
เลือกซื้อประกันในภาวะวิกฤติ
สำนักงานสถิติแห่งชาติ ลงมือสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการมีหลักประกันด้านการเงินเพื่อวัยสูงอายุ พบว่า ประชาชนถึง 73% ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนใดเพื่อรองรับยามเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ก
ขณะที่ประชากรในกลุ่มนี้ถึง 98.2% เห็นว่า ควรมีการเตรียมความพร้อมด้านการเงิน เพื่อวัยสูงอายุมากที่สุดเป็นอันดับแรก
“วริยา ว่องปรีชา” รองเลขาธิการสายบริหารงานสมาชิก รักษาการเลขาธิการ กบข. บอกว่า จากตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีผู้ที่อยู่ในระบบการออมเพื่อวัยเกษียณเพียงไม่กี่สิบล้านคน จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการออมกันมากขึ้น เพื่อความมั่นคงของชีวิตในวัยเกษียณ
ในส่วนของ กบข.นั้น ได้เตรียมความพร้อมของสมาชิกเมื่อก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกสะสมเงินออมของตนเองเพิ่มจากเดิมได้อีก โดยให้เพิ่มได้สูงสุดถึง 12% รวมถึงเพิ่มทางเลือกในการให้ กบข. บริหารต่อหรือขอทยอยรับเงินคืน
ผู้บริหาร กบข. แนะนำด้วยว่า การมีวินัยในเรื่องการออมนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยผู้ออมควรให้มีเป้าหมายกับภารกิจในการเก็บออมเป็นลำดับแรก เริ่มจากประมาณการจำนวนเงินที่จำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิต และแยกบัญชีเงินออมออกจากบัญชีการจ่าย และบัญชีเงินลงทุน หลังจากนั้น ควรมีการวิเคราะห์และจัดทำแผนการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง อีกทั้งสามารถปกป้องตัวเองและครอบครัวจากความไม่มั่นคงทางการเงิน
หากพูดถึงเรื่องของ “การออม” รูปแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยม ก็คือ การออมผ่านประกันชีวิต เพราะนอกจากจะเป็นการสะสมทรัพย์ไว้เพื่อวัยเกษียณแล้ว ยังมีความคุ้มครองด้านสุขภาพรองรับอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การเลือกประกันชีวิตในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย มีความจำเป็นต้องใช้ความรอบคอบอย่างมาก เพราะการจ่ายเบี้ยประกันเป็นภาระระยะยาวอย่างน้อย 10-15 ปี
เรื่องนี้ “สาระ ล่ำซำ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต ในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิตไทย ยอมรับว่า การเลือกซื้อประกันชีวิตต้องเลือกให้ถูกกับแบบที่ลูกค้าต้องการ การจ่ายค่าเบี้ยประกันก็ไม่ควรเกินความสามารถในการชำระ หากจ่ายเบี้ยประกันมากเกินไปก็จะกลายเป็นภาระมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ
ในขณะที่คนขายก็ต้องนำเสนอแบบประกันให้มีความเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า และควรแนะนำให้ถูกต้อง เช่นเดียวกันกับการซื้อประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นสัญญาเพิ่มเติมในกรมธรรม์หลัก ก็ต้องเลือกให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าด้วย เพราะการซื้อประกันสุขภาพถือเป็นการบริหารความเสี่ยง และบริหารค่าใช้จ่าย เนื่องจากเวลาเจ็บป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาล จะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
“โดยหลักการของการซื้อประกันชีวิตแล้ว ไม่ควรซื้อครั้งเดียวมากๆ ควรจะทยอยซื้อมากกว่า เนื่องจากรายได้ที่เข้ามาต้องมีการจัดสรร หากซื้อประกันครั้งเดียวที่ต้องจ่ายเม็ดเงินสูงๆ ก็จะกระทบต่อค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ด้วย”
แต่หลักพื้นฐานของการซื้อประกันแล้ว ควรจะเริ่มจากซื้อแบบความคุ้มครองในกรณีที่เป็นหัวหน้าครอบครัวและเป็นผู้ที่หารายได้เข้าบ้านเพียงคนเดียว โดยต้องอยู่บนพื้นฐานของค่าใช้จ่ายในครอบครัวแต่ละเดือนว่าเป็นอย่างไร เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้าครอบครัว ค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังต้องเดินหน้าต่อไป นอกจากนี้ การซื้อประกันชีวิตก็ควรจะบวกเรื่องเงินเฟ้อเข้าไปด้วย
“หลักการเริ่มต้นของการซื้อประกันในกรณีเป็นหัวหน้าครอบครัว ควรจะเน้นเรื่องความคุ้มครองเป็นหลัก เพราะค่าเบี้ยต่ำ ทุนประกันชีวิตสูง และควรทยอยซื้อไม่ใช่ซื้อครั้งเดียว หากซื้อครั้งเดียวสูงเวลาจ่ายเบี้ยประกันก็จะกระทบต่อค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ หากในอนาคตทุกอย่างดีขึ้น มีรายได้เพิ่ม หน้าที่การงานดีขึ้น ค่อยทยอยซื้อประกันเพิ่ม และที่สำคัญต้องมองว่าการซื้อประกันชีวิต เป็นการบริหารความเสี่ยงประเภทหนึ่ง และประกันชีวิตถือว่าเป็นมรดกให้แก่ลูก หรือครอบครัวได้ ในยามที่จากไป”
เพียงเท่านี้ ประกันชีวิต จะให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่ากว่า มีประโยชน์มากกว่า โดยไม่เป็นภาระกับผู้ถือกรมธรรม์มากเกินไป
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



