ข่าว

'ไบท์มี'ความลงตัวจากข้าวออร์แกนิกเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

'ไบท์มี'ความลงตัวจากข้าวออร์แกนิกเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

30 พ.ย. 2558

'ไบท์มี'ความลงตัวจากข้าวออร์แกนิกเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย-ใส่ใจเรื่องสุขภาพ : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง อนัญชนา สาระคู ช่างภาพ รชานนท์ อินทรักษา

            เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ากระแส “รักสุขภาพ” ในบ้านเรากำลังเติบโต แม้จะล้าหลังกว่าประเทศในแถบตะวันตกมาหลายสิบปี แต่นี่ก็เป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในฐานะ “ครัวของโลก” ที่จะผลิตอาหารและขนมขบเคี้ยว สำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นั่นหมายถึงว่า ตลาดยังมีที่ว่างมากพอสำหรับผู้ผลิตคนไทย อันจะส่งผลดีต่อเกษตรกรภายในประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

            แต่โอกาสที่ว่านี้ ย่อมเกิดขึ้นกับผู้ที่มองเห็นการณ์ไกลและลงมือทำอย่างจริงจังเท่านั้น ดังเช่น “ธัญญานินท์ เรืองพิมพ์กุล” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไบโอเอเซีย จำกัด “เวิร์กกิ้งวูแมน” อีกหนึ่งคนที่น่าสนใจไม่น้อยกับความตั้งใจและมุ่งมั่นในการทำงาน จนสามารถสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือให้บริษัท ในฐานะเป็นผู้ผลิตอาหารและขนมขบเคี้ยวซึ่งแปรรูปจากข้าวหอมมะลิออร์แกนิกมานานเกือบ 10 ปี

            แต่นั่น...ก็ยังเป็นการรับผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของลูกค้า จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว บริษัท ไบโอเอเซีย จำกัด ได้เปิดตัว BiteMe (ไบท์มี) ขนมข้าวอบกรอบออร์แกนิก ที่ได้มาตรฐานออร์แกนิกเพื่อการส่งออกรายเดียวในประเทศไทย เพื่อมุ่งขยายตลาดในประเทศและเอเชียเป็นเป้าหมายแรก

            “คุณพ่อเป็นคนมองเห็นเทรนด์นี้ก่อน เป็นแนวคิดของคุณพ่อที่มองว่าอาหารสุขภาพกำลังมา และมีแนวโน้มเติบโตดี จึงอยากให้มายด์เข้ามาทำตรงนี้ เลยเปิดบริษัทไบโอเอเซียขึ้น เมื่อปี 2549 พอเรียนจบจึงเข้ามารับงานต่อเมื่อปี 2551 ซึ่งในช่วงนั้นต้องยอมรับเลยว่ากระแสรักสุขภาพในบ้านเรายังค่อนข้างเงียบ แต่ในต่างประเทศเป็นกระแสที่มาแรงมาก จึงเน้นไปที่ตลาดส่งออกก่อน และเมื่อเน้นตลาดส่งออกทำให้ต้องได้มาตรฐานสินค้าของประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะมาตรฐานออร์แกนิก ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวหอมมะลิออร์แกนิกของบริษัท ได้มาตรฐานออร์แกนิกรับรองผลิตภัณฑ์จากทั้งของสหรัฐอเมริกา และยุโรป และส่งออกไปหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ยุโรป อเมริกา และแคนนาดา” ธัญญานินท์ กล่าว

