ข่าว

เปิดคุกมทบ.11.ไขข้อข้องใจนักโทษม.112

เปิดคุกมทบ.11.ไขข้อข้องใจนักโทษม.112

04 ธ.ค. 2558

เปิดคุกมทบ.11.ไขข้อข้องใจนักโทษม.112 : สำนักข่าวเนชั่น โดย ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

             เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี ถูกจับจ้องจากสังคมรอบข้าง  เพราะเป็นเรือนจำพิเศษที่เปิดขึ้นมาเพื่อใช้คุมขังผู้ต้องหาในคดีสำคัญ เช่นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  คดีระเบิดราชประสงค์ และคดี ขอนแก่นโมเดล

             ที่สำคัญเรือนจำแห่งนี้อยู่ในค่ายทหาร มณฑลทหารบกที่ 11 และที่สำคัญมีผู้ต้องหาที่ถูกคุมขังในที่แห่งนี้เสียชีวิตไปแล้วสองรายคือ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา และนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ “หมอหยอง”

             ท่ามกลางความสงสัยถึงสภาพความเป็นอยู่ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้พาสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมสภาพของเรือนจำ แต่ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวบันทึกภาพและห้ามนำอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดเข้าไปภายใน เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษของทหารไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพทุกจุด นอกจากนี้ยังกำชับไม่ให้ผู้สื่อข่าวพูดคุยกับผู้ต้องขัง

             จุดแรกที่เจ้าหน้าที่นำสื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบคือบริเวณอาคารกองร้อยที่ 1 ซึ่งดัดแปลงห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ทหารเป็นห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และดัดแปลงห้องชั้นใต้บันไดทางปีกซ้าย เป็นห้องขังที่ 1 ซึ่งเคยเป็นห้องขังของนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง ปัจจุบันใช้คุมขังนายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ หรือ อาท เลขานุการหมอหยอง

             ในส่วนของห้องขังติดตั้งมุ้งลวดและเหล็กดัดแน่นหนา เจ้าหน้าที่สามารถสังเกตการณ์ผู้ต้องขังได้จากภายนอก ส่วนพื้นที่ด้านในห้องนอนขนาด 10 ตารางเมตรมีรางไฟนีออนส่องสว่าง พัดลมเพดานและพัดลมอุตสาหกรรมด้านนอกอีก 1 ตัว และเครื่องนอน 1 ชุด ประกอบด้วย ฟูกที่นอน หมอน ผ้าห่ม ภายในจะมีเฉพาะโต๊ะสำหรับอ่านหนังสือและหนังสือสวดมนต์ หนังสืออื่น แก้วน้ำ ส่วนด้านหน้าห้องขังมีลิ้นชักพลาสติก 3 ชั้นไว้สำหรับใส่สัมภาระส่วนตัวเช่นเครื่องแบบผู้ต้องขัง จาน ช้อม และในพื้นที่เดียวกันมีห้องสุขาและอาบน้ำในตัวโดยทุกห้องจะมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ประจำการหน้าประตู 2 คน หากผู้ต้องขังต้องการเข้าห้องน้ำจะต้องเรียกเจ้าหน้าที่ให้นำกุญแจมาเปิดห้องขังเพื่อออกมาเข้าห้องน้ำ โดยห้องน้ำจะเป็นห้องไม่มีประตู

             สำหรับผู้ต้องขังจะถูกกำหนดจุดให้นั่งหรือนอนหน้าประตูเปิดเข้าออกเพื่อให้เจ้าหน้าที่ด้านนอกสามารถมองเห็นได้ตลอดเวลา ป้องกันการหลบหนีและการทำร้ายตัวเอง หรือมีอาการเจ็บป่วย โดยแต่ละวันจะถูกนำตัวออกจากห้องขังไปออกกำลังกายเพียงวันละ 1 ชั่วโมง โดยกำหนดให้ออกกำลังกายได้ครั้งละ 1 คนเพื่อไม่ให้ผู้ต้องขังมีโอกาสพบปะพูดคุยกัน ขณะที่ห้องออกกำลังกายเป็นห้องโล่งๆ มีเครื่องออกกำลังกล้ามเนื้อท้องวางอยู่ 2 เครื่อง

