ข่าว

‘คอป21’ไทยทำโลกร้อนแค่ไหน?

‘คอป21’ไทยทำโลกร้อนแค่ไหน?

02 ธ.ค. 2558

‘คอป21’ไทยทำโลกร้อนแค่ไหน? : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

           กลุ่มคนรักษ์โลกกำลังจับจ้อง “การประชุมโลกร้อนครั้งที่ 21” เพราะเป็นครั้งแรกที่ยักษ์ใหญ่จีนและสหรัฐผู้ทำโลกร้อนอันดับ 1 และ 2 จับมือตกลงกันว่าการประชุมปีนี้จะเข้มข้นและสัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซ ‘เรือนกระจก’ อย่างจริงจัง !

           “การประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” จัดขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี 2558 ถือเป็นสมัยที่ 21 (Conference of Parties : COP21) มีการเชิญผู้นำทั่วโลกเข้าร่วมในช่วง 30 พฤศจิกายน- 12 ธันวาคม 2558 ณ กรุงปารีส ผู้เข้าร่วม 195 ประเทศทั่วโลก เป็นระดับผู้นำรัฐบาลมีมากถึง 147 ประเทศ ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐบาลคาดว่าไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นกว่าคน เครือข่ายด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกว่า 2,000 องค์กร รวมแล้วมีประมาณ 5 หมื่นคนที่มาร่วมเสนอความคิดเห็น

           ที่ผ่านมาการประชุมโลกร้อนมักถูกมองว่าเป็นแค่ลมปาก ไม่มีใครเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะจีนและอเมริกาตัวการทำให้โลกร้อน แต่เมื่อปีที่แล้ววันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จับมือกันออกแถลงการณ์ว่าสามารถบรรลุข้อตกลงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สาเหตุทำให้เกิดโลกร้อนได้แล้ว ถือเป็น “การบรรลุข้อตกลงประวัติศาสตร์แก้โลกร้อน” เลยทีเดียว โดยอเมริกาสัญญาว่า จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ จากลงประมาณ 26-28% ภายในปี 2568 ส่วนจีนตกลงว่าจะเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงสะอาดเพื่อลดโลกร้อนให้มากถึง 20% ภายในปี 2573

           ทำให้การประชุมปี 2558 กำหนดให้สมาชิกทุกประเทศส่งตัวเลขอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะลดโลกร้อนอย่างไรบ้าง ? และมีเป้าหมายลดกี่เปอร์เซ็นต์ ? นำมาเปรียบเทียบโชว์กันให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อก้าวสู่เป้าหมายหลักร่วมกัน คือ หยุดภาวะโลกร้อนหรือทำให้อุณหภูมิโลกไม่เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส

           ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ก้าวมาถึงจุดวิกฤติที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจเพราะเชื่อว่าภาวะอากาศแปรปรวน พายุฝน ภัยแล้ง หรือภัยพิบัติธรรมชาติร้ายแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สิบปีนี้ เพราะอุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นมากถึง 0.6 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) “ไอพีซีซี” คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Intergovernmental Panel on Climate Change - IPCC) ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลให้ทุกประเทศต้องส่งตัวเลขความร่วมมือลดโลกร้อนมานั้น ระบุว่า ภายใน 100 ปีข้างหน้าอุณหภูมิโลกอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกถึง 1.4-5.8 องศาเซลเซียส และหากทะลุเกิน 4 องศาเมื่อไรผลกระทบที่จะตามมา คือ น้ำมหาสมุทรจะเพิ่มสูงทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง หิมะในเทือกเขาหิมาลัยจะละลายหมด หลายประเทศจะจมใต้น้ำและไม่มีพื้นที่ทำเกษตร ตามมาด้วยภาวะการขาดแคลนอาหารทั่วโลก ส่วนกรุงเทพฯ จะทำให้น้ำเพิ่มปริมาณสูงขึ้นเกือบ 1 เมตร พื้นที่เมืองหลวงไทยบางส่วนอาจจมหายไปในทะเล

           ดังนั้น เป้าหมายของคอป 21 คือให้ทุกประเทศร่วมกันทำข้อตกลงไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส ด้วยการลดเปลี่ยนวิธีการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และพฤติกรรมของผู้บริโภค ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

           สำหรับประเทศไทยที่มีส่วนทำให้โลกร้อนอันดับที่ 27 ของโลกนั้น ส่งตัวเลขให้ “ไอพีซีซี” จำนวนเท่าไร?

           “ประเสริฐ ศิรินภาพร” ผอ.สำนักงานประสานการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลว่าไทยส่งตัวเลขให้ไอพีซีซีแล้วว่า จะลดก๊าซเรือนกระจก ในช่วงระหว่างร้อยละ 7-20 ภายในปี พ.ศ.2573 หรืออีก 15 ปีข้างหน้า โดยเทียบเคียงกับกรณีพื้นฐาน (Business as Usual: BAU) ที่ใช้ปี พ.ศ. 2548 และจะจัดทำแผนแม่บทรองรับ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน ปีละ 5,000 ไร่ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชนเมืองไม่น้อยกว่า 10 ตารางเมตรต่อคน เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างน้อย 25% และเพิ่มการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

           “บางคนบอกว่าเป็นตัวเลขน้อยไป เพราะหลายประเทศในเอเชียเสนอที่ 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แต่นี่คือตัวเลขที่วิเคราะห์แล้วว่าไทยทำได้ เพราะนับจาก 5 ปีที่แล้วเราลดไปได้แล้วถึง 4 เปอร์เซ็นต์ และตัวเลขที่เสนออาจเพิ่มจาก 20 เป็น 25 ได้ ถ้าประเทศต่างๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนไทยมากขึ้น”

           ถ้าพิจารณาข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ของปี พ.ศ.2555 พบว่า อันดับ 1 ที่ทำโลกร้อนอย่างจีนมีมากถึงปีละ 1 หมื่นล้านตัน อันดับ 2 อเมริกาจำนวน 5 พันล้านตัน อันดับ 3 สหภาพอียูจำนวน 4 พันล้านตัน อันดับ 4 อินเดีย จำนวน 2 พันล้านตัน

           ส่วนไทยนั้นอันดับ 27 ประมาณ 250 ล้านตันต่อปี !

           “ศรีสุวรรณ จรรยา” นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” ว่า รัฐบาลไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับปัญหาลดโลกร้อนอย่างจริงจัง ไม่มีกิจกรรมหรือแผนการที่ชัดเจน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ใช้พลังงานสะอาด นโยบายส่วนใหญ่เอื้อประโยชน์ให้พวกโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

           การโต้เถียงระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายเครือข่ายเอ็นจีโอต่อต้านโลกร้อนยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง คงต้องรอลุ้นอีกครั้งว่า คอป 21 ปี 2558 จะมีข้อสรุปเป็นรูปธรรมหรือนโยบายที่ชัดเจนมากกว่าปีที่ผ่านๆ มาหรือไม่ ?

           สำหรับคนทั่วไปแล้วมีคำแนะนำว่า ให้เปลี่ยนจากหลอดไฟธรรมดาในบ้านและที่ทำงาน มาเป็น “หลอดประหยัดไฟ” ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดโลกร้อนได้แล้ว !