
ชุมพล ศิลปอาชา คุณทำยังงี้ ได้ยังไง ?
คุณชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นรัฐมนตรีที่ผมเขียนถึงค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับรัฐมนตรีคนอื่นๆ เพราะวัตรปฏิบัติของคุณชุมพลหลายเรื่องไม่ค่อยจะเข้าท่าเอาเสียเลย เป็นรัฐมนตรีที่ไม่อยากรักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติสักเท่าไหร่
อย่าง “อีลิทการ์ด” นั่น นายกฯอภิสิทธิ์ให้เกียรติสั่งให้ไปพิจารณาว่าจะทำอย่างไร ก็เฉย ผมไม่คิดว่าคุณชุมพลจะโง่ขนาดไม่รู้ว่า “อีลิทการ์ด” ทำให้ชาติเสียหายไปแล้วเท่าไหร่ เรื่องนี้คุณชุมพลอาจแก้ตัวว่ายังตัดสินใจไม่ได้ เพราะยังไม่ได้รับรายงาน ก็เอาเถอะครับ... แต่กับผลงานครั้งใหม่ที่เสนอให้คณะรัฐมนตรีช่วยเหลือ ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวโดยไม่คำนึงว่าต่อไปชาติจะเสียหายอย่างไรนั้น ผมว่าคุณชุมพลไม่เหมาะที่จะเป็นรัฐมนตรีเสียแล้ว
ท่านผู้อ่านคงจำได้นะครับ ว่าหลังจากที่ทุกประเทศทั่วโลกประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยพร้อมๆ กัน แต่ไทยได้ของแถมเป็นวิกฤติการเมืองช่วงปลายปี 2551 ที่มีการชุมนุมปิดสนามบิน เป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติลดลงไปนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวหลายรายถึงกับ “เซ” บางรายถึงขั้น “ทรุด” ทำให้นักธุรกิจผู้ลงทุนเหล่านั้นทำหนังสือถึงคุณชุมพล ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทำหนังสือขอให้รัฐบาลช่วยเหลือด้านการเงิน โดยขอให้ตั้งสถาบันการเงิน หรือกองทุนสำหรับการท่องเที่ยว ให้นักธุรกิจท่องเที่ยวด้วยกันเองกู้ไปใช้จ่ายเพื่อประคองตัวเองจากวิกฤติดังกล่าว
ช่วงนั้นผมไม่ทราบว่ามีใครคัดค้านบ้าง แต่ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนประจำคงจำได้ว่า ผมนี่แหละที่เตือนรัฐบาลว่าอย่าตั้งสถาบันหรือกองทุนอะไรขึ้นมาเด็ดขาด ขืนตั้งขึ้นมาแล้วปล่อยให้ยื่นกู้กันเอง-พิจารณากันเอง มันไม่เสียหายเฉพาะพวกเขาเท่านั้น แต่จะเสียหายถึงประเทศชาติแน่ๆ พร้อมกับเสนอให้นักธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องการเงินหมุนเวียนไปยื่นขอกู้จากสถาบันการเงิน หรือธนาคารพาณิชย์เป็นดีที่สุด ที่โน่นเขามีทั้งหลักเกณฑ์และบุคลากรที่ชำนาญในการพิจารณาเงินกู้อย่างรัดกุมอยู่แล้ว คณะรัฐมนตรีจึงหันไปเพิ่มวงเงินให้สถาบันการเงิน คือ เอสเอ็มอีแบงก์ เพื่อพิจารณาปล่อยกู้ให้นักธุรกิจท่องเที่ยวอีก 5,000 ล้านบาท สิ้นสุดโครงการสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้
นักธุรกิจท่องเที่ยวหลายรายจึงแห่ไปทำเรื่องกู้จากเอสเอ็มอีแบงก์ แต่บางรายเคยมีประวัติ “หนี้เสีย” อยู่ในกลุ่มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลมาก่อน แบงก์เขาจึงไม่ปล่อยกู้ แทนที่ผู้กู้เหล่านั้นจะปรับตัวให้ดีขึ้นเพื่อยื่นกู้ใหม่ กลับไปร้องเรียนคุณชุมพล ขอให้รัฐบาล “รับประกันความเสี่ยงจากการปล่อยกู้” จะได้กู้เงินจากเอสเอ็มอีแบงก์ง่ายขึ้น คุณชุมพลเป็นถึงรัฐมนตรีแทนที่จะชี้แจงและทำความเข้าใจกับคนเหล่านั้น ให้ยอมรับในกฎและระเบียบของแบงก์ ดันรับปากจะนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี และจะหารือไปยังกระทรวงการคลัง ขอให้ตัดข้อความที่ระบุว่า “การให้กู้ต้องมีประสิทธิภาพและโปร่งใส” ออก แล้วให้ใช้ถ้อยคำที่ยืดหยุ่นแทน เพื่อให้เอสเอ็มอีปล่อยกู้ได้ง่ายขึ้น
เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม มีข่าวเล็กๆ ว่า ครม.เห็นชอบตามที่คุณชุมพลเสนอให้ขยายเวลาโครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ธุรกิจท่องเที่ยวหลายอย่าง ก็แปลว่าต่อไปนี้ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวก็จะกู้เงินง่ายขึ้นตามต้องการทุกราย มติ ครม.ครั้งนี้เล่นเอาผมมึนครับ ไม่เข้าใจว่า “อะไร” บังตา ครม.จึงยอมแก้ไขกฎระเบียบที่รัดกุมดีอยู่แล้ว ไปใช้ข้อความที่หละหลวมอย่างนั้น ครม.ลืมแล้วหรือครับว่าธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ หรือบีบีซี เสียหายเพราะเหตุใด...ไหงลืมกันง่ายอย่างนี้ หรือว่า คณะรัฐมนตรีแกล้งลืม เพียงเพราะต่างฝ่ายต่างก็จ้องหาทุนเพื่อใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปในเร็ววันนี้ หากเป็นเช่นนั้นจริงผมขอกรวดน้ำคว่ำขันอธิษฐานว่า ขอให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ไปที่ชอบๆ ทุกคนนะครับ ขออย่าได้ผุดได้เกิด เอ๊ย ขออย่าได้กลับเข้ามาบริหารประเทศกันอีกเลย สาธุ
ภาณุมาศ ทักษณา



