
บันทึกเตือนความจำเสร็จ!ปล่อยตัวตู่-เต้น
บันทึกเตือนความจำเสร็จ!ปล่อยตัวตู่-เต้น เหตุเคยทำข้อตกลงห้ามเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบมั่นคงเพราะจะมีความผิดม.44 ภูมิธรรมชี้ริดรอนสิทธิส่วนบุคคลในการเดินทาง
30พ.ย.2558 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.)กองบัญชาการกองทัพบกว่า ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ทหารมณฑลทหารบกที่ 16 จ.ราชบุรี ได้นำกำลังเข้าควบคุมตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แกนนำนปช. ที่มหาชัยเมืองใหม่เพื่อเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยได้นำตัวทั้งสองคนไปทำข้อตกลงและหารือ ที่กองพลทหารราบที่ 9 จ.กาญจนบุรี ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ทหารได้แจงถึงข้อตกลงตามคำสั่งคสช.ที่เคยทำข้อตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการห้ามเคลื่อนไหวใดๆที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เพราะจะมีความผิดตามมาตรา 44 ดังนั้นจึงต้องทำข้อตกลงเพิ่มเติมและให้บันทึกทำความเข้าใจด้วยเพื่อเตือนความจำ
“เรื่องนี้พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะผบ.กกล.รส.มีความเห็นว่าจะต้องทำบันทึกความเข้าใจ เพราะที่ผ่านมาอาจจะไม่มีการทำบันทึกเอาไว้ แค่เรียกมาปรับทัศคติหลายครั้งแล้วก็ปล่อยตัวกลับไป หลังจากรับปากว่าจะไม่เคลื่อนไหวอีก แต่ครั้งนี้ต้องทำบันทึกเพื่อจะได้เป็นการเตือนสติ ไม่ให้สร้างความวุ่นวายหรือเคลื่อนไหวใดๆอีกรวมถึงให้ตรวจสุขภาพ ทั้งสองคนก่อนจะปล่อยตัวในค่ำวันนี้(30พ.ย.)เพราะไม่เช่นนั้นเดี๋ยวจะไปอ้างว่าถูกทหารทำร้ายร่างกายดังนั้นจึงต้องทำให้รอบคอบป้องกันการฟ้องร้อง”แหล่งข่าวจาก กกล.รส.ระบุ
‘ภูมิธรรม’ชี้ริดรอนสิทธิส่วนบุคคลในการเดินทาง
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยความห่วงใย และเห็นว่าการที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวทั้ง 2 คน และขัดขวางไม่ให้เดินทางไปยังอุทยานราชภักดิ์นั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ในการเดินทางไปตามที่ต่างๆโดยสุจริต และอาจสร้างความไม่เข้าใจต่อสาธารณชนในภาพพจน์ของรัฐบาล ที่เสมือนเป็นการขัดขวางการเรียกร้อง และการแสวงหาความเป็นจริงในเรื่องข้อกล่าวหาการทุจริตที่เกิดขึ้นในโครงการดังกล่าว ดังนั้นเพื่อให้สถานการณ์ต่างๆคลี่คลายโดยรวดเร็ว ขอให้พิจารณาดำเนินการปล่อยตัวนายณัฐวุฒิ และนายจตุพร ในทันที ก่อนที่เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์จะลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้
‘บิ๊กป๊อก’ขอไม่วิจารณ์
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า อย่าให้ตนไปวิพากษ์เลย เพราะทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อย ยืนยันว่าเหตุการณ์ตอนนี้ไม่ใช่สภาวะปกติ เพราะ คสช. ต้องเข้ามาดูแลความวุ่นวายของบ้านเมือง ถ้าเขาตัดสินใจว่า สิ่งใดที่จะทำให้เกิดความวุ่นวาย เขาก็ระงับ ต้องมีเหตุผล คงตอบไม่ได้ จะต้องจับดีหรือไม่
รมว.มหาดไทย ยังกล่าว ในกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ตรวจพบมีการใช้งบฯหลวงในโครงการอุทยานราชภักดิ์ว่า ถือเป็นหน้าที่ที่เขาสามารถมาตรวจสอบได้ ยืนยันอีกครั้ง ทุกอย่างในการตรวจสอบต้องให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ในส่วนที่มีการเรียกร้องให้พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และอดีตผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย ตนไม่อยากไปวิพากษ์วิจารณ์ เพราะจะเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาอีก
“คนที่จะมาก่อให้เกิดเหตุ ลืมได้เลย ไม่มีใครปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ ผมเข้าใจว่า ประชาชนคงเข้าใจ บ้านเมืองเราไม่ต้องการความขัดแย้ง ไม่ว่า จะเรื่องอะไรทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ใครจะต้องสอบสวนอะไรก็ให้ทำไปตามกฎหมาย ผิดว่า ไปตามผิด ถูกว่ากันไปตามถูก บ้านเมืองถึงจะเดินได้” รมว.มหาดไทย ระบุ
ผอ.สำนักสันติวิธีฯแนะรัฐจัดการ‘ตู่-ต้น’ละมุนละม่อม