            มายด์ เล่าว่า เมื่อเรียนจบก็มาเริ่มงานที่นี่เลย โดยมาเริ่มเรียนรู้งานใหม่ทั้งหมดเพราะไม่ได้เรียนมาด้านอาหาร จึงเดินทางไปเรียนรู้ในงานออร์แกนิคโลกที่สหรัฐอเมริกาด้วยตัวเอง ซึ่งก็ทำให้เห็นอะไรมากมาย ได้เห็นว่าเทรนด์ความใสใจด้านสุขภาพกำลังมาแรงจริงๆ และยังมองว่าถ้าเราส่งออกข้าว ที่เป็นข้าวสารไป แม้จะเป็นข้าวออร์แกนิก แต่มูลค่าก็อาจจะไม่ได้เยอะมากมาย จึงน่าจะนำมาแปรรูปดีกว่า ประกอบกับข้าวหอมมะลิไทยมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกอยู่แล้ว จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่นำข้าวหอมมะลิออร์แกนิกมาแปรรูป ซึ่งตอนแรกจ้างโรงงานอื่นผลิตก่อน เริ่มที่ผลิตข้าวแผ่นอบกรอบ (Organic Rice Cakes) เพราะตลาดในแถบตะวันตกรู้จักกันดีอยู่แล้ว โดยใช้ความร้อนมาทำให้ข้าวพองตัว ไม่ใช้น้ำมันเลย สามารถทานแทนขนมปังสำหรับผู้ที่แพ้กลูเต็นในข้าวสาลี และแทนข้าวสวยได้

            นอกจากนี้ มองว่าการจะส่งออกได้ก็ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกก่อนด้วย จึงได้เริ่มเข้าไปศึกษาว่าหลักเกณฑ์ในแต่ละประเทศนั้นมีอะไรบ้าง และการที่เราจะส่งออกจะต้องทำอย่างไร ซึ่งก็เริ่มต้นที่ยุโรปก่อน และสหรัฐอเมริกา เพราะการส่งออกไปแต่ละประเทศก็จะต้องได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกของประเทศนั้นๆ ด้วย ทำให้ค่อนข้างยุ่งยาก จากนั้นจึงค่อยๆ พัฒนาสินค้าตัวอื่นๆ เพิ่มขึ้นมา เช่นการแปรรูปมาเป็นแครกเกอร์ และขนมขบเคี้ยวต่างๆ

            อย่างไรก็ตาม เมื่อสามารถทำตลาดจนมีลูกค้ามาอยู่ในมือได้ในระดับหนึ่งแล้ว จึงคิดที่จะปิดความเสี่ยงที่ไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง ด้วยการลงทุนสร้างโรงงานผลิตสินค้าของบริษัทเอง โดยเลือกที่ จ.เชียงราย เพราะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมทั้งด้านแหล่งวัตถุดิบ สิ่งแวดล้อม และอากาศ เพราะสินค้าที่จะเป็นออร์แกนิกได้ โรงงานควรตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สะอาด ไม่มีมลพิษ อีกทั้ง จ.เชียงรายเอง ปัจจุบันก็ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดเกษตรปลอดภัยที่รัฐบาลให้การส่งเสริมด้วย

            และการลงทุนครั้งนั้น (4-5 ปีก่อน) ทำให้ตัวเองเหมือนต้องเริ่มจากศูนย์อีกครั้งเพราะไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการบริหารโรงงานเลย จึงเป็นอีกความท้าทายอย่างมากกับขั้นตอนการทำงานในชีวิตเลย

            “เฉพาะแค่การส่งออกก็ยากอยู่แล้ว เพราะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยาก กว่าจะผ่าน อย.ของประเทศนั้นๆ มาได้ และยังต้องผ่านมาตรฐานออร์แกนิกที่มีความซับซ้อนและเข้มงวดด้วย รวมทั้งกว่าจะเริ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มรสชาติใหม่มาได้สัก 1 รสชาติ ก็จะต้องใช้เวลานานเช่นกัน เพราะต้องศึกษาตลาดว่าชอบแบบไหน และต้องพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะต้องใช้เวลาและทุ่มเทจริงๆ หากเราไม่รักที่จะทำ ก็อาจจะลำบากมาก แต่ช่วงนั้นก็เหมือนกับว่าเราทำตลาดอย่างเดียวและส่งวัตถุดิบให้กับทางโรงงาน คุมเรื่องมาตรฐานออร์แกนิก และคุณภาพ แต่พอมาทำโรงงานเองเหมือนกับเริ่มจากศูนย์เลย คือต้องเริ่มใหม่จริงๆ และกว่าจะผลิตให้ได้คุณภาพดีเหมือนที่เราจ้างเขาผลิตก็ต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี กว่าจะอยู่ตัว”