             จากนั้นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้นำคณะสื่อมวลชนไปยังกองร้อยที่ 6 ซึ่งเป็นห้องขังที่ 2 มีลวดหนามกั้นบริเวณรอบห้องขังเพื่อกันพื้นที่ออกจากผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ห้องขังดังกล่าวใช้ขัง จ.ส.ต.ประธิน จันทร์เกศ ผู้ต้องขังกลุ่มขอนแก่นโมเดล ซึ่งพบในห้องขังมีหวีวางอยู่ 1 อัน

             จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ต้องขังร้องขอโดยบอกว่าจะนำหวีไปหวีผมกระตุ้นการทำงานของสมอง สภาพห้องขังไม่แตกต่างจากห้องขังที่ 1 โดยห้องขังดังกล่าวเคยใช้คุมขัง พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา ผู้ต้องขังคดีหมิ่นสถาบัน ซึ่งใช้เสื้อผูกคอฆ่าตัวตายกับลูกกรงบริเวณมุมอับของห้องขัง

             จุดนี้เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าขณะเดินเวรจุดที่ พ.ต.ต.ปรากรมผูกคอฆ่าตัวตายจะเป็นมุมที่มองไม่เห็นจากด้านนอก ผู้คุมจึงตะโกนเรียกชื่อเพราะมองเข้ามาในห้องขังแล้วไม่เห็น พ.ต.ต.ปรากรม ในจุดที่กำหนดให้นอนและไม่ขานรับ เจ้าหน้าที่จึงเดินกลับไปนำกุญแจมาไขเปิดห้องคุมขัง เพราะในยามวิกาลเจ้าหน้าที่จะไม่พกกุญแจติดตัวเพื่อป้องกันการแย่งกุญแจชิงตัวผู้ต้องขังและกำหนดให้เดินเวรทุก 1 ชั่วโมง แต่ละรอบใช้เวลาเดินเวรประมาณ 30 นาที จึงครบทั้ง 6 กองร้อย

             ส่วนกรณี “หมอหยอง” ที่เสียชีวิตภายในห้องขังที่ 1 กองร้อยที่ 1 ซึ่งปัจจุบันใช้คุมขังนายจิรวงศ์ ขณะเกิดเหตุหมอหยองนอนอยู่ในจุดที่เจ้าหน้าที่กำหนด แต่ขณะเดินเวรเจ้าหน้าที่เรียกชื่อแล้วหมอหยองไม่ขานรับ เมื่อมองเข้าไปพบว่ามีอาการป่วยจึงได้รีบนำกุญแจมาเปิดนำตัวส่งโรงพยาบาล

             จากนั้นได้พาไปยังห้องขังที่ 3 บริเวณกองร้อยที่ 5 เป็นห้องขังนายณัฐพล ณวรรณ์เล ผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล 

             สำหรับจุดสุดท้ายเป็นบริเวณกองร้อยบังคับการ ซึ่งเป็นห้องขังที่นายบิลาล โมฮำเหม็ด ผู้ต้องหาคดีระเบิดราชประสงค์ และ  นายพาหิรัญ กองคำ ผู้ต้องหาหมิ่นสถาบัน ถูกขังอยู่รวมกันโดยทั้งคู่ถูกกำหนดจุดนอนใกล้กัน ซึ่งการเลือกให้นำมาขังรวมกันเนื่องจากห้องขังไม่เพียงพอ ทั้งคู่สื่อสารกันด้วยภาษามือเป็นหลัก ในห้องขังมีผ้าปูละหมาดวางอยู่ด้วย ซึ่งขณะที่สื่อมวลชนเข้าไปบริเวณห้องขังผู้ต้องขังถูกกำหนดให้นั่งก้มหน้าหันหลัง แต่ผู้ต้องขังทั้งคู่ได้หันมาเหลือบมองสื่อมวลชน ทั้งนี้ ในบริเวณกองร้อยบังคับการได้ดัดแปลงเป็นห้องพบทนายและห้องเยี่ยมญาติ มีการจัดวางเก้าอี้เป็นรูปตัวทีและมีเก้าอี้สำหรับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ด้วย ส่วนขั้นตอนการสอบสวนจะมีการเบิกตัวผู้ต้องขังไปสอบสวนในอาคารที่กำหนดไว้

