการดูแลด้านความมั่นคงเท่านั้นแต่งานด้านอื่นๆ เช่น การค้ามนุษย์ การแพร่ระบาดของยาเสพติด อาชญากรรมต่างๆ เป็นต้น ถือว่าสามารถปฏิบัติการไปได้พร้อมๆกัน โดยอาจจำแนกการนำกำลังออกตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายต่างๆ เช่น แหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเทียวอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคู่กรณีกับเหตุการณ์ต่างๆ สถานประกอบการที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้ดำเนินกิจการของกลุ่มประเทศที่เป็นคู่กรณีกับเหตุการณ์ เช่น ฝรั่งเศส รัสเซีย เป็นต้น”
 
             “ขณะนี้ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดภูเก็ต โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีการประสานข้อมูลต่างๆกับกงสุลที่มีอยู่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะกงสุลประเทศคู่กรณี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน และมีการให้ข้อมูลกับพลเมืองของประเทศ เพื่อไม่ให้ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์หรือคำเตือนจากนานาประเทศจนกลายเป็นความหวาดกลัว ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะก่อให้เกิดหรือบ่งบอกว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นเป้าหมายในการก่อวินาศกรรม”
 
             พล.ต.ต.ธีระพล กล่าวด้วยว่า กรณีที่มีการระบุจำนวนของบุคคลต้องสงสัยที่คาดว่าเดินทางเข้ามาในพื้นที่ จ.ภูเก็ตนั้น ได้มีการติดตามและเฝ้าตรวจสอบเสมอมา ซึ่งภาพรวมของการแจ้งเตือนยังกว้างมาก โดยได้มีการประสานกับด่านตรวจคนเข้าเมือง และมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมาตลอด ตั้งแต่เหตุลอบวางระเบิดที่ราชประสงค์ กรุงเทพฯ ขณะที่กลุ่มสัญชาติเป้าหมายที่อาจถูกมองว่าเป็นคนซีเรียจะเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ต่างๆนั้น คงไม่แสดงตนว่าเป็นชาวซีเรีย และมีองค์ประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง จึงไม่อยากให้ตื่นตระหนกกับคำเตือนของนานาชาติ แต่ขอให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องบุคคลที่เชื่อว่ามาจากประเทศในกลุ่มเสี่ยงที่เคยร่วมก่อเหตุในต่างประเทศ และแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อเฝ้าระวังและตรวจสอบ