            ตอนมีโรงงานแรกๆ แทบจะไปกินไปนอนที่เชียงรายเลยก็ว่าได้ และอยู่ที่นั่นเป็นส่วนใหญ่จนกว่าจะอยู่ตัว นับเป็นอุปสรรคที่ท้าทายจริงๆ จนมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คิดจะมีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง นั่นคือ.. “ไบท์มี” ภายใต้คอนเซ็ปต์ อาหารหรือขนมออร์แกนิกที่คนรุ่นใหม่ก็กินได้ ด้วยราคาที่จับต้องได้

            แต่เดิมคนอาจจะคิดว่าสินค้าออร์แกนิก เป็นอะไรที่น่าเบื่อ เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มคนสูงวัย คนมีอายุ แต่เราต้องการให้เป็นว่า คนรุ่นใหม่ก็กินได้ และมีเป้าหมายออกไปทำตลาดในเอเชียด้วย เลยตั้งชื่อนี้มาเหมือนกับว่า “ไบท์มี” หรือ “กัดฉัน” และด้วยโลโก้เองก็ออกแบบมาด้วยสีเหลืองเขียวที่เป็นสัญลักษณ์ของออร์แกนิก รวมทั้งมีรูปรวงข้าว อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้วตลาดอาจจะยังไม่เปิดมากนัก แต่ปีนี้เราได้เริ่มเห็นว่าตลาดกำลังมา และกระแสแรงขึ้นเรื่อยๆ คนไทยเริ่มใสใจเรื่องสุขภาพ ชอบกินอาหารที่เรียกกันว่า “คลีนฟู้ด” อยากมีสุขภาพที่ดี และจะเห็นได้ว่ามีร้านสุขภาพ ที่จำหน่ายเฉพาะสินค้าเพื่อสุขภาพเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ ทำให้ยอดขายปีนี้เราเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

            ทำให้จากเดิมที่เราลงตลาดเฉพาะในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ เช่น เอ็มโพเรียม เดอะมอลล์ สยามพารากอน แต่ตอนนี้ได้กระจายสินค้าไปยังร้านขายสินค้าสุขภาพมากขึ้น ทั่วประเทศ รวมทั้งเรายังจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของเราเองไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ www.bioasia.co.th และทางสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก www.facebook.com/BMSnack อินสตาแกรม @mind_biteme และไลน์ bitemebioasia รวมทั้งในเดือนนี้(พฤศจิกายน) จะเป็นเดือนแรกที่ ไบท์มี วางจำหน่ายบน เซเว่นฯ แค็ตตาล็อก และทางเซเว่นฯ ออนไลน์ คือ www.shopat7.com ทำให้เป็นขนมกินเล่นที่เป็นออร์แกนิกเจ้าแรกเลยก็ว่าได้ ที่ได้วางจำหน่ายในช่องทางดังกล่าว

            และนอกจากตลาดในประเทศแล้ว ไบท์มี ยังมีเป้าหมายที่จะขยายตลาดไปในเอเชีย คือทั้งในอาเซียน ฮ่องกง และจีนที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาธุรกิจกันอยู่ ซึ่งการมองมาที่ตลาดเอเชีย ก็เพราะมองว่าเศรษฐกิจในเอเชียยังขยายตัวได้ดี และด้วยความที่ตลาดสุขภาพเป็นเทรนด์ทั่วโลกที่ทุกคนต้องให้ความสนใจ จึงเชื่อว่าตลาดใกล้บ้านเรา เช่น พม่า ลาว ก็เป็นอีกตลาดที่เชื่อว่าน่าจะเติบโต