             ทั้งนี้ ยังมีห้องขังอีกหนึ่งห้องที่คุมขังนายยูซูฟู ไมไรลี ผู้ต้องหาคดีระเบิดราชประสงค์ และนายวัลลภ บุญจันทร์ ผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล แต่เจ้าหน้าท่ี่ไม่ได้พาชมแต่อย่างใด

             นายบุญญรักษ์ บุญญาธิการ หัวหน้าเรือนจำชั่วคราวฯ กล่าวว่า ขณะนี้กรมราชทัณฑ์ได้อนุมัติงบประมาณ 5 แสนบาท เพื่อดัดแปลงห้องขังเพิ่มเติมภายในกองร้อยต่างๆ อีก 6 ห้อง ทำให้จะมีห้องขังในเรือนจำชั่วคราวรวมทั้งหมด 11 ห้อง ซึ่งเป็นการเตรียมการไว้สำหรับรองรับการคุมขังตามคำสั่งศาลสำหรับการดูแลสุขภาพผู้ต้องขังหลังรับตัวจะมีการทำประวัติ ตรวจค้น และตรวจสอบสุขภาพ โดยแต่ละสัปดาห์จะมีแพทย์มาตรวจโรค 2 ครั้ง แต่หากเป็นกรณีฉุกเฉินจะมีแพทย์ทหารเสนารักษ์ประจำการอยู่ 24 ชั่วโมง ผู้ต้องขังในกลุ่มดังกล่าวจะไม่มีการฝึกอาชีพเพราะเป็นผู้ต้องขังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาคดีของศาล

             ขณะที่นายวิทยา กล่าวว่า การเปิดให้สื่อมวลชนเข้าไปภายในพื้นที่เรือนจำชั่วคราวฯ เพื่อแสดงให้เห็นถึงสภาพการคุมขัง ซึ่งสภาพภายในเรือนจำไม่ได้มีความสลับซับซ้อน ไม่ใช่คุกลับ แต่เป็นพื้นที่ความมั่นคง หากอนุญาตให้ถ่ายภาพจะเป็นอันตรายกับที่ตั้งทางทหาร การคุมขังในเรือนจำดังกล่าวจะสิ้นสุดเมื่อเสร็จสิ้นการสอบสวนของพนักงานสอบสวนที่ส่งสำนวนสั่งฟ้องให้อัยการโดยหลังสั่งฟ้องจะมีการย้ายไปเรือนจำปกติ เช่นคดีระเบิดราชประสงค์ที่จะมีการสั่งฟ้องในวันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้

             “อย่างไรก็ตาม การดูแลผู้ต้องขังทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ภายใต้การกำกับดูแลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ทหารทำหน้าที่เพียงดูแลรอบนอก ใช้กำลังสนับสนุนป้องกันการหลบหนี โดยรวมต้องยอมรับว่าเรือนจำดังกล่าวมีความสะดวกสบายกว่าเรือนจำทั่วไป เพราะผู้ต้องขังมีจำนวนน้อย จึงสามารถแยกขังได้และจัดให้มีห้องน้ำภายในห้องขัง”

รายชื่อ 7 ผู้ต้องขัง “คุกทหาร” 

             -นายบิลาล โมฮำเหม็ด และนายยูซูฟู ไมไรลี  มีวัตถุระเบิด (คดีระเบิดราชประสงค์ และท่าเรือสาทร)

             - นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ หรือ อาท เลขานุการหมอหยอง หมิ่นสถาบัน มาตรา 112

             (นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ หมอหยอง และ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา สองผู้ต้องหาร่วมคดีนี้ เสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัว)

             - จ.ส.ต.ประธิน จันทร์เกศ, นายณัฐพล ณวรรณ์เล, นายวัลลภ บุญจันทร์, นายพาหิรัญ กองคำ    หมิ่นสถาบัน มาตรา 112 (ทีมขอนแก่นโมเดล)