ข่าว

ภาวะโลกร้อน เรื่องใกล้ตัวที่ถูกมองข้าม

ภาวะโลกร้อน เรื่องใกล้ตัวที่ถูกมองข้าม

29 พ.ย. 2558

เปิดโลกวันอาทิตย์ : ภาวะโลกร้อน เรื่องใกล้ตัวที่ถูกมองข้าม : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                      แม้ว่ากรุงปารีสจะยังไม่หายวิปโยคจากเหตุสะเทือนขวัญถูกผู้ก่อการร้ายลอบวางระเบิด 6 จุดจนคนตาย-เจ็บเป็นเบือหลายร้อยคน แต่ "เดอะ โชว์ มัส โก ออน” รัฐบาลฝรั่งเศสจึงเดินหน้าจัดประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) ครั้งที่ 21 หรือเรียกสั้นๆ ว่า Paris2015/COP21 ที่เลอบูร์เกต์ เขตชานเมืองทางตอนเหนือของกรุงปารีสตามกำหนดการเดิมซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน- 11 ธันวาคม เพียงแต่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมประชุมมากถึง 5 หมื่นคนจากกว่า 180 ประเทศ ในจำนวนนี้เป็นระดับผู้นำประเทศที่จะไปร่วมในพิธีเปิดการประชุมราว 100 คน ตั้งแต่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งแดนอินทรีอเมริกา ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งแดนหมีขาวรัสเซีย ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแห่งแดนมังกรจีน นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีแห่งแดนภารตอินเดีย ตลอดผู้นำจากอังกฤษ เยอรมนี, แอฟริกาใต้ บราซิล ฯลฯ
 
                      จนถึงขณะนี้ คนส่วนใหญ่ยังคงหลงเข้าใจผิดคิดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือปัญหาโลกร้อนยังเป็นปัญหาไกลตัว อย่างดีก็แค่บ่นว่ารู้สึกร้อนขึ้น โดยหารู้ไม่ว่าอากาศในปีนี้สร้างสถิติร้อนสุดเป็นประวัติการณ์และปีหน้าอาจจะร้อนกว่านี้ หรือไม่เคยตระหนักว่ากำลังเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่เป็นประวัติการณ์เช่นกัน หนำซ้ำยังเกิดบ่อยครั้งขึ้นตามพื้นที่ต่างๆ หรือเกิดปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน เกิดพายุหิมะในฤดูร้อน เป็นต้น ด้วยความไม่รู้ คนทั่วไปจึงมักจะอดทนอดกลั้นโดยคิดว่าปีหน้าคงจะดีขึ้น โดยหาได้คิดไกลมากไปกว่านั้นว่า ปัญหานี้นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นและไม่ใช่ปัญหาไกลตัวอีกต่อไป อาทิ ใครเลยจะคิดว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้เกิดปัญหา "เซ็กส์เสื่อม” ตามมาด้วยปัญหาอัตราการเกิดของประชากรที่มีแต่ลดลง จากผลการวิจัยของสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติพบว่าในวันที่ร้อนที่สุดนั้น อัตราการเกิดจะลดลง 0.4 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ผลการศึกษาในแดนดินถิ่นอินทรีผยองตลอดช่วง 80 ปีนี้ยังได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่าเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเป็น 26.6 องศาเซลเซียส จะทำให้อัตราการเกิดของประชากรน้อยลงทุกๆ เดือน
 
                      หรือกรณีการระบาดของไข้เลือดออก โรคมาลาเรียซึ่งคาดว่าจะมีคนเสี่ยงเป็นโรคนี้มากขึ้นอีก 150 ล้านคน โรคท้องร่วง โรควัณโรค หรือแม้กระทั่งโรคเรื้อนที่หวนกลับมาอาละวาดอีกครั้งทั้งๆ ที่เคยเชื่อกันว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว ไม่นับรวมโรคอุบัติใหม่แปลกอย่างอีโบลา เหล่านี้ล้วนเป็นผลสืบเนื่องจากภาวะโลกร้อนแทบทั้งสิ้น
 
                      ไม่ใช่เรื่องแปลกแม้แต่น้อยที่คนทั่วไปจะเข้าใจผิดเช่นนี้ ในเมื่อทั้งนักการเมืองและสื่อต่างให้ความสนใจแต่ประเด็นความไม่ลงรอยกันในเรื่องปริมาณการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยเฉพาะสหรัฐซึ่งได้ประกาศจุดยืนชัดเจนก่อนการประชุมจะเริ่มเพียงไม่กี่วันว่าจะไม่ยอมรับมติของที่ประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ประเทศนี้ได้ชื่อว่าปล่อยก๊าซคาร์บอนตัวการของภาวะโลกร้อนมากเป็นอันดับ 2 ของโลก
 
                      ท่าทีของสหรัฐดังกล่าวได้กลบความสำคัญของคำเตือนจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) ว่า หากนานาประเทศยังไม่รีบเร่งแก้ไขปัญหาโลกร้อน อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยอาจจะสูงขึ้นอย่างน้อย 6 องศาเซลเซียส ทำให้หลายๆ พื้นที่อาจจะร้อนจนกระทั่งคนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ หรือทำให้เมืองใหญ่ๆ ที่อยู่ริมฝั่งทะเลอาจจะจมน้ำกระทบต่อประชากรโลกหลายร้อยล้านคน
 