            สำหรับเป้าหมายธุรกิจ ผู้บริหารหญิงคนเก่งบอกกับเราว่า สำหรับ บจ.ไบโอเอเชีย มองว่ายังสามารถพัฒนาไปได้อีกไกล เพราะเราส่งออกอยู่แล้วและเน้นตรงที่ไม่เหมือนใคร วางวิสัยทัศน์ไว้คือจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านขนมขบเคี้ยวออร์แกนิก และเชื่อว่าในเอเชียเองยังมีน้อยที่นำข้าวออร์แกนิกมาแปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยว อีกทั้งจะมีจุดเด่นตรงที่การพัฒนาสินค้า และการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มองการเติบโตที่ 20% และปีหน้าก็เช่นเดียวกัน ส่วน ไบท์มี อย่างน้อยคือในแถบเอเชียนี้ต้องรู้จักเรา ในแง่ของความอร่อย มีคุณภาพ และมีราคาที่จับต้องได้ ก็ขอให้นึกถึงเรา และแน่นอนว่าเป้าหมายยอดขายที่ฝันไว้ก็ต้องการให้ไปถึงหลักพันล้าน และหมื่นล้าน เพราะยังเชื่อว่าเทรนด์นี้ยังเติบโตได้อีกมาก ไม่ใช่แค่เรื่องฉาบฉวย

            “จากนี้ไปคนจะตายช้าลง ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ก็เกิดมากขึ้น ทุกคนอยากมีสุขภาพที่ดี มีอายุยืนยาว ไม่มีโรคภัย ซึ่งแน่นอนว่าแนวคิดเหล่านี้คงไม่ย้อนกลับไปสู่แบบเดิมๆ อีก แบบที่คนไม่ค่อยใส่ใจหรือสนใจตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว และวิวัฒนาการก็ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว อย่างในบ้านเราเองเมื่อ 2 ปีที่แล้วยังไม่บูมมากขนาดนี้ นี่เพียงปีเดียว ร้านขายสินค้าสุขภาพเกิดขึ้นจำนวนมากขึ้น คนรุ่นใหม่ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดูแลสุขภาพ ดูแลอาหารการกิน ดูแคลอรี่ ซึ่งแนวคิดนี้ก็น่าจะไปถึงลูก หลานที่ถูกปลูกฝังมาแต่เด็ก ส่วนสินค้าของเราก็เน้นเป็นสินค้ามีคุณภาพดี และอร่อย ก็น่าจะมีอนาคตที่ดีเช่นกัน”

            อย่างไรก็ตาม คนยังเข้าใจเรื่องออร์แกนิกกันน้อย จึงอยากสร้างความรู้ความเข้าใจตรงนี้ให้มากขึ้นด้วย ซึ่งออร์แกนิกไม่ใช่แค่มาแปะป้ายว่าเป็นออร์แกนิก แต่เราจะต้องดูให้มากกว่านั้น ตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ ขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงใบรับรองมาตรฐานออร์แกนิก โดย “ไบท์มี” เป็นสินค้าแปรรูปจากข้าวออร์แกนิกที่เป็นของกินเล่น และได้มาตรฐานออร์แกนิกส่งออกเพียงเจ้าเดียวในไทย ซึ่งออร์แกนิกจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารเคมี ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีเลย จึงจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง และแคลอรี่ไม่สูง เช่นข้าวแผ่นอบกรอบ 1 แผ่นมี 20 กิโลแคลอรี่ เท่านั้น หรือ แครกเกอร์ ของเรา ก็มีการนำไปบรรจุในอาหารกล่องประเภทคลีนฟู้ด ได้ด้วย เราจึงอยากนำเสนอให้ผู้บริโภคคนไทยด้วยราคาที่จับต้องได้

            เมื่อตลาดตอนนี้ตอบรับแล้ว ก็จะมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มเข้ามาในกลุ่มขนมขบเคี้ยวให้มากขึ้น โดยคาดหวังให้คนไทยเมื่อนึกถึงขนมออร์แกนิก ของกินเล่นเพื่อสุขภาพที่กินแล้วไม่อ้วน ก็อยากให้นึกถึง “ไบท์มี”

