
ถอดบทเรียนคอนเวอร์เจ้นท์จากอดีตสู่อนาคต
ถอดบทเรียนคอนเวอร์เจ้นท์จากอดีตสู่อนาคต
การประชุมยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตวารสารศาสตร์ ครั้งที่ 11 ประจำปี 2558 ณ ห้อง 3001 อาคารนวมินทราธิราช สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จัดโดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณทิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนมุมมองเชิงวิชาชีพและวิชาการด้านสื่อมวลชน ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสื่อใหม่ และเพื่อให้เกิดการปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างภาควิชาการและวิชาชีพ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “ถอดบทเรียนคอนเวอร์เจ้นท์ จากอดีต สู่อนาคต”
สุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารและกองบรรณาธิการเครือเนชั่น กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการแถลงข่าวจากผู้บัญชาการทหารบก เรื่องการสอบสวนโครงการราชภักดิ์ ก็มีนักข่าวไปกันเต็มไปหมด หนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี ทุกสำนักข่าวเตรียมอุปกรณ์ไปถ่ายทอดสด เมื่อไปถึงก็พบว่า มีคำสั่ง ห้ามถ่ายทอดสด กรณีอย่างนี้นักข่าวจะทำอย่างไร เพราะเป็นข่าวใหญ่ เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องรู้
หน้าที่ของสื่อที่ดีก็คือ ต้องสนอบตอบต่อความต้องการ
เมื่อไม่ให้ถ่ายทอดสด วิธีการอย่างหนึ่งที่นักข่าววิทยุ ทีวี ทำได้ก็คือ ฟังเสร็จแล้ว ก็รีบออกจากห้องแถลงข่าวไปรายงานสด เพราะถ่ายทอดสดไม่ได้ แต่ก็มีเสียงนักข่าวรายงาน
แต่ก็มีคำสั่งอีกว่า ห้ามออกนอกห้องแถลงข่าว
เมื่อเป็นอย่างนี้ สิ่งที่นักข่าวปัจจุบันทำก็คือ ใช้วิธี ส่งข่าวทางไลน์ บางคนก็ส่งทางเฟซบุ๊ก และทางแอพพลิเคชั่น ที่สามารถถ่ายทอดสดได้
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ถือว่า เป็นวิกฤติรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ทำหน้าที่สื่อมวลชน
มีคำถามว่า ทำไมนำภาพดาราที่ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ถึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่เหมาะสม ผิดหลักการ ละเมิดสิทธิบุคคลคน ตรงนี้ ถึงแม้ดาราจะเป็นบุคคลสาธารณะ แต่เมื่อเจ็บป่วยแบบนี้สิทธิความเป็นส่วนตัวต้องมี สื่อต้องมีขอบเขตที่เหมาะสม
เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัจจุบันมีนักข่าว ทั้งสายการเมือง อาชญากรรม เศรษฐกิจ บันเทิง การศึกษา ฯลฯ ทุกสายเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ก็น่าจะมีคำถามที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น แต่กลับไม่มีคำถามเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า การส่งนักข่าวไปทำข่าว รายงานข่าว ก็น่าจะมีการสลับสับเปลี่ยนตัวนักข่าวไปทำก็ได้ อย่างเช่น วันนี้นายกฯ จะพูดเรื่องเศรษฐกิจ เราก็ให้นักข่าวสายเศรษฐกิจไปทำหน้าที่แทนนักข่าวการเมือง ก็ได้ เพราะนักข่าวสายเศรษฐกิจก็จะยิงคำถามเรื่องเศรษฐกิจได้ตรงประเด็น อย่างนี้ เป็นต้น