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ในฐานะผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล แห่งสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์เพื่อเปรียบเทียบในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่า โครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์เกิดทุจริตจริงหรือไม่ ทางสองเเกนนำนปช.คงอยากเร่งรัดคดี ทั้งนี้ตนมองว่าหากตรวจสอบเเล้ว พบมีการทุจริตจริง อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากควบคุมตัวทั้งสองแกนนำไว้นาน จะกระทบเรื่องเเนวทางสันติวิธีของไทย ต่อสายตาของนานาชาติหรือไม่ พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ไม่มีผลกระทบอะไร แต่ถ้าถูกควบคุมตัวนานโดยเป็นกฎหมายพิเศษ ก็อาจเกิดผลกระทบในสายตานานาชาติบ้าง ซึ่งสองแกนนำน่าจะถูกจับในข้อหาขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากกว่า เพราะทั้งสองคนก็ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สังคมจับตา ยิ่งช่วงนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.อยู่ต่างประเทศด้วย รัฐบาลจึงควรพูดคุยอย่างละมุนละม่อม และชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจนกับสองเเกนนำ ว่ากำลังทำตามขั้นตอนกฎหมายอยู่แบบไหน อย่างไร น่าจะไร้ปัญหา แล้วจึงปล่อยตัว
‘อุเทน’ห่วงปม‘ราชภักดิ์’ทำ‘บิ๊กตู่’มัวหมอง
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า บัดนี้โครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ได้สร้างความกังขาไปในวงกว้าง หากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่รีบสะสางปัญหาก็จะหมดความสง่างาม และหมดความชอบธรรม เพราะการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นหัวข้อสำคัญประการหนึ่งของรัฐบาล คสช.
“อยากให้ท่านนายกฯใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างเด็ดขาด ตรงไปตรงมา เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ให้ข้อมูลสร้างความสับสนว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ก็ควรเป็นหน้าที่ของผู้นำรัฐบาลในการออกมาแก้ไขหลายเรื่องที่สร้างความสับสน เพื่อให้เกิดศรัทธากับตัวท่านนายกฯ รัฐบาล และ คสช.” นายอุเทน กล่าวและว่า
การเร่งผลักดันการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่อยากให้นายกฯและผู้ที่เกี่ยวข้องระมัดระวังการรั่วไหลของงบประมาณด้วย เนื่องจากส่วนตัวได้รับการปรึกษาและร้องเรียนจากผู้ประกอบการว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเข้ามาจัดระเบียบในหลายๆเรื่องแล้ว แต่ก็ยังมีการเรียกรับสินบนและค่าตอบแทนในหลายๆหน่วยงาน ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงเป็นภาคขนส่ง สะท้อนให้เห็นว่า การทุจริตยังมีอยู่แม้ในยุคที่นายกฯประกาศเอาจริงในการปราบปรามการทุจริตก็ตาม
นายอุเทน กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงท่าทีของบางฝ่ายที่พยายามทำให้ประเทศไทยเป็นคู่ขัดแย้งกับต่างชาติ ทั้งที่เวลานี้เป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปแก้ไขปัญหาภายในประเทศ ไม่ควรจะไปสร้างเรื่องให้เราต้องไปทะเลาะกับใคร หรือไปชักศึกเข้าบ้าน ที่สำคัญช่วงเวลาเศรษฐกิจทั้งภายในภายนอกประเทศก็ยังไม่ฟื้นตัว การทำมาค้าขายกับต่างประเทศก็ซบเซา หากสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีกก็ยิ่งซ้ำเติมภาวะทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการส่งออกมากขึ้นไปอีก ทั้งนี้ในเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ อยากให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับสถานการณ์ให้ถ่องแท้ว่า ทั่วโลกก็มีปัญหาเศรษฐกิจเช่นกัน การมุ่งเน้นแต่เรื่องการส่งออกจึงไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง เนื่องจากคู่ค้าไม่ได้มีกำลังซื้อเหมือนเช่นเดิมแล้ว รัฐบาลจึงควรยึดนโยบายลดรายจ่าย มากกว่ามุ่งที่จะเพิ่มรายได้ บางนโยบายที่ออกมาก็ไม่เหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้ ยกตัวอย่าง นโยบายให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประการเอสเอ็มอี ก็ควรมีการสำรวจว่าสินเชื่อที่ได้รับไปนั้นเป็นเพียงการผ่องถ่ายหนี้ หรือนำไปสร้างงานตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลจริงๆ



