ข่าว

เศรษฐกิจพัง เพราะเศษตังค์สูญ

เศรษฐกิจพัง เพราะเศษตังค์สูญ

28 ก.ค. 2552

หน่วยวัดค่าเงินตราต่ำที่สุดของสกุลเงินญี่ปุ่นคือ เยน ในขณะที่เงินจำนวนหนึ่งร้อยเยนของญี่ปุ่น เมื่อนำมาแลกกับเงินบาทไทยก็จะได้เพียงแค่สามสิบกว่าบาทเท่านั้น และเป็นที่ยอมรับกันว่าค่าครองชีพในประเทศญี่ปุ่นสูงกว่าในประเทศไทยมาก ขนาดที่เงินหนึ่งร้อยเยนเทียบได

 ซึ่งแม้ว่าเงินหนึ่งเยนจะไม่สามารถนำไปจับจ่ายสินค้าอะไรได้ แต่ทางราชการของญี่ปุ่นก็ยังผลิตเหรียญมูลค่าหนึ่งเยนออกมาใช้งานอย่างไม่ขาดสาย ประชาชนทั่วไปเมื่อซื้อหาสินค้าตามร้านรวงปกติ ก็สามารถควักเงินเหรียญหนึ่งเยนออกมาจ่ายเป็นค่าสินค้าและบริการได้ พ่อค้าแม่ขายก็รับเอาเงินเหรียญหนึ่งเยนไปตามมูลค่าของสินค้าโดยไม่มีทีท่ารังเกียจเดียดฉันท์

 สินค้าและค่าบริการในประเทศญี่ปุ่นเมื่อถึงคราวจำเป็นที่จะต้องขึ้นราคา ก็ใช้วิธีการเปรียบเทียบตามสัดส่วนของต้นทุนที่สูงขึ้น เช่นสินค้าที่เคยจำหน่ายกันในราคาชิ้นละ 380 เยน เมื่อต้นทุนสูงขึ้นทำให้ต้องขึ้นราคาไปร้อยละสิบ ก็สามารถขึ้นราคาไปอีกชิ้นละ 38 เยนได้ โดยไม่ต้องขึ้นราคากันทีละ 50 เยนหรือ 100 เยน ด้วยข้ออ้างว่าไม่สะดวกกับการทอนเงิน

 ต่างจากในประเทศไทยที่อย่าว่าแต่เงินเหรียญมูลค่าหนึ่งสตางค์ ที่มีมูลค่ามากกว่าเงินหนึ่งเยน ของญี่ปุ่นเลย ในปัจจุบันนี้เหรียญหนึ่งสลึงหรือยี่สิบห้าสตางค์ และเหรียญสองสลึงหรือห้าสิบสตางค์ก็ทำท่าว่าจะหาใช้กันได้ยากเย็น คนที่มีอยู่เมื่อควักเอาออกมาใช้ก็มักจะถูกพ่อค้าแม่ขายทำท่ารังเกียจไม่อยากรับ หรือบางคนก็ถูกปฏิเสธเอาต่อหน้าต่อตา

 ถึงขั้นที่เด็กตัวเล็กๆ เอาเงินเหรียญที่สะสมในกระปุกไปฝากธนาคาร ยังโดนเรียกเก็บค่านับเงินเหรียญเอาเสียด้วยซ้ำ ซึ่งยิ่งทำให้เงินเหรียญทุกระดับมูลค่า กลายเป็นเงินตราที่น่ารังเกียจในวงจรธุรกิจค้าขาย การกำหนดราคาสินค้าซื้อขายกัน จึงต้องกำหนดให้เป็นราคากลมๆ ตัวเลขลงตัว โดยมีหน่วยต่ำสุดเป็นบาทและมีทีท่าว่าจะเป็นห้าบาทสิบบาทด้วยซ้ำไป

 คนหาเช้ากินค่ำเมื่อต้องฝากท้องพึ่งพาไว้กับร้านขายข้าวแกงริมทาง พอจะสั่งน้ำแข็งเปล่ามาดื่มกลั้วคอให้หายเผ็ดหายร้อนได้บ้าง แทนที่จะต้องจ่ายค่าน้ำแข็งเปล่าตามมูลค่าที่เป็นจริงไม่เกินแก้วละห้าสิบสตางค์ กลับต้องจ่ายกันถึงแก้วละหนึ่งบาทเป็นอย่างต่ำ เพียงเพราะไม่มีผู้ขายยินดีรับเหรียญห้าสิบสตางค์และเหรียญสลึง 

 การปฏิเสธมูลค่าของเงินเหรียญที่มีมูลค่าต่ำกว่าหนึ่งบาท โดยที่ทางราชการรู้เห็นและไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหา ทำให้ราคาสินค้าทั้งหลายถูกกำหนดขึ้นโดยขาดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค และทำให้การซื้อขายสินค้าต้องสั่งซื้อกันตามมูลค่าเงิน แทนที่จะสามารถซื้อขายกันตามมาตราชั่งตวงวัด และคิดราคากันตามมาตรด้วยความยุติธรรมได้

 ถึงเวลาหรือยังที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงินการคลัง จะหันมาทบทวนถึงเงินเหรียญในทุกระดับมูลค่า ว่าเราจะทำอย่างไรให้สามารถนำออกมาใช้จ่ายและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แทนที่จะกีดกันทั้งทางตรงและทางอ้อมดังเช่นที่เป็นอยู่ เพราะหากเงินเหรียญหรือเศษตังค์ที่เรียกกันยังสูญสิ้นมูลค่า หรือถูกตีมูลค่าให้เป็นศูนย์ เศรษฐกิจชาติก็จะตกอยู่ใต้เงาแห่งความอยุติธรรมตลอดไป

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