            นอกจากนี้ เมื่อมองไปที่วัตถุดิบ ซึ่งคือข้าวหอมมะลิออร์แกนิก มายด์ บอกว่า ข้าวหอมมะลิของไทยมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว และตอนนี้ก็เพิ่มข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิก ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ดีและมีประโยชน์เข้ามาด้วย

            โดยปัจจุบัน ภาครัฐให้การส่งเสริมปลูกข้าวออร์แกนิกเพิ่มขึ้นด้วย เพราะเห็นว่ามีตลาดรองรับและยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก ความต้องการวัตถุดิบก็มีมากขึ้น เพราะมีการนำมาแปรรูปไม่ใช่แค่ขนมขบเคี้ยวในแบบที่บริษัทผลิตเท่านั้น แต่ยังมีรายอื่นที่นำไปแปรรูป เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยวออร์แกนิก หรือแม้แต่น้ำส้มสายชู ทำให้ตอนนี้ข้าวออร์แกนิกในตลาดต้องจองซื้อกันข้ามปีด้วยซ้ำ ทำให้บริษัทต้องวางแผนล่วงหน้ากันเป็นปี เชื่อว่าหากเกษตรกรเห็นแนวโน้มนี้ และมีตลาดรองรับที่แน่นอน ก็น่าจะหันมาปลูกข้าวออร์แกนิกกันมากขึ้น เพื่อรายได้ที่จะเพิ่มมากขึ้นด้วย

            มายด์ ยังบอกด้วยว่า ตัวเองมีความฝันอยากให้แบรนด์ “ไบท์มี” เป็นแบรนด์ขนมออร์แกนิกที่สร้างชื่อให้คนไทย เพราะประเทศไทยมีวัตถุดิบที่ดี และเราสามารถทำนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่วงการอาหารไทยให้โด่งดังได้ เพราะเมื่อพูดถึงเรื่อง “อาหาร” แล้ว “อาหารไทย” ถือว่าดีที่สุด เด่นดังที่สุด และที่กล้าพูดแบบนี้ก็เพราะว่าเรามีวัตถุดิบที่ดี ถ้านำวัตถุดิบเหล่านั้นมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ก็สามารถสร้างจุดเด่นให้แก่ประเทศไทยได้ โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปแข่งขันการส่งออกข้าวสารกับเวียดนาม หากไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ทำให้ตรงนั้นเป็นเหมือน “เรด โอเชี่ยน” ไปแล้ว แต่เราควรมาอยู่ตรง “บลู โอเชี่ยน” ที่ต้องหาจุดต่างและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยนำจุดดีจุดเด่นของเรามาบวกกัน และส่งออก เชื่อว่าจะช่วยสร้างมูลค่าให้แก่สินค้าของไทยได้


เน้น“ความสุข”ในการทำงาน

            การเข้ามาบริหารธุรกิจตั้งแต่อายุไม่มากนัก มองเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อยสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ซึ่ง “ธัญญานินท์ เรืองพิมพ์กุล” หรือมายด์ ที่ปัจจุบันอยู่ในวัย 32 ปี แสดงให้เห็นถึงความสามารถของตัวเธอเอง ด้วยความมุ่งมั่นและลงมือทำอย่างจริงจังมาตั้งแต่ต้นจนสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทมาแล้ว ซึ่งเจ้าตัวเล่าถึงหลักในการบริหารงานให้ฟังว่า “เน้นความสุขในการทำงาน และบริหารแบบครอบครัว”