                      จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ท่วมสูงเป็นภูเขาเลากา ทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าหากโลกงอมืองอเท้าไม่หาทางแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน อุณหภูมิโลกอาจจะสูงขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้เมื่อเทียบกับอุณหภูมิก่อนยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม และภายในปี 2643 หรืออีก 84 ปีข้างหน้า น้ำในมหาสมุทรจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างน้อย 26-82 เซนติเมตร (ราว 10-32 นิ้ว) จากระดับในช่วงปี 2529-2548
 
 
ภาวะโลกร้อน เรื่องใกล้ตัวที่ถูกมองข้าม
 
 
                      นอกจากนี้ ผลการศึกษาของไคลเมตเซ็นทรัลในสหรัฐพบว่าแค่อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ก็จะทำให้มหานครหลายแห่งทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์ก, มุมไบ, เซี่ยงไฮ้ และอีกหลายเมืองในเวียดนาม บังกลาเทศ ญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์, อียิปต์ และบราซิล มีคนได้รับผลกระทบมากขึ้นจากขณะนี้ที่ได้รับผลกระทบแล้วราว 280 ล้านคน เพิ่มเป็น 600 ล้านคน
 
                      ผลการวิจัยหลายชิ้นยังสะท้อนให้เห็นว่าถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นอย่างน้อย 4 องศาเซลเซียสภายในปี 2643 สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือภาวะแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างรุนแรง ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอีกเกือบเท่าตัวหรือสูงขึ้น 4.7 เมตร โดยประเทศที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือจีน เมื่อมหานครหลายแห่ง อาทิ เซี่ยงไฮ้ เทียนสิน ฮ่องกง และไท่โจวในมณฑลเจ้อเจียง อาจจะจมน้ำจนส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 44 ล้านคน อีก 34 ล้านคนในญี่ปุ่น 25 ล้านคนในสหรัฐ 20 ล้านคนในฟิลิปปินส์ 19 ล้านคนในอียิปต์ และ 16 ล้านคนในบราซิล ขณะที่บรรดาชาวเกาะบนเกาะที่มีพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลอย่างมัลดีฟส์และชาวเกาะบางเกาะในฟิลิปปินส์ต้องพากันอพยพครั้งใหญ่
 
                      ตรงข้ามกับหลายเมืองที่จะเผชิญปัญหาคลื่นความร้อนและปัญหาภัยแล้งยาวนานเหมือนเช่นที่กำลังเกิดขึ้นที่ซีเรียและแคลิฟอร์เนียในขณะนี้ นอกเหนือจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่สร้างความเสียหายในวงกว้าง พูดง่ายๆ ก็คือบางส่วนของโลกไม่มีน้ำมากพอที่จะบริโภค ขณะที่บางภูมิภาคมีน้ำมากเกินไป
 
                      พร้อมกันนี้ โลกก็จะมีคนจนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 100 ล้านคนซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่ในภาวะยากจนอย่างสุดขีดภายใน 15 ปีข้างหน้า เพราะต้องพึ่งพาแต่ผืนดิน ขณะที่ราคาอาหารมีแต่ทะยานสูงขึ้นแถมยังไร้ซึ่งสาธารณูปโภคต่างๆ เด็กอีก 690 ล้านคนได้รับผลกระทบอันเนื่องจากมีภูมิคุ้มกันต่ำว่าผู้ใหญ่ ไม่ต้องพูดไกลถึงการเก็บเกี่ยวพืชผลทางเกษตรที่จะได้ผลผลิตน้อยลงจากปัญหาภัยแล้งหรือจากสภาพอากาศแปรปรวน จากผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าผลผลิตทางเกษตรอาจจะลดลงถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2573 และลดลง 30 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2623 ปัญหาการแย่งชิงแหล่งน้ำจะกลายเป็นชนวนของสงครามใหญ่น้อย
 
                      นักวิทยาศาสตร์หลายคนเตือนว่าถ้าหากนานาประเทศไม่ยอมร่วมมือกันด้วยความจริงใจในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คือการแบกรับภาระผู้อพยพขนานใหญ่อันเนื่องจากปัญหาโลกร้อนยิ่งกว่าการแบกรับผู้อพยพจากผลของสงคราม อย่างผู้อพยพซีเรียซึ่งเฉพาะปีนี้เพียงปีเดียว ผู้อพยพกว่า 5 แสนคน ได้หนีตายไปที่ยุโรป
 
                      ฝรั่งเศสในฐานะประเทศเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้มุ่งมั่นจะผลักดันให้ทั้ง 170 ประเทศสามารถบรรลุข้อตกลงในเรื่องการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2563 เพื่อรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 2 องศาเซลเซียส
 
                      ถือเป็นหน้าที่ของมวลมนุษยชาติที่จะช่วยกันรักษาโลกนี้ให้ปลอดภัยตลอดกาล
 
 
 
 
--------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ภาวะโลกร้อน เรื่องใกล้ตัวที่ถูกมองข้าม : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)