สมัยก่อนสื่อทีวีมีแค่ 6 ช่อง นักข่าว โปรดิวเซอร์ พิธีกร จำนวนไม่มาก แต่ปัจจุบันมี 24 ช่อง โดยหลักการแล้ว ควรจะมีการแข่งขัน ควรจะมีทางให้ประชาชนเลือกมากขึ้น แต่หากพิจารณาเนื้อหาแล้วกลับพบว่า คุณภาพลดลง ยังไม่ต้องพูดถึงว่า พูดตัว ร หรือ ตัว ล ไม่ชัด นอกจากนี้ ยังจะเห็นได้ว่าพิธีกรช่องหนึ่งย้ายไปอยู่อีกช่องหนึ่ง โดยที่พิธีกรคนนั้นอยู่ที่เดิมอยู่เบอร์ 5 แต่พอย้ายไปอยู่อีกช่องกลับกลายเป็นเบอร์ 1 นั่นเป็นเพราะช่องที่ไปอยู่ใหม่ ขาดคน
เกิดอะไรขึ้นครับ เหตุผลก็คือ ไม่มีสื่อไหนตั้งใจสร้างคนจริงๆ ผิดกับในอดีตที่ผ่านมา
ยังจำกันได้ไหม เมื่อเปิดการประมูลทีวีดิจิทัล พาดหัวข่าวว่า จะทุ่มเงิน จะสร้างห้องส่ง ทุ่มเงินซื้อหนัง ละคร ประมูลการถ่ายทอดสด มาเสนอให้ได้ชมกัน ฯลฯ
แต่ไม่มีเลยที่จะทุ่มทุนสร้างนักข่าว พิธีกรระดับสากล จะสร้างนักข่าวให้สามารถวิเคราะห์ข่าวดังๆ ที่ดีกว่านี้อีก 10 เท่า
จะมีช่องไหนบ้างที่จะมีนโยบายจากนี้ไปจะให้ความสำคัญกับคนของตัวเอง เพื่อผลิตรายการที่ดีขึ้น โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า มีน้อยมาก ฉะนั้นจึงเป็นที่มาที่เห็นว่าวิกฤติเรื่อง โซเชียลมีเดียจะทำลายร่องตื้นเขิน เพราะไม่มีความลุ่มลึก
สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ ผู้ที่ไปอยู่ที่ใหม่แทนที่จะพัฒนาตนเองขึ้นมา กลับอยู่เท่าเดิม แล้วก็ต้องเริ่มลง เพราะต้องทำในสิ่งที่เจ้าของต้องการ สิ่งที่ยากที่สุดในการทำสื่อคือ การสร้างคน “นักข่าวที่ดี สื่อที่ดี ต้องแยกสาระจากกระพี้”
สำหรับเนชั่นทีวี จะมีการระดมสมองทุกวัน เข้าร่วมประชุมคอนเวอร์เจนท์ ทุนคนทำทุกอย่างได้ทั้งข่าวการเมือง ไฟไหม้ เศรษฐกิจ ฯลฯ หลังจากนั้นเมื่อออกจากห้องคอนเวอร์เจนท์แล้วก็กลับไปที่สายของตัวเอง ทำให้เกิดการตื่นตัว สื่อแต่ละแขนงในเครือเนชั่น ทั้ง หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ สื่อออนไลน์ สามารถมาหล่อหลอมรวมกันได้ ผ่านระบบคลังได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า คอนเวอร์เจนท์ จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่เป็นวิธีการที่จะฟันฝ่าอุปสรรคทั้งทางด้านธุรกิจและการฝึกคน
นักข่าวเยอะ ไม่ได้แปลว่า คนดูจะได้ดูข่าวที่ดีขึ้น เนื้อหาไม่ได้เพิ่มขึ้น ตรงนี้ต้องถามว่า เกิดอะไรขึ้น ?
ทุกวันนี้เปิดทีวี วิทยุ ก็ยังอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ จริงแล้วต้นตอของข่าวทำโดยไม่กี่สื่อ ไม่กี่องค์กร
ต้องขอบอกว่า หนังสือพิมพ์ยังเป็นที่มาของข่าวสำหรับสื่อทั้งทีวี และ วิทยุ
นอกจากนี้ หากสังเกตกันจะเห็นได้ว่า ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ต่างก็ใช้ภาษาหนังสือพิมพ์ นั่นเป็นเพราะคัดลอกแล้วนำมาวางแปะ โดยไม่ได้มีปรับเปลี่ยนให้เป็นภาษาใหม่ที่เหมาะกับการออนไลน์ หรือภาษาที่เหมาะกับวิทยุ