            มายด์ บอกว่า สำหรับตัวเองเน้นความสุขในการทำงาน ซึ่งหากถามว่าถ้าเดินทางเยอะ ต้องทำงาน แต่ก็ยังมีความสุขในการทำงานอยู่ เพราะส่วนตัวเชื่อว่าถ้าเรามีความสุขกับสิ่งไหน และเราได้ทำสิ่งนั้น มันก็คือความสุขที่เราได้ทำทุกวัน นอกจากนี้ ก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้พัฒนาในสิ่งใหม่ๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รสชาติใหม่ เมื่อลูกค้าได้ลองชิม ลองกินแล้วมีผลตอบรับกลับมาดี ก็ทำให้รู้สึกว่ามีความสุขแล้ว เช่น ลูกค้าที่ตามเฟซบุ๊ก หรือไอจี เรามาคอมเมนท์ว่าชอบ อร่อย คำพูดเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกดีใจ และมีกำลังใจ นั่นคือความสุขของเราที่ได้ทำให้คนชอบในผลิตภัณฑ์ของเรา และเมื่อมีการแนะนำต่อ พูดปากต่อปาก ก็ยิ่งเป็นความสุขมากขึ้นไปอีก ที่ได้ทำให้คนไทยได้กินของดีๆ และชอบของเรา

            “เพราะสินค้าเราดีจริง ไม่มีอะไรปนเปื้อน ไม่มีสารเคมี มายด์ก็รู้สึกภูมิใจแล้ว ส่วนอุปสรรค หรือปัญหาในการทำงาน ทุกคนก็มีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่ก็มองว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เพราะทุกสเต็ปที่ก้าวไป ไม่ว่าจะเติบโตไปอย่างไรในด้านการทำงาน ถ้าเรามองว่านั่นคือความสนุก ความท้าทาย เมื่อสำเร็จขึ้นมาเราก็มีความภูมิใจ และสุขใจ แล้ว เช่น ถ้าย้อนกลับไปกับการที่เราเริ่มศึกษาข้อมูลด้านออร์แกนิก ก็ถือเป็นความท้าทาย เพราะเริ่มจากศูนย์ทั้งหมดคือไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะเรียนจบมาด้านบริหารการตลาด แต่มองว่า นั่นก็คือความท้าทาย เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่เราจะทำอย่างไรเพื่อจะได้รู้จักกับมันจริงๆ หรือแม้แต่การมาทำโรงงาน ก็เป็นอีกความท้าทายเช่นกัน”

            อย่างไรก็ตาม ก็ได้รับคำแนะนำจากหลายฝ่าย เช่น กับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่ จ.เชียงราย ซึ่งเราเข้าไปปรึกษาด้านเทคโนโลยีบ้าง การบริหารโรงงาน แต่บริษัทก็จะมีทีมวิจัยของบริษัทเองด้วย ที่ค่อยๆ พัฒนาไป ส่วนตัวเองก็ศึกษาข้อมูลทั้งทางอินเทอร์เน็ต ตามลูกค้า ศึกษาข้อมูลด้านอาหาร ด้านออร์แกนิก ศึกษาเทรนด์ของตลาด เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าให้ได้รู้ว่าคนชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรืออย่างในตลาดคลีนฟู้ด คนชอบอะไร สินค้าตัวไหนมาแรง ศึกษาหาจุดเด่น จุดด้อย ที่จะมาดูว่าเราจะสามารถพัฒนาอะไรได้บ้าง

            ส่วนการบริหารคน ก็จะได้รับคำแนะนำจากคุณพ่อ เพราะท่านจะมีประสบการณ์มากกว่า เช่นการมองคนจะต้องมองให้ขาด ต้องให้ได้ใจคน เพื่อให้งานออกมาให้ดีที่สุด และให้การทำงานของเราเป็นทีมเดียวกัน ทั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ และโรงงานที่ จ.เชียงราย เพื่อให้การผลิตสินค้าออกมาอย่างมีคุณภาพ

            “มายด์บริหารคนแบบครอบครัวด้วย คือเราปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเราเป็นพี่เป็นน้อง อย่าไปทำตัวเป็นเจ้านาย ลูกน้อง และการทำงานที่ลงมือทำด้วยตัวเองตั้งแต่ต้นนั้น ก็จะทำให้เวลาเราสอนใคร หรือมีพนักงานใหม่มา เราก็จะได้สอนหรือพูดได้เต็มปากเต็มคำถึงประสบการณ์ของเราที่ผ่านมาและสามารถนำไปบอกต่อได้”