ข่าว

ฎีกายืนคุก1ปี‘สนธิ’หมิ่น‘หม่อมอุ๋ย’-รอลงอาญา2ปี

ฎีกายืนคุก1ปี‘สนธิ’หมิ่น‘หม่อมอุ๋ย’-รอลงอาญา2ปี

02 ธ.ค. 2558

ศาลฎีกาพิพากษายืนคุก 1 ปี ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ หมิ่น ‘ม.ร.ว.ปรีดิยาธร’ ปรับ 3 หมื่นบาท ให้รอลงอาญา 2 ปี

 
       ที่ห้องพิจารณา 814 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 2 ธ.ค.58 เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1352/2550 ที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ อดีตรมว.คลังเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด,นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ,บริษัทแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด(มหาชน)และนายขุนทอง ลอเสรีวานิช อดีตบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา326และ328 
 
       ตามฟ้องโจทก์วันที่ 5 เม.ย.50 ระบุว่าเมื่อวันที่ 12 ม.ค.50 นายสนธิกล่าวผ่านรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทางช่องNews 1เอเอสทีวีทำนองว่า โจทก์ ล้างมลทินให้กลุ่มอำนาจเก่า ปล่อยให้มีการออกสลากบนดิน 2 ตัวขัดต่อกฎหมายและโจทก์ช่วยเหลือนายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ที่ไม่ตรวจสอบการขายหุ้นแอมเพิลริชให้กลุ่มทุนเทมาเส็กและปกป้องผู้กระทำผิดกรณีที่ปล่อยให้มีการโอนหุ้นชิน บมจ.ชินคอร์ปฯโดยไม่เสียภาษี รวมทั้งมีผลประโยชน์ทับซ้อนในธนาคารกสิกรไทยฯด้วยซึ่งต่อมานสพ.ผู้จัดการรายวัน ได้นำมาเผยแพร่
 
       ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 ก.ย.52 ว่าบ.ไทยเดย์ฯ,นายสนธิ และนายขุนทอง อดีต บก.นสพ.ผู้จัดการจำเลยที่1, 2, 4 มีความผิดตาม ม.328 โดยให้ปรับ บ.ไทยเดย์ จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท ส่วนนายสนธิจำเลยที่2 ให้จำคุก2ปี และนายขุนทอง อดีต บก.นสพ.ผู้จัดการรายวัน จำคุก 1ปีและปรับ 30,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี และให้จำเลย 1,2,4 ร่วมกันลงโฆษณาคำพิพากษาย่อ ใน นสพ.ไทยรัฐ,เดลินิวส์,มติชน,ผู้จัดการรายวัน เป็นเวลา5 วัน โดยให้ยกฟ้องบ.แมเนเจอร์ จำเลยที่3 
 
       ต่อมาจำเลยที่1,2และ 4ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่4 พ.ย.56 แก้เป็นว่า ให้จำคุก นายสนธิจำเลยที่2 เป็นเวลา 1 ปีและปรับ 30,000 บาท แต่จำเลยเป็นสื่อมวลชน ซึ่งมีความสำคัญในการตรวจสอบ ท้วงติงการทำงานของรัฐบาลและทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม จึงเห็นควรสนับสนุนให้จำเลยที่ 2 ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างเข้มแข็งต่อไป โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และ บ.ไทยเดย์ฯจำเลยที่ 1 ให้ปรับ 100,000บาท ส่วนนายขุนทอง อดีต บก.นสพ.ผู้จัดการจำเลยที่4ให้รอลงอาญา 2 ปีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลย 1,2,4 ร่วมกันลงโฆษณาขอขมาโจทก์ทางช่อง เอ เอสทีวี และ นสพ.ผู้จัดการรายวัน เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน จากนั้นโจทก์ - จำเลยได้ยื่นฎีกา
 
       ขณะที่ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า นายสนธิ จำเลยที่ 2 พูดในรายการ กล่าวหาว่าโจทก์ ปฏิบัติงานบกพร่อง และช่วยเหลือนายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากรและพวกพ้อง ไม่ให้รับโทษเกี่ยวกับขายหุ้นชินคอร์ปฯ นั้น ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นสื่อมวลชน จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดก่อนพูด แต่จำเลยที่ 2 กลับนำข้อเท็จจริงคนละเรื่อง มาพูดใส่ความโจทก์ ทำให้เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ไม่ใช่การติชมด้วยความเป็นธรรม จึงเป็นการหมิ่นประมาทฯ โจทก์ สำหรับ บ.ไทยเดย์ฯ จำเลยที่ 1 นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ในทางนำสืบก็ได้ยอมรับว่า  บริษัทเป็นผู้จัดทำรายการและบันทึกเทปไว้ โดยมี นางสโรชา พรอุดมศักดิ์ เป็นพิธีกร และนายสนธิ จำเลยที่ 2 เป็นแขกรับเชิญแต่ไม่มีสคริปต์ แต่ที่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าไม่รู้เห็นการกล่าวข้อความของจำเลยที่ 2 นั้น ในศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าข้อความนั้นหมิ่นประมาทโจทก์ ข้อกล่าวอ้างของบริษัท จำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้น ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่เป็นสื่อมวลชน ได้วิจารณ์ผู้บริหารประเทศว่าบกพร่องอย่างไร แต่ก็ไม่ได้ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 มีเหตุโกรธเคืองโจทก์มาก่อน ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษาลงโทษปรับ บ.ไทยเดย์ จำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท และจำคุกนายสนธิ จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 1 ปี โดยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีและปรับ 30,000 บาทนั้น จึงเหมาะสมแห่งพฤติการณ์คดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาในส่วนนี้ แต่พิพากษาแก้ในส่วนการลงคำโฆษณาพิพากษาย่อว่า ให้จำเลยที่ 1-2 ลงโฆษณาพิพากษาย่อใน นสพ.ไทยรัฐ เดลินิวส์ หรือ มติชน 2 ฉบับ และนสพ.ผู้จัดการอีก 1 ฉบับ เป็นเวลาติดต่อกัน 3 วัน โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย 
 
       ส่วนนายขุนทอง จำเลยที่ 4 ซึ่งโจทก์ ไม่ได้นำสืบให้เห็นชัดเจนว่า เกี่ยวข้องกับการบันทึกข้อความของจำเลยที่ 2 อย่างไร คงนำสืบเพียงว่าเป็นบรรณาธิการ และเป็นตัวการร่วมที่นำข้อความมาเผยแพร่ ประกอบกับ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ไม่ได้บัญญัติให้บรรณาธิการต้องรับผิด จึงพิพากษายกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 4
 
       โดยภายหลังฟังคำพิพากษา นายสนธิ ก็ได้เดินทางกลับทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