
ความน่าเชื่อถือคือภูมิคุ้มกัน
ความน่าเชื่อถือคือภูมิคุ้มกัน : บทบรรรณาธิการประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2558
การควบคุมตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โดยเจ้าหน้าที่ทหาร หลังจากที่ทั้งสองได้แสดงความประสงค์และพยายามที่จะเข้าตรวจสอบโครงการราชภักดิ์ ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กำลังเป็นที่จับตามองของสังคมชนิดที่อาจเรียกได้ว่า ไม่วางตากันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางการเมือง ความขัดแย้งแตกร้าวในกองทัพ ตลอดไปจนถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบโครงการที่สังคมเรียกร้องเสมอมาให้รัฐบาลเข้าดำเนินการอย่างเที่ยงธรรม แต่จนแล้วจนรอด เรื่องทั้งหมดก็วนเวียนอยู่กับกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม ไม่มีหน่วยงานจากภายนอกสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ การปรากฏตัวของแกนนำทั้งสองแห่งนปช. จึงเปรียบเสมือนเข้ามาต่อยอดเพื่อขยายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ใหญ่โตออกไป ไม่ว่าผลจะออกมาในทางใดก็ตาม
เป็นที่ทราบกันดีว่า นายณัฐวุฒิกับนายจตุพรดำรงตนเหมือนหอกข้างแคร่ของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จึงเป็นเรื่องที่จะห้ามไม่ให้ใครคิดไม่ได้ว่า กิจกรรมของพวกเขาเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่เบื้องหลังอย่างที่ถนัดจัดเจน เพราะอย่างน้อยที่สุด เมื่อเขาถูกควบคุม และแม้ในเวลาไม่นานทหารจะได้ปล่อยออกมาเมื่อเสร็จสิ้นตามกระบวนการแล้วก็ตาม พื้นที่การเมืองก็จะต้องเป็นของเขา ที่สำคัญก็คือ สังคมจะยิ่งเกิดความสงสัยกับการกระทำของกองทัพที่มองในอีกมุมหนึ่งเสมือนกับพยายามสกัดขัดขวางไม่ให้เกิดการตรวจสอบโครงการราชภักดิ์โดยบุคคลภายนอก แม้ว่า กองทัพจะออกมายืนยันว่าที่ต้องควบคุมตัวนายจตุพร และนายณัฐวุฒิเอาไว้ ก็เป็นเพราะไม่ต้องการจะให้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันขึ้น เนื่องจากมีประชาชนที่ไม่พอใจจะออกมาต่อต้านระหว่างเข้าไปที่อุทยานแห่งนั้น
คงไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่า แท้จริงแล้ว นายจตุพรและนายณัฐวุฒิต้องการให้ทหารควบคุมตัวเขา เพื่อให้เรื่องราวดำเนินไปตามพล็อตที่วางเอาไว้หรือไม่ ซึ่งนั่นก็จะเท่ากับว่า กองทัพตกหลุมพราง ซึ่งดูแล้วก็จะเห็นแต่ภาพของการเล่นการเมือง อันล้วนไม่มีประโยชน์ต่อสังคมอันใดเลย ยิ่งเมื่อกองทัพออกมาบอกว่า ที่ต้องควบคุมตัวก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกันขึ้น ก็จะยิ่งทำให้ดูเป็นการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันเสียมากกว่า ผลที่จะตามมาก็คือ ทั้งสองไม่ได้ไปทำกิจกรรมที่อุทยานราชภักดิ์ดังที่ได้ประกาศไว้ และกองทัพเองก็เสร็จภารกิจที่สามารถยับยั้งเอาไว้ได้เช่นกัน แต่ถ้าหากจะถามว่า เรื่องจะจบหรืออย่างน้อยก็ซาลงเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่ คำตอบคือไม่น่าจะใช่ เพราะถึงอย่างไรเสีย ไม่ว่าจะเกิดกรณีใดขึ้นมา ทั้งกลเกม หรือการชิงไหวชิงพริบใดๆ ข้อเท็จจริงที่มีอยู่หนึ่งเดียวก็คือ สังคมจะต้องมีคำถามต่อไปตราบเท่าที่ยังไม่มีคำตอบเป็นที่น่าพอใจ
เพราะ โครงการราชภักดิ์ ซึ่งตกเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่าเกิดการทุจริตขึ้นนั้น แม้ว่า คณะกรรมการตรวจสอบที่ได้รับการแต่งตั้งโดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก จะสรุปผลไปแล้วว่า ไม่มีทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่สังคมก็ไม่ให้ความเชื่อถือ จนกระทรวงกลาโหมต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ประเด็นสำคัญขณะนี้ที่รัฐบาลหรือกองทัพจะสามารถหยุดการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะต่อยอดให้เกิดความระส่ำระสายหรือทำลายความน่าเชื่อถือก็คือ รัฐบาลต้องเร่งสร้างความน่าเชื่อถือนั้นขึ้นมาเอง ด้วยหลักประกันการตรวจสอบที่เป็นกลาง เที่ยงธรรม และโปร่งใส มิใช่มองว่า โครงการนี้เป็นกิจการภายในของทหาร ประชาชนห้ามเข้าอยู่เรื่อยไป